xs
xsm
sm
md
lg

เร่งแก้ปัญหาป่าทับคน! "ทวี" เดินหน้า กมธ.ฯ นิรโทษกรรมผลกระทบจากนโยบายที่ดินและป่าไม้ฯ มุ่งแก้ปัญหาประชาชน ลงพื้นที่รับฟังความเห็น จังหวัดภูเก็ต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วานนี้ (29 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ห้องประชุมเทศบาลตำบลรัษฎา ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราช บัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รับฟังความเห็นภาคประชาชน โดยมี นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการฯ และคณะฯ ร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนความเห็นด้วย ทั้งนี้ บรรยากาศของการประชุมฯ ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย และเป็นประโยชน์

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ปัญหาเรื้อรังที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามามาก คือกรณีที่รัฐไปประกาศเขตป่าทับพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ก่อน หรือที่เรียกว่า "ป่ารุกคน" ซึ่งแม้จะมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแก้ไขปัญหาและพิสูจน์สิทธิมาตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล ชาวบ้านมักจะแพ้คดี เนื่องจากมติ ครม. มีศักดิ์ทางกฎหมายต่ำกว่าพระราชบัญญัติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความ "โชคร้าย" ของพี่น้องชาวใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงมา ในเรื่องการพิสูจน์สิทธิด้วยแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ โดยระบุว่าในปี พ.ศ. 2495 ประเทศไทยมีแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเกือบทั้งประเทศ แต่กลับหาไม่พบในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้แผนที่ปี พ.ศ. 2510 แทน ซึ่งห่างกันหลายปี ทำให้ชาวบ้านเสียเปรียบในการพิสูจน์สิทธิตามหลักวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ประธานคณะกรรมาธิการฯ ยังกล่าวถึงผลกระทบจากนโยบาย "ทวงคืนผืนป่า" ในยุค คสช. ที่มีเป้าหมายปราบปรามนายทุนรุกป่า แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านผู้ยากไร้ โดยใช้วิธีนำที่ดินแปลงเล็กของชาวบ้านมารวมกันให้เป็นแปลงใหญ่เพื่อให้เข้าเงื่อนไขนโยบาย หรือการดำเนินคดีแบบ "คดีไม่มีตัว" (ยึดที่ดินไว้ก่อน ใครมาแสดงตัวก็ถูกจับ) ส่งผลให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องติดคุกและเสียสิทธิในที่ดินทำกิน

"วันนี้กฎหมายที่เรายกร่างเบื้องต้นเสร็จแล้ว แต่เพื่อให้เกิดความรอบคอบและไม่ถูกโจมตีว่าไปเอื้อนายทุน เราต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้สามารถคืนความยุติธรรมให้กับคนภูเก็ตและพี่น้องชาวใต้ได้อย่างแท้จริง โดยจะแยกแยะระหว่างชาวบ้านผู้ยากไร้กับกลุ่มนายทุนนอมินีให้ชัดเจน" - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าว

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน โดยเสนอแนวคิดเรื่องการตรากฎหมาย "นิรโทษกรรมแก่ราษฎรในเรื่องที่ดิน" ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับประวัติศาสตร์ฉบับแรกของไทยที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาให้ประชาชนโดยตรง ต่างจากในอดีตที่การนิรโทษกรรมมักจะเกี่ยวข้องกับคดีทางการเมืองหรือความขัดแย้งทางสีเสื้อเท่านั้น

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ยังชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาว่า เกิดจากการที่รัฐประกาศเขตป่าสงวนหรืออุทยานฯ ทับที่ดินทำกินของชาวบ้านที่อยู่อาศัยมาแต่ดั้งเดิม ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย โดยกระบวนการประกาศเขตในอดีตขาดความรอบคอบ บางพื้นที่ใช้วิธีการ "นั่งเครื่องบินสำรวจ" แทนการเดินสำรวจจริง ทำให้บ้านเรือนและที่ทำกินของประชาชนถูกผนวกเป็นเขตป่าโดยไม่รู้ตัว

"ที่ดินเป็นของปู่ อยู่มาได้ พอมารุ่นพ่อก็ยังอยู่ได้ แต่พอมารุ่นลูก กลายเป็นป่าสงวน กลายเป็นอุทยานฯ ประชาชนกลายเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย ทั้งที่เขาอยู่มาก่อน รัฐไปประกาศเขตทับที่ของเขา ทำให้เขาไม่มีสิทธิ์สู้คดีในศาล" พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าว

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ยังกล่าวถึงความล้มเหลวของการแก้ปัญหาในอดีต โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี ที่ระบุให้ยุติการจับกุมและให้มีการพิสูจน์สิทธิ แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมากว่า 40 ปี กระบวนการพิสูจน์สิทธิก็ยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานะ "ตอนเกิดมีแผ่นดินอยู่ แต่ตอนตายกลายเป็นผู้บุกรุก"

สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้ มีเป้าหมายเพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับราษฎรในพื้นที่พิพาทที่มีอยู่ประมาณ 4.7 ล้านไร่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ยอมรับว่ามีความกังวลจากกลุ่มอนุรักษ์ว่ากฎหมายนี้อาจถูกใช้เป็นช่องทางเอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือต่างชาติที่ใช้นอมินี ซึ่งคณะทำงานตระหนักดีและยืนยันว่าจะต้องมีกลไกคัดกรองที่เข้มงวด เพื่อให้การนิรโทษกรรมนี้ตกถึงมือชาวบ้านผู้เดือดร้อนตัวจริงเท่านั้น

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดภูเก็ตถือเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญที่สร้างรายได้มหาศาลและทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น พี่น้องชาวภูเก็ตจึงสมควรได้รับการดูแลเอาใจใส่และได้รับความยุติธรรมเป็นการตอบแทน รวมทั้งดีใจที่ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ มีตัวแทนจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภูเก็ต เข้าร่วมรับฟังด้วย

นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ มีการนัดประชุมรับฟังความเห็นเพิ่มเพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้สูงสุด เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเสนอร่างกฎหมายนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และวาระ 3 ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่จะเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สามัญประจำปีครั้งที่ 2)

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 5-7 ธันวาคม 2568 คณะกรรมาธิการฯ จะเดินทางไปประชุมหารือร่วมกันกับประชาชน เกี่ยวกับการแก้แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน รวมทั้งรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฯ ในพื้นที่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ตามลำดับ ต่อไป












กำลังโหลดความคิดเห็น