พลังประชารัฐแถลงนโยบาย 3 เสาหลัก “มั่นคง ฟื้นฟู ดูแล” ชู 12 นโยบายเรือธง แก้ปัญหาปากท้อง ความมั่นคง ดูแลความเดือดร้อนประชาชน
วันที่ 5 มกราคม 2569 ที่ วิลล่า เดอบัว ถนนเทพรักษ์ เขตบางเขน พรรคพลังประชารัฐจัดงานแถลงนโยบายพรรคฯ อย่างเป็นทางการ โดยมีแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 คนของพรรค คือ นางสาวตรีนุช เทียนทอง และ ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เป็นผู้นำในการแถลงนโยบาย ร่วมกับ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐและ ดร.ยุทธนา ศรีตะบุตร ผู้สมัครส.ส.เขต 2 จ.หนองคาย ร่วมแถลงนโยบายด้วย
นางสาวตรีนุช เทียนทอง แคนดิเดทนายกรัฐมนตรีหมายเลข 1 ของพรรคพลังประชารัฐ เผยว่า นโยบายของพรรคจะเน้นการทำงานภายใต้ 3 เสาหลักสำคัญ คือ มั่นคง ฟื้นฟู ดูแล นำไปแตกเป็นนโยบายด้านต่างๆเพื่อให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม โดยมีนโยบายที่โดดเด่น 12 เรื่องหลักๆ ได้แก่
1.สร้างรั้ว เสริมราก ความมั่นคงชายแดน (สร้างกำแพงชายแดน – หมู่บ้านมั่นคง)
2.แผ่นดินเราต้องเอาคืน ยกเลิก MOU 43
3.ใครโกง ใครเทา เอาให้หนัก ปราบปรามคอร์รัปชันและทุนสีเทาอย่างเด็ดขาด
4.ไฟฟ้าประชารัฐ(โซลาเซลล์ชุมชน)
5.ชุมชนประชารัฐคนละครึ่ง (หมู่บ้านเงินล้าน)
6.เกษตรกรมั่งคั่ง(ปุ๋ยคนละครึ่ง-ขายได้ก่อนปลูก)
7.เสริมทุน สร้างโอกาสเพิ่มรายได้ให้ SME
8.คนไทยต้องมีงานทำ(แรงงานไทยไปตลาดโลก)
9.บัตรประชารัฐ Extra เพิ่มค่าทวีคูณ
10.ลดภาระค่าใช้จ่ายคนไทยทั้งประเทศ (ลดค่าไฟฟ้า-ลดราคาก๊าซหุงต้ม-ลดราคาน้ำมัน)
11.เรียนสั้น ทันยุค มีงานรอ
12.ประกันสังคมแก้หนี้
นางสาวตรีนุช กล่าวอีกว่า นโยบายทุกนโยบายที่ประกาศไปแล้ว ยืนยันว่า สามารถทำได้และไม่เป็นภาระงบประมาณของประเทศ เพราะพรรคพลังประชารัฐได้คิดเผื่อถึงที่มาของงบประมาณในแต่ละนโยบายไว้แล้วและหลายนโยบายก็ได้เคยทำมาจนประสบความสำเร็จมาแล้ว เช่น บัตรประชารัฐ ที่สามารถช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระผู้มีรายได้น้อยได้มาก บัตรประชารัฐ Extra เพิ่มค่าทวีคูณ เป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์เรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นและรายได้ที่ไม่พอ ซึ่งเป็นปัญหาจริงๆของคนไทยที่ยากจนและกลุ่มเปราะบาง พรรคพลังประชารัฐจึงออกแบบสวัสดิการ ไม่ใช่การช่วยเหลือแบบ “แจกครั้งคราว” แต่เป็น ระบบดูแลต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่แม่ในครรภ์ เด็ก วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยยึดหลัก ช่วยตรงจุด – เงินถึงมือ – เห็นผลทันที เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มความมั่นคงในชีวิต บรรเทาค่าครองชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับรายละเอียดของการเพิ่มเงินบัตรประชารัฐ เพิ่มเงินซื้อสินค้าจำเป็น จาก 300 บาท เป็น 700 บาท/เดือน ใช้ซื้อของจาก ร้านค้าประชารัฐในชุมชน ยังได้รับสวัสดิการอื่นๆ ได้แก่ค่าเดินทางรถสาธารณะ (รถไฟฟ้า/รถเมล์): 750 บาท/เดือน ใช้ไฟฟ้าฟรี: ไม่เกิน 315 บาท/เดือนส่วนลดค่าน้ำ: 100 บาท/เดือน
ส่วนลดค่าแก๊ส 80 บาท/ทุก 3 เดือนเพิ่มเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ: +100 บาท เพิ่มเงินสงเคราะห์ผู้พิการอีก 200 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงผู้สูงอายุ ภายใต้โครงการสูงวัยประชารัฐ (กลุ่มเปราะบาง) ผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง อายุ 60 ปีขึ้นไป รับเงินช่วยเหลือ แบบขั้นบันได ตามช่วงอายุอายุ 60–69 ปี : 2,000 บาท/เดือน อายุ 70–79 ปี : 3,000 บาท/เดือนอายุ 80–89 ปี : 4,000 บาท/เดือนอายุ 90 ปีขึ้นไป : 5,000 บาท/เดือน ยิ่งอายุมาก ยิ่งต้องดูแลมาก และสุดท้าย คือ มารดาประชารัฐ ดูแลแม่และเด็กในกลุ่มเปราะบาง ต่อเนื่องเป็นระบบ แม่ตั้งครรภ์ เดือนที่ 4–9 รับ 1,500 บาท/เดือน เด็กแรกเกิด – อายุ 6 ขวบ รับ 1,000 บาท/เดือน ต่อเนื่องดูแลตั้งแต่ในครรภ์ และเติบโตอย่างมีคุณภาพ
นางสาวตรีนุช กล่าวอีกว่า อีกโครงการที่จะเดินหน้าคือ คนไทยต้องมีงานทำ คนไทยต้องมีงานทำ เปลี่ยนจากการพึ่งพา แรงงานราคาถูกสู่การสร้าง แรงงานฝีมือที่ตลาดโลกต้องการ อบรมทักษะที่ตลาดต้องการจริง เช่น เกษตรสมัยใหม่ ฟาร์มเทคโนโลยีสูง (อิสราเอล เกาหลีใต้ ยุโรป) ทักษะดิจิทัล (Digital Skills) ไอที โลจิสติกส์ เทคโนโลยี ปรับมาตรฐานฝีมือให้ตรงความต้องการประเทศปลายทางนโยบายนี้มุ่ง หางานให้คนในวันนี้ และ สร้างทักษะให้คนมีงานในวันหน้า พร้อมผลักดัน แรงงานไทยไปตลาดโลก นำรายได้กลับประเทศ และยกระดับศักยภาพคนไทยในระยะยาว
ด้าน ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หนึ่งในแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรค กล่าวว่า นโยบายด้านความมั่นคง สามารถทำได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกำแพงชายแดน หมู่บ้านมั่นคง และการ ยกเลิก MOU 43 ที่มีปัญหาด้านความชัดเจนและความเป็นธรรม นโยบายการปราบปรามคอร์รัปชันและทุนสีเทาอย่างเด็ดขาด โดยจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ผลักดันการบังคับใช้ โทษอาญามาตรา 148 อย่างจริงจังกับพนักงานของรัฐที่ทุจริต ที่ต้องรับโทษ สูงสุดถึงประหารชีวิต ยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้จากการกระทำผิด เอาผิดทั้งเครือข่าย ผู้สั่งการ ผู้สนับสนุน ผู้ฟอกเงิน บัญชีม้า คนช่วยปกปิด ถือเป็นผู้ร่วมกระทำผิดทั้งหมดตัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย และ เพิ่มความโปร่งใสภาครัฐ ลดช่องโหว่การทุจริตเชิงระบบ การปิดตายสแกมเมอร์ ด้วยระบบไซเบอร์ ซีคิวริตี้ ทั้งหมดนี้สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่เป็นภาระด้านงบประมาณของประเทศ
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า พรรคพลังประชารัฐ ยังมีนโยบาย ลดค่าภาระค่าใช้จ่ายคนไทยทั้งประเทศ ทั้งค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำมัน โดยมองว่าค่าครองชีพเป็นภาระหลักของทุกครัวเรือน ไม่ว่าคนจน คนทำงาน หรือผู้ประกอบการรายย่อยถ้าค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าน้ำมันแพง ทุกอย่างจะแพงตาม นโยบายนี้มุ่ง ลดรายจ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ให้คนไทย หายใจได้มากขึ้นกับค่าใช้จ่าย โดยตั้งเป้าคุมราคาน้ำมันแก๊ซโซฮอลและดีเซล ไม่เกิน 29 บาท/ลิตร (กรณีราคาน้ำมันดิบโลกไม่เกิน 80 ดอลลาร์/บาร์เรล) ลดต้นทุนเดินทาง ค่าขนส่ง และค่าครองชีพ ลดราคาก๊าซหุงต้ม 50 บาท/ถัง (คนไทย First) ดูแลครัวเรือน ร้านอาหารรายย่อย แล ผู้มีรายได้น้อย คนไทยต้องได้ใช้พลังงานในราคาที่เป็นธรรมก่อน เพิ่มปริมาณและราคารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ครัวเรือน เปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟใช้เอง
ดร.ยุทธนา ศรีตะบุตร กล่าวว่า นโยบายภายใต้เสาหลักการฟื้นฟูที่มีผลดีต่อพี่น้องประชาชน ที่โดดเด่นน่าจะเป็นเรื่องของโครงการหมู่บ้านเงินล้าน หรือ ชุมชนประชารัฐ ที่แตกต่างจากโครงการกองทุนหมู่บ้าน ที่เอาเงินไปให้ประชาชนกู้ยืม แต่ชุมชนประชารัฐจะดำเนินการภายใต้หลักการ รัฐออกทุน + ประชาชนออก แนวคิดสำคัญ คือ การ ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากฐานรากอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การแจกเงินใช้ครั้งเดียวแล้วจบแต่เป็นการ ให้ทุนทำกิน เพื่อสร้างรายได้จริงในชุมชน ที่ผ่านมา ชุมชนจำนวนมากมีศักยภาพแต่ขาดทุน ขาดเครื่องมือ และขาดโอกาสพรรคพลังประชารัฐจึงเสนอแนวคิด “รัฐช่วยตั้งต้น – ประชาชนช่วยกันทำ” นอกจากนี้ ยังมีนโยบายช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ที่เริ่มตั้งแต่การยกระดับเอกสารสิทธิ / ปุ๋ยคนละครึ่ง / ขายได้ก่อนปลูก / ตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วไทย) เพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรยากจนเพราะต้นทุนสูง และขายไม่แน่นอน เปลี่ยนเกษตรไทยจากการ “เสี่ยงดวงกับฟ้าฝนและราคา” เป็น ระบบที่มีหลักประกันรายได้ตั้งแต่ก่อนปลูก
พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวเสริมว่า พรรคพลังประชารัฐมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันที่จะไม่แก้รัฐธรรมนูญปราบโกง ไม่แก้รัฐธรรมนูญ หมวด 1 และหมวด 2 ยืนหยัดคุ้มครอง หลักการพื้นฐานของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ ควบคู่กับการรักษา กลไกตรวจสอบและปราบปรามทุจริตให้เข้มแข็ง เพื่อให้ผู้ใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้กฎหมาย และการถ่วงดุลศักดิ์สิทธิ์ โดยเคารพเสียงประชาชน รับฟังความคิดเห็นผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์แก้ไขรัฐธรรมนูญคงไว้บทบัญญัติหลักของชาติ ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 (รูปแบบรัฐ) และ หมวด 2 (สถาบันพระมหากษัตริย์) รวมถึงบทบัญญัติที่คุ้มครองหลักนิติรัฐและการปราบปรามทุจริต ไม่ลดอำนาจองค์กรอิสระ รักษาความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ เพื่อการถ่วงดุลที่เชื่อถือได้ ไม่ลดมาตรฐานผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คงหลักเกณฑ์คุณสมบัติและจริยธรรม เพื่อป้องกันการทุจริตเชิงโครงสร้าง


