“ กรรณ์ ชวกรกุล “ชี้วิกฤตเกษตรไทยคือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างรัฐ ย้ำต้องปฏิรูประบบทั้งห่วงโซ่ หยุดนโยบายเฉพาะหน้า เลิกใช้ความยากจนเป็นฐานเสียงการเมือง
น.ส.กรรณ์ ชวกรกุล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวถึงจุดยืนต่อปัญหาเกษตรกรรมไทย ว่า วิกฤตเกษตรไม่ใช่ความล้มเหลวของเกษตรกร แต่เป็น ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐ ที่ปล่อยให้ปัญหาหมักหมมยาวนาน พร้อมย้ำว่า นโยบายเกษตรคือเรื่องปากท้องของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะชาวนา และเสนอแนวทางปฏิรูป 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. เลิกโทษเกษตรกและ รัฐต้องยอมรับความล้มเหลว เช่นกรณีหญ้าเนเปียร์ ที่ในอดีตถูกมองว่าล้มเหลวเพราะราคาตกและเก็บรักษายาก ก่อนจะกลับมาสร้างมูลค่าได้เมื่อมีการพัฒนา เทคโนโลยีแปรรูปและสายพันธุ์ ให้เก็บได้นานและมีโปรตีนสูง สะท้อนว่า ปัญหาไม่ใช่เกษตรกรไม่เรียนรู้ แต่รัฐไม่เคยยอมรับความล้มเหลวในการถ่ายทอดองค์ความรู้และปรับแนวคิดทั้งระบบ
2. โครงสร้างส่วนแบ่งไม่เป็นธรรมยกตัวอย่าง ‘มันสำปะหลังแสนล้าน’ เกษตรกรได้แค่เศษเสี้ยว เป็นเพราะรัฐแก้ปัญหาผิดจุด ด้วยการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากดราคาเกษตรกรไทย แม้จะมีเงื่อนไขว่าถ้าซื้อมาเท่าไหร่ต้องรับซื้อของเกษตรกรไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแทนที่จะเร่งแก้ โรคใบด่าง และพัฒนาสายพันธุ์ไทยให้คุณภาพแป้งสูงขึ้นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
“อุตสาหกรรมแป้งมันส่งออกมูลค่าแสนล้านบาท แต่เกษตรกรได้เพียง 7–9% ขณะที่โรงงานได้ 30–35% และสถาบันการเงิน 10–15% นี่คือโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมและต้องแก้ไข”
3. นโยบายเกษตรคือเรื่องของคนเมือง 100% ทุกคนคือผู้บริโภค หากเกษตรกรผลิตอาหารปลอดภัย สุขภาพคนเมืองจะดี ลดภาระงบประมาณสาธารณสุข และเมื่อเกษตรกรมีรายได้ เศรษฐกิจมหภาคจะหมุนเวียน ค่าครองชีพสมดุล “อาหารคืออาวุธที่ไม่ต้องยิง แต่สร้างความมั่นคงให้ประเทศได้จริง”
และ 4. รัฐต้องเป็น ‘ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก’ รับความเสี่ยงแทนชาวนา เช่นกรณีข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นข้าวชั้นเลิศของโลก แต่เกษตรกรแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด ทั้งภัยธรรมชาติ โรค และราคาตกต่ำ ขณะที่รัฐกลับส่งเสริมพันธุ์ราคาถูก แทนการทุ่มวิจัยพัฒนาพันธุ์ 105 ให้ทนทาน
”ข้าวเปลือกราคาเกวียนละหมื่นกว่าบาท แต่เมื่อเป็นข้าวสารพรีเมียม กระโดดถึงกิโลละ 300 บาท ส่วนต่างเหล่านี้ไม่เคยกลับไปถึงเกษตรกร เพราะระบบไม่ได้ออกแบบมาให้รัฐรับความเสี่ยงแทนพวกเขา ภาคการเมืองไม่เคยส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรม แต่ยังเน้นให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากไม่ได้เพื่อจะเป็นฐานเสียง เพื่อจะกำหนดนโยบาย ออกมาครอบประชาชนไว้ได้ซึ่งคะแนนเสียง”
น.ส.กรรณ์เปรียบประเทศเป็นต้นไม้ใหญ่ โดยเกษตรกรคือ ‘ราก’ หากรากถูกปล่อยให้ขาดสารอาหารและเผชิญศัตรูพืชเพียงลำพัง ลำต้นอย่างรัฐบาลและกิ่งก้านใบอย่างภาคเศรษฐกิจและคนเมือง ย่อมไม่อาจเติบโตอย่างยั่งยืนได้
“ในอดีตเราเคยใช้คำว่า ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ แต่วันนี้กลับมีคำพูดว่า เกษตรกรเป็นภาระของรัฐบาลนี่สะท้อนทัศนคติของรัฐและการเมืองที่มองปัญหาเกษตรผิดทางอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่เกษตรกรคือรากฐานของความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ปัญหาเกษตรด้วยมาตรการเฉพาะหน้า การอุดหนุนระยะสั้น หรือการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อกดราคา ไม่เพียงไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ยังตอกย้ำโครงสร้างที่ทำให้เกษตรกรอ่อนแอ และตกอยู่ในวงจรความยากจนอย่างต่อเนื่อง“น.ส.กรรณ์กล่าว


