ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ เปิดเบื้องหลัง "จับผี" คลิปที่มา “สินบนทองคำ” 246 บาท เผย “โจ๊ก” ใช้นอมินี กว้านซื้อทองแท่งกะไว้กว่า 2,000 บาท!
วงการตำรวจนาทีนี้ไม่มีอะไรจะร้อนแรงไปกว่ากรณีการตั้งโต๊ะแถลงเปิดโปงขบวนการ “สินบนทอง” ที่มีชื่อของ “โจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ในข้อหาติดสินบน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หวังพลิกคดีที่ค้ำคออยู่!
โดยที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) “พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ” รอง จตช. พร้อมด้วย “พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว” รอง ผบช.ก. “พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์” ผบก.ปปป. และ “พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ” รองโฆษก ตร. ร่วมกันแถลง
งานนี้ มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารวม 6 ราย ในความผิดฐานร่วมกันให้ และรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน ได้แก่ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล” อดีต รอง ผบ.ตร., “นายเอกวิทย์” กรรมการ ป.ป.ช., “นายสมบัติ ธรธรรม” อนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานงาน, “นายสามารถ” หรือ เอ็ดเวิร์ด พลเรือน คนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์, “นายสรพงษ์” พลเรือนผู้จัดซื้อทองคำ และ “นายสุรสิทธิ์” พลเรือน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัว นายเอกวิทย์
จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2567 “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” ได้สั่งการให้ นายสามารถ ส่งมอบทองคำแท่งจำนวน 2 กล่อง น้ำหนักรวม 246 บาท ให้แก่ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” เพื่อให้นำไปมอบให้ นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งรับผิดชอบสำนวนคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กับพวกตกเป็นผู้ต้องหา โดยมีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ช่วยเหลือคดีให้มีมติไม่ชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและวินัย พร้อมกำชับให้บันทึกวิดีโอขณะส่งมอบทองไว้เป็นหลักฐาน
ต่อมาในวันที่ 1 กันยายน 2567 “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” ได้นำทองคำดังกล่าวไปส่งมอบให้ “นายเอกวิทย์” ผ่าน นายสุรสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษประจำตัว ที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
หลังจากนั้น ในช่วงเดือนกันยายน ถึงพฤศจิกายน 2567 “นายเอกวิทย์” ได้เรียกผู้ต้องหาในคดี เข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริง เร่งรัดกระบวนการสอบสวน และต่อมาคณะอนุกรรมการ มีมติไม่ชี้มูลความผิด “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์”
เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ และได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานทางอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนส่งสำนวนคดีให้สำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา
ตำรวจสืบไปถึงร้านทอง พบแผนการใช้ "นอมินี" นายสรพงษ์ เที่ยวกว้านซื้อทองแท่งแบบเงียบๆ แต่ไม่เงียบเพราะทองชุดนี้ มีลักษณะพิเศษที่คนขายจำได้แม่น แถมเป้าหมายจริงๆ แว่วว่า กะจะกว้านซื้อให้ครบ 2,000 บาท มูลค่ากว่าร้อยล้าน! หวังกวาดเรียบทั้งกระดาน !
ช็อตเด็ด ที่สังคมจับตามองคือ หลักฐาน "คลิป" ตอนส่งมอบของที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ โดยมี “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” ขับรถนำทองไปส่งให้ “นายสุรสิทธิ์” รปภ.ส่วนตัวกรรมการ ป.ป.ช. ที่มารอรับด้วย "รถประจำตำแหน่ง" ของกรรมการป.ป.ช. เองกับมือ
แถมยังมีคลิปเสียงสนทนา สุด Exclusive ระหว่าง พ.ต.อ.ภาคภูมิ กับ นายสมบัติ คนกลางฝั่งป.ป.ช. ที่คุยกันชัดถ้อยชัดคำ เรื่องน้ำหนักทอง มีการเอ่ยชื่อ "โจ๊ก" แบบไม่ต้องเดา และที่พีกที่สุด คือ ความหวาดระแวงในเสียงที่กลัวว่าลูกน้อง จะ "อัดคลิป" ไว้แฉ...ซึ่งสุดท้ายก็เป็นจริง!!
เพราะ "นาย" นั่นแหละ ที่สั่งให้ลูกน้องอัดวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ยืนยันว่าส่งของแล้ว แต่วันนี้คลิปนั้น ย้อนกลับกลายเป็น "ใบเสร็จ"
ด้าน "รองเต่า" พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปรียบคดีนี้ คือการ "จับผี" เพราะผู้กระทำผิดพยายามไม่ทิ้งร่องรอย จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน รอบคอบ และรัดกุม เจ้าหน้าที่ ได้มีการทำแผนประกอบคำให้การ โดยจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ ใช้รถรุ่น และยี่ห้อเดียวกัน พบว่าในรถมีบุคคลอยู่ 4 คน รวมถึงกรรมการป.ป.ช. และ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” สามารถอธิบายระยะสายตา และรายละเอียดภายในรถได้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับคลิปภาพและคลิปเสียงที่ตรวจยึดมา
ส่วนที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยอมเปิดปากแฉหมดเปลือก ก็เพราะทนไม่ได้ที่เห็น "นาย" พยายามโยนขี้ให้ลูกน้องรับผิดแทน แถมบิดาที่เป็นนักเรียนนายร้อย รุ่น 25 และรักองค์กรตำรวจยิ่งเครียด จนรับไม่ได้ งานนี้เจ้าตัวเลยขอเป็น "พยานปากเอก" นำหลักฐานมามอบให้ตำรวจด้วยตัวเอง เพื่อกู้ภาพลักษณ์องค์กร
งานนี้บอกเลยว่า “ดิ้นหลุดยาก” เพราะหลักฐานมัดแน่นยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก ทั้งภาพ ทั้งเสียง ทั้งเส้นทางเงินและทอง
แน่นอนว่า "โจ๊ก" ดิ้นได้อย่างเดียว คือส่งทนายฟ้อง "บิ๊กเต่า" ตามฟอร์ม
++ “ลุงป้อม”ทิ้งเก้าอี้หัวหน้าพรรค รูดม่าน พลังประชารัฐ
พรรคพลังประชารัฐ พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจ ให้ พี่น้อง 3ป. “ตู่-ป้อม-ป๊อก” ได้เปลี่ยนเครื่องแบบจากสีเขียวขี้ม้า มาใส่สูท ขึ้นนั่งบริหารราชการแผ่นดิน
จากพรรคการเมืองที่มีเสียงเกิน 100 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ปี 2562 มาถึงวันนี้กำลังจะกลายเป็นพรรคต่ำสิบ ที่ไม่มีพลังต่อรองทางการเมืองใดๆ
เมื่อ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลาออกจากหัวหน้าพรรค ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ พูดง่ายๆว่า “ใจไม่บันดาลแรง” อีกต่อไปแล้ว และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ก็ให้ “ตรีนุช เทียนทอง” เลขาธิการพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทน
พลันที่รู้ข่าวว่า “ลุงป้อม” ลาออกจากหัวหน้าพรรค ทาง “ผู้กองธรรมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่เคยเป็นคนใกล้ชิด ชนิดที่เรียกว่าเป็นมือขวาของลุงป้อม ก็ว่าได้ ถึงกับ “ปาดน้ำตา” พร้อมเผยความในใจว่า
...ผมเคารพนับถือเสมอ ผมไม่ได้อะไรกับท่าน ออกมาก็ไม่เคยมีการโจมตีใคร ผมจบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน ผมไม่เคยทำ ...
ย้อนไปหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 “พี่น้อง 3ป.”...”พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ...”พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ “น้องเล็ก” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเถลิงอำนาจ
“พรรคพลังประชารัฐ” ถูกตั้งขึ้นเมื่อปี 2561 เป็นฐานอำนาจของพี่น้อง 3 ป. ในการเข้าสู่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2562 เพื่อให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามกลไก กติกา ของรัฐธรรมนูญปี 2560
หลังเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ ได้116 ที่นั่ง แม้ไม่ได้ชนะเป็นอันดับ 1 แต่สามารถรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองขนาดกลาง และ เล็ก ประกอบกับ แรงสนับสนุนจาก สมาชิกวุฒิสภา ชุดเฉพาะกาล 250 คน ส่งผลให้ “พล.อ.ประยุทธ์” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตามเป้าหมาย
ช่วงนั้นถือเป็นจุดสูงสุดของของพรรคพลังประชารัฐ
แต่หลังจัดตั้งรัฐบาลได้ไม่นาน พรรคก็เริ่มมีปัญหาความขัดแย้งภายใน ไม่มีความเป็นเอกภาพของแกนนำ เพราะมาจาก “ร้อยพ่อ พันแม่” แม้จะเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคจาก “อุตตม สาวนายน” มาเป็น “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร แล้ว คลื่นลมก็ยังไม่สงบ
และในที่สุดก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ คือช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อ “ลุงตู่-ลุงป้อม” ตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ
สุดท้าย “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ แยกทางออกไปสังกัด “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ทำให้พรรคพลังประชารัฐสูญเสียศูนย์กลางอำนาจ และจุดขายหลักของพรรค
ขณะเดียวกัน สส. และอดีตแกนนำ ต่างก็ทยอยย้ายพรรค ไปยังขั้วการเมืองอื่น ทำให้ พลังประชารัฐ ขาดพลังอย่างเห็นได้ชัด
ผลการเลือกตั้งปี 2566 พรรคพลังประชารัฐ เหลือแค่ 40 ที่นั่ง จากสส.เขต 39 ที่นั่ง ส่วนระบบบัญชีรายชื่อ มี “ลุงป้อม”ผ่านมาได้เพียงคนเดียว แสดงให้เห็นชัดถึงความเสื่อมถอย ทั้งในเชิงอำนาจ และความนิยมในตัวพรรค
และในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.69 นี้ แกนนำอย่าง “สันติ พร้อมพัฒน์” ที่เป็นระดับบ้านใหญ่ของเมืองมะขามหวาน เพชรบูรณ์ ก็ถูกดูดไปสวมเสื้อสีน้ำเงิน ขณะที่“ผู้กองธรรมนัส” ก็ขนลูกทีมออกไปตั้งพรรคกล้าธรรม
พรรคพลังประชารัฐ จึงตกอยู่ในสภาพ “เหี่ยวเฉา”
ส่วน “ตรีนุช เทียนทอง” จากสระแก้ว ที่ถูกดันขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคอย่างฉุกละหุกในวันนี้ แม้จะผ่านการเป็น สส.มาแล้วถึง 6 สมัย เคยเป็น รมว.ศึกษาธิการ ในรัฐบาลลุงตู่ และ ปัจจุบัน เป็นรมว.แรงงาน ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แต่บารมีในทางการเมือง ต้องยอมรับว่ายังไม่ถึงขั้น
การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐ คงเป็นได้เพียงแค่พรรคต่ำสิบ ที่แทบจะไม่มีพลังต่อรองใดๆ ในทางการเมือง
และนี่เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจ คณะรัฐประหารนั้น สุดท้ายก็ล้มหายตายจาก ไปพร้อมกับการเสื่อมถอยของอำนาจผู้นำ


