คดีอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับ วรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งดำเนินกระบวนการยุติธรรมมายาวนานกว่า 13 ปี กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง ภายหลัง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 คำตัดสินดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อคู่ความในคดี หากยังเปิดพื้นที่ให้สังคมไทยทบทวนบทเรียนเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะมาตรฐานการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในคดีอาญา
เมื่อพิจารณาคำพิพากษาในเชิงเหตุผล จะพบว่าศาลให้ความสำคัญกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด นั่นคือ การตัดสินต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐานที่มีความชัดเจน สม่ำเสมอ และปราศจากข้อสงสัยตามสมควร ไม่ใช่ตั้งอยู่บนกระแสสังคมหรือความรู้สึกของสาธารณชน
“น้ำหนักพยาน” กับบทบาทของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ การชั่งน้ำหนักพยานเกี่ยวกับความเร็วของรถในขณะเกิดเหตุ โดยเฉพาะตัวเลข 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นตัวเลขที่มีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากมาจากการคำนวณเพียงแหล่งเดียว และไม่สอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย
ในทางกฎหมายอาญา หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่เพียงต้อง “มีที่มา” แต่ต้อง “ตรวจสอบซ้ำได้” และให้ผลที่สอดคล้องกัน หากหลักฐานชิ้นเดียวให้ผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ประมาณ 80 ไปจนถึง 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยไม่มีคำอธิบายเชิงวิชาการที่มั่นคงเพียงพอ ศาลย่อมไม่อาจนำมาใช้เป็นฐานในการลงโทษได้
ความเชี่ยวชาญของผู้พิสูจน์หลักฐาน: ตัวแปรสำคัญที่มักถูกมองข้าม
คำพิพากษายังสะท้อนประเด็นเชิงระบบที่สำคัญ คือ ความเชี่ยวชาญของผู้ทำหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน โดยเฉพาะในคดีที่ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางด้านฟิสิกส์และการจำลองอุบัติเหตุ การใช้ข้อมูลจากกล้องวงจรปิดเป็นฐานหลัก โดยปราศจากประสบการณ์ด้านการคำนวณความเร็วเชิงฟิสิกส์โดยตรง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงความเห็นหลายครั้ง ย่อมส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพยานในสายตาศาล
กรณีนี้สะท้อนข้อจำกัดของระบบพิสูจน์หลักฐานไทย ที่ยังขาดมาตรฐานกลางและกลไกตรวจสอบคุณภาพของความเห็นผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ
การพิจารณาควบคู่กับความเป็นจริงเชิงกายภาพ
ศาลไม่ได้พิจารณาตัวเลขความเร็วเพียงในเชิงทฤษฎี แต่พิจารณาควบคู่กับสภาพพื้นที่เกิดเหตุจริง ซึ่งเป็นถนนในเขตเมือง มีทางแยก ซอยย่อย และสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น แม้จะเป็นช่วงเช้ามืดก็ไม่ใช่ถนนโล่งแบบทางด่วน การประเมินความเร็วในระดับสูงมากจึงต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเชิงกายภาพและบริบทของพื้นที่
การเชื่อมโยงข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เข้ากับสภาพความเป็นจริง ถือเป็นอีกหลักการหนึ่งที่ศาลใช้ในการชั่งน้ำหนักพยาน
ช่องว่างระหว่างหลักกฎหมายกับความคาดหวังของสังคม
คดีนี้ยังสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่างหลักการของกฎหมายกับความรู้สึกของสังคม ศาลไม่มีหน้าที่ตัดสินเพื่อให้เกิดความพึงพอใจทางอารมณ์ แต่มีหน้าที่รักษาหลักนิติธรรม หากศาลตัดสินคดีตามกระแส ความมั่นคงของระบบกฎหมายย่อมถูกบั่นทอน และอาจกระทบต่อสิทธิของประชาชนทุกคนในระยะยาว
บทเรียนเชิงนโยบาย: มากกว่าคดีบุคคล
ในภาพรวม คดีบอส อยู่วิทยา ทำหน้าที่เป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานการพิสูจน์หลักฐานของประเทศ ตั้งแต่การพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การกำหนดมาตรฐานกลางที่ตรวจสอบได้ ไปจนถึงการแยกบทบาทบุคคลออกจากระบบ
บทเรียนตลอด 13 ปีของคดีนี้ อาจไม่ใช่คำตอบว่าใครถูกหรือผิด แต่คือคำถามเชิงโครงสร้างว่า ระบบพิสูจน์หลักฐานของไทยแข็งแรงเพียงพอหรือยัง และสังคมไทยพร้อมหรือไม่ที่จะลงทุนกับความยุติธรรมในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของประเทศ
หากคำถามเหล่านี้ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างจริงจัง ความคลุมเครือในคดีลักษณะเดียวกันก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต


