xs
xsm
sm
md
lg

กกต.รู้บริษัททำป้ายพิษณุโลกสอบหาคนจ้าง ชี้ปราศรัยไม่สุภาพแม้จริงอาจเจอหมิ่น ไม่ได้ประกาศชื่ออุทธรณ์ใน 7 วัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กกต.สั่งสอบป้ายปริศนาพิษณุโลก โวรู้ตัวบริษัทผลิต จ่อหาคนจ้างวาน เตือนพรรคคุมสมาชิกไม่ให้ทำผิดกม.ปล่อยปละโทษหนัก โหวตเตอร์ระวังกม.เอาผิดครอบคลุม ย้ำปราศรัยไม่สุภาพต้องพิจารณาบริบท หากจริงไม่เข้าข่ายใส่ร้ายแต่อาจผิดหมิ่นฯ เผยไม่ประกาศชื่อผู้สมัคร 18 คน อุทธรณ์ศาลฎีกาได้ใน 7 วัน

วันนี้ (8ม.ค.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.กล่าวกรณีปรากฏป้ายข้อความปริศนาในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ว่าสำนักงานฯได้รับรายงานเบื้องต้นจากพื้นที่พิษณุโลกและรับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นความปรากฏ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้จัดทำป้าย เกี่ยวข้องกับทางการเมืองหรือไม่ และเข้าข่ายเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ ซึ่งขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ขณะนี้เป็นรับสำนวนแล้ว ก็จะไม่ขอวิจารณ์ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอน แต่ขออยากฝากถึงพรรคการเมืองว่าในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้คณะกรรมการบริหารพรรค มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลไม่ให้ สมาชิกพรรคการเมือง ไปทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หากความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ก็ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งต่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อให้แก้ไขหรือหยุดการกระทำ หากไม่หยุด นายทะเบียนพรรคการเมืองก็จะเสนอให้ กกต.สั่งให้กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะและมีโทษอาญา จำคุก 7 - 15 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับเรื่องที่เกิดขึ้น นี่คือมาตรการที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นไปตามพ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 22 และมีโทษตามมาตรา 104 และมาตรา 105

"เรื่องที่เกิดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลกผิดหรือถูกยังไม่สามารถตอบในขณะนี้ได้ แต่ทำให้บรรยากาศการแข่งขันดูไม่สวยงาม การแข่งขันเข้มข้นได้ แต่ไม่ควรที่จะรุนแรง เช่นในทางกายภาพอาจจะมีการไปข่มขู่ หรือใช้ถ้อยคำที่ทำให้ถูกเกลียดชัง หรือการถูกใส่ร้าย ซึ่ง กกต.ก็จะดูแลเรื่องนี้ ส่วนระยะเวลาในการตรวจสอบขึ้นอยู่กับความยากง่าย "

เมื่อถามว่าหากเป็นการกระทำของประชาชน ที่ไม่พอใจพฤติกรรมของพรรคการเมือง นายแสวงกล่าวว่า กฎหมาย ใช้คำว่าผู้ใด ซึ่งรวมทั้งผู้สมัคร นักการเมืองอยู่แล้ว กฎหมายพรรคการเมืองต้องการให้พรรคการเมืองช่วยดูแลสมาชิก ไม่ให้ไปทำ ทั้งนี้ในพื้นที่อื่นยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการพบป้ายข้อความในลักษณะนี้

ส่วนกรณีแฟนคลับพรรคการเมืองหนึ่งมีการตัดต่อชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคการเมือง หนึ่งไปใส่หมายเลขของอีกพรรคการเมืองหนึ่งโดยมีการเชื่อมโยงว่าอาจเป็นการกระทำของพรรคการเมืองหนึ่งจะเข้าข่ายมีความผิดหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า กฎหมายมีมาตราเดียวที่ดูแลในเรื่องการใส่ร้าย และขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงใครเป็นคนทำอาจจะมีทางผู้สมัคร หรือผู้ใดผู้สนับสนุนหรือผู้ใด และต้องมาดูข้อกฎหมายว่า การทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดกฎหมายหรือไม่

" เช่นเดียวกับป้ายที่จังหวัดพิษณุโลก ก็ต้องดูว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งในชั้นนี้รู้ตัวโรงพิมพ์ผู้รับจ้างผลิตแล้ว และต้องดูว่าโรงพิมพ์นั้นใครเป็นคนว่าจ้าง หลังจากนั้นก็ต้องมาดูว่าข้อความลักษณะปรากฏในป้ายใครเป็นผู้เสียหายหรือเข้าข่ายการใส่ร้ายแล้วหรือไม่"

ส่วนกรณีการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่มีการใช้ถ้อยคำ "อีควาย อีน้ำแข็งเน่า" พาดพิงผู้สมัครพรรคการเมืองอื่น นายแสวงกล่าวว่าจะเข้าข่ายเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ต้องดูบริบทด้วย โดย กกต.กทม. คงจะต้องไปถอดเทปและดูบริบท กกต.ไม่ได้ทิ้งทุกเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะอยากให้บรรยากาศของการแข่งขันเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถึงจะมีความเข้มข้นก็ขอให้เป็นไปตามสภาพของการแข่งขันไม่ใช่การใช้ถ้อยคำหรือใช้กำลังที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ส่วนเป็นการใช้คำหยาบคายหรือไม่ ตนไม่แน่ใจเพราะยังไม่ได้เห็นถ้อยคำ จริงๆคำพูดเช่นนี้วิญญูชนเห็นก็คงรู้ว่าเป็นคำหยาบคาย แต่จะผิดกฎหมายหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาดู

นายแสวง ยังฝากไปถึงพรรคการเมืองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของกกต.และอยากฝากพรรคการเมืองร่วมรับผิดชอบให้สนามการแข่งขันดูสวยงามได้ พรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่อาสามารับใช้ควรจะเสนอว่าจะทำอะไรให้ประชาชน คู่ต่อสู้อาจจะมีจุดอ่อนก็ว่าไปตามข้อเท็จจริง หากการพูดหรือการปราศรัยเกินกฎหมายก็เป็นความผิดอยู่แล้วไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้งก็อาจหมิ่นประมาท

" คำว่าใส่ร้าย คือการพูดข้อความอันเป็นเท็จทำให้ได้รับความเสียหาย ถ้าเป็นความจริง ไม่เป็นความผิด ต้องแยกระหว่างคดีอาญาหมิ่นประมาท ซึ่งการใส่ร้ายเป็นความผิดในกฎหมายเลือกตั้ง ที่เป็นการจูงใจไม่ให้ลงคะแนนให้คนผู้สมัครหรือลงคะแนนให้ตัวเอง แต่ความจริงเอามาพูดได้ ไม่ใช่เป็นการใส่ร้าย แต่อาจจะหมิ่นประมาทได้ซึ่งเป็นคนละเรื่อง"

ส่วนการโต้ตอบโจมตีระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนหรือโหวตเตอร์ของพรรคการเมืองต่าง ๆ บนสื่อสังคมออนไลน์ นายแสวง ระบุว่า ผู้สมัครและพรรคการเมืองส่วนใหญ่มีความระมัดระวังในการสื่อสารอยู่แล้ว เนื่องจากข้อความทุกอย่างบนโซเชียลมีเดียสามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ แต่โหวตเตอร์หรือผู้สนับสนุนอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เพราะการกระทำบางอย่างอาจมีความผิดและมีโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อดูแลประเด็นดังกล่าว กกต.ได้เปิดศูนย์ E-War Room เพื่อติดตามและเฝ้าระวังการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง โดยทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก และติ๊กต๊อก เมื่อพบข้อความที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย จะมีคณะทำงานทำการวิเคราะห์ก่อนเสนอให้ กกต.พิจารณา หากเห็นว่าเข้าข่ายกระทำผิด จึงจะดำเนินการให้มีการลบข้อความดังกล่าวต่อไป

นายแสวง ยังกล่าวถึง การประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า ผู้สมัครสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กกต.ไม่ได้ประกาศรายชื่อผู้จำนวน 16 คน ส่วนผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีก 1 คน จากเหตุขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด

ซึ่งผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศรายชื่อสามารถยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ หรือหากประชาชนพบว่าผู้สมัครที่ได้รับการประกาศชื่อคนใดขาดคุณสมบัติ ก็สามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.ได้ภายในระยะเวลา 7 วันนับจากวันที่ประกาศรายชื่อ

ส่วนจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ กกต.ยังรอรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการจากกระทรวงมหาดไทย อยู่ระหว่างการประมวลและรวบรวมข้อมูลรายชื่อประชาชน ซึ่งอาจมีข้อมูลตกหล่น โดยเฉพาะหลังจากเพิ่งเสร็จสิ้นกระบวนการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและการลงทะเบียนประชามตินอกเขต เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา

ขั้นตอนต่อจากนี้ จะต้องมีการสำรวจรายชื่อประชาชนในทะเบียนบ้าน ก่อนจัดพิมพ์บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อนำไปติดประกาศ ณ หน่วยเลือกตั้ง ให้ประชาชนตรวจสอบอีกครั้งว่ามีรายชื่อตกหล่นหรือมีการเพิ่มชื่อเข้ามาหรือไม่ โดยคาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะสามารถส่งข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดให้ กกต.ได้ในวันที่ 13 ม.ค.

นายแสวง ยังกล่าวถึงเสียงวิจารณ์การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองจำนวน 21 คน ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 57 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อเฝ้าระวังนโยบายบางประเภทที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่มีอำนาจสั่งให้พรรคการเมืองยุติการเสนอนโยบายได้ มีหน้าที่เพียงให้ข้อสังเกตและข้อมูลแก่ประชาชน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้งเท่านั้น

"หากกกต.ไปสั่งห้ามหรือตัดสินว่านโยบายใดทำไม่ได้ จะทำให้ กกต.ขาดความเป็นกลางและอาจถูกมองว่าเข้าข้างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หน้าที่ของ กกต.จึงเป็นเพียงการตรวจสอบว่านโยบายที่พรรคการเมืองเสนอว่ามีรายละเอียดครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เช่น กรณีระบุแหล่งที่มาของเงิน หากเห็นว่ายังไม่เพียงพอ ก็สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ ไม่ใช่เพียงเขียนลอย ๆ ว่าใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งขณะนี้มี 6 พรรคที่ส่งนโยบายมาให้ กกต.ตรวจสอบแล้ว โดยยังสามารถส่งเพิ่มเติมได้จนถึงวันที่ 19 ม.ค."


กำลังโหลดความคิดเห็น