xs
xsm
sm
md
lg

“ภาณุรัช” พรรคไทยก้าวใหม่ ชี้ไทยต้องทันโลก! ผนึก “สกสว.” ดันวิจัย “หินร้อนแห้ง” เผยเทคโนโลยีเปลี่ยนไปแล้ว กูรูไทยต้องปรับมุมมอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ เดินหน้าผลักดันนโยบายพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ โดยได้ร่วมบรรยายและประชุมหารือความร่วมมือทางวิชาการกับ รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และคณะ เพื่อเร่งพัฒนาองค์ความรู้ด้าน "พลังงานความร้อนใต้พิภพ" (Geothermal Energy) ในประเทศไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยีโลก
เทคโนโลยีเปลี่ยน ความเข้าใจต้องเปลี่ยน

ในการหารือครั้งนี้ นายภาณุรัช ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรมฯ ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้าม โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพได้ก้าวกระโดดไปไกลมาก แต่ความเข้าใจในประเทศไทยอาจยังยึดติดกับองค์ความรู้เดิม

"สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านในไทยอาจยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับระบบนี้ โดยยังเข้าใจตามตำราเดิมว่าการทำโรงไฟฟ้าความร้อนใต้พิภพ ต้องอาศัยแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติหรือชั้นหินที่มีรอยแตกอยู่แล้วเท่านั้น ซึ่งนั่นคือเทคโนโลยีเก่า แต่โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เรามีเทคโนโลยีใหม่ที่ทลายข้อจำกัดเหล่านั้นได้ทั้งหมด" นายภาณุรัช กล่าว

นายภาณุรัช อธิบายถึงเทคโนโลยี Enhanced Geothermal Systems (EGS) หรือระบบความร้อนใต้พิภพแบบเสริมสมรรถนะ ซึ่งใช้หลักการเจาะลงไปหา "หินร้อนแห้ง" (Hot Dry Rock)

สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าวมีจุดเด่น คือ ไม่ต้องรอรอยแตกธรรมชาติ ซึ่งเทคโนโลยีใหม่นี้ใช้วิธีการทำ Fracking (Hydraulic Fracturing) หรือการสร้างรอยแตกด้วยแรงดันน้ำ (คล้ายการขุดเจาะ Shale Gas แต่สะอาดกว่าเพราะใช้น้ำเปล่าเพื่อนำความร้อน) และที่สำคัญสามารถสร้างแหล่งพลังงานเองได้ เมื่อชั้นหินร้อนมีรอยแตกเชื่อมถึงกัน สามารถสูบน้ำลงไปเพื่อรับความร้อนและนำไอน้ำกลับขึ้นมาปั่นไฟได้ทันที โดยเป็นโมเดลความสำเร็จจากรัฐยูท่าห์ ( Utah ) ประเทศสหรัฐอะเมริกา

"เราไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง เพราะโมเดลนี้ประสบความสำเร็จแล้วที่รัฐยูท่าห์ และบริษัทเอกชนเริ่มทำเชิงพาณิชย์ได้แล้ว" นายภาณุรัช กล่าว และเสริมว่า สภาพธรณีวิทยาที่เป็นหินร้อนแห้งใน รัฐยูท่าห์นั้น มีความคล้ายคลึงกับหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพในประเทศไทย

สำหรับความร่วมมือกับ รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ และ สกสว. ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการปรับข้อมูลด้านพลังงาน หรือ “อัพเดต” (update) นับเป็นการพลิกโฉมพลังงานไทยองค์ความรู้ของประเทศ และวิจัยความเป็นไปได้ในการดึงศักยภาพหินร้อนใต้แผ่นดินไทยขึ้นมาใช้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนและทันสมัยอย่างแท้จริง

นายภาณุรัชยังได้นำเสนอ นโยบาย “ค่าไฟ 3 บาท” ทำได้ทันที! ด้วยโมเดล โซล่าร์ + แบตเตอรี่ (Solar + Battery) โดย
ไฮไลท์สำคัญที่ นายภาณุรัช นำเสนอเพื่อแก้ปัญหาค่าไฟแพงให้ประชาชน ได้แก่ นโยบาย "Solar + Battery: ค่าไฟ 3 บาท" โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ และทำสัญญาซื้อขายไฟโดยตรงกับประชาชน (Direct PPA) ผ่านคนกลาง

นโยบายดังกล่าวมีนวัตกรรมที่เป็นหัวใจสำคัญคือ แบตเตอรี่มาตรฐาน (Standardized Battery) เพื่อกำหนดมาตรฐานแบตเตอรี่ให้เป็นสากลเหมือนถังแก๊ส ให้ไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการใช้งาน ไม่สูญเปล่า และที่สำคัญไฟฟ้าขนย้ายได้ ไม่ง้อสายส่ง นับว่าพลิกโฉมระบบไฟฟ้าไทย จากเดิมที่ต้องส่งผ่านสายส่งการไฟฟ้า (Grid) และเสียค่าสายส่ง (Wheeling Charge) เปลี่ยนเป็น "การขนย้ายพลังงาน" (Physical Transport)
เพราะเมื่อไฟเหลือ หรือผลิตได้มาก ก็บรรจุลงแบตเตอรี่มาตรฐานที่ออกแบบมาให้ขนย้ายได้สะดวก สามารถนำไปเปลี่ยน หรือขายต่อในพื้นที่อื่นได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านสายส่งหลัก ลดต้นทุนแฝง ตัดปัญหาคอขวดของระบบสายส่งเดิม

"เรากำลังจะเปลี่ยนไฟฟ้าให้เป็นสินค้าที่จับต้องและขนส่งได้จริง นโยบายนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ค่าไฟเหลือ 3 บาทได้จริง แต่ยังเป็นการปลดแอกประชาชนและเอกชนจากข้อจำกัดเดิมๆ สร้างตลาดพลังงานเสรีที่ใครก็เข้าถึงได้”นายภาณุรัช กล่าว








กำลังโหลดความคิดเห็น