“เทพมนตรี” เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง “ธานี ทองภักดี” รองราชเลขาฯ หวังเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนฝ่ายที่เห็นปัญหา MOU43 ตามที่เคยแถลงกรณีวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ใกล้ปราสาทพระวิหาร เมื่อ 14 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งเป็นอธิบดีกรมสารนิเทศ
วันนี้ (11 ต.ค.) เมื่อเวลา 17.57 น. นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Thepmontri Limpaphayorm เป็นจดหมายเปิดผนึก ถึง นายธานี ทองภักดี รองราชเลขาฯ อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ มีเนื้อหาโดยละเอียด ดังนี้
จดหมายเปิดผนึก
กราบเรียนท่านธานี ทองภักดี
รองราชเลขาฯ
ด้วยเหตุปัจจุบันมีผู้กอดและกก MOU43 กันมาก ผมขอนำสิ่งที่ท่านเคยแถลงเอาไว้เมื่อตอน 2554 ว่า แผนที่ 1:200,000 ใน MOU43 มันคือปัญหาใหญ่ ซึ่งนักวิชาการบางคนยังหลงรักต่อเส้นเขตแดนที่ปรากฏบนแผนที่ 1:200,000 และมีตรรกะวิปลาสพิสดาร
ท่านเคยแถลงไว้ดังนี้
”กต.แถลงโต้เขมรวัดแก้วดินแดนไทยจี้ปลดธง (ไอเอ็นเอ็น)
กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์โต้กัมพูชากรณีวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ยืนยันเป็นดินแดนไทย จี้กัมพูชารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมปลดธง ขณะย้ำยึดแนวทางสันติวิธี
ตามที่กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักร กัมพูชา มีคำประกาศลงวันที่ 28 มกราคม 2554 เกี่ยวกับธงกัมพูชาที่ปรากฏอยู่เหนือ “วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ” นั้น กระทรวงการต่างประเทศขอแถลง ดังนี้
1. ตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ปี 2543 อนุสัญญาและสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้สัญญาทั้งสองฉบับถือเป็นเอกสารทางกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องในการกำหนดเขตแดน ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่ยอมรับข้ออ้างของกัมพูชาว่าแผนที่ 1 ต่อ 200,000 เป็นเอกสารที่จะกำหนดเขตแดน
2. กัมพูชาได้ยอมรับในคำประกาศฉบับดังกล่าว ว่า คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อปี 2505 (ค.ศ.1962) มิได้ตัดสินในเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา
3. ประเทศไทย ยืนยันว่า “วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ” ตั้งอยู่ในอาณาเขตไทย และเรียกร้องให้ประเทศกัมพูชารื้อถอนวัดแก้ว และปลดธงกัมพูชาที่ประดับเหนือวัดแก้ว ข้อเรียกร้องนี้เป็นการย้ำถึงการประท้วงหลายครั้งของไทยต่อกัมพูชาเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ในวัดแก้ว และบริเวณโดยรอบซึ่งล้วนเป็นการละเมิดอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรไทย
4. กระทรวงการต่างประเทศยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนกับกัมพูชา ตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยสันติวิธี ภายใต้กรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา การกำหนดเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหาร ยังคงเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการเจรจาภายใต้กรอบของคณะกรรมาธิการ
ด้าน นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุถึงข้อเรียกร้องของนายกรัฐมนตรีไทยให้กัมพูชาปลดธงกัมพูชาลงจากยอดเสาที่บริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ว่า การออกแถลงการณ์ดังกล่าวถือเป็นการดำเนินการขั้นแรกโดยไม่จำเป็นต้องมีการยื่นหนังสือใดๆ ต่อฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือถึงรัฐบาลกัมพูชาเกี่ยวกับการพิจารณาคดี 7 คนไทย โดยย้ำว่า ทั้งหมดไม่ได้เป็นความตั้งใจที่จะเข้าไปในเขตแดนกัมพูชา หรือดำเนินการใดๆ ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลกัมพูชาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องเขตแดนและไม่กระทบกับสิทธิของไทย ภายใต้คณะกรรมการปักปันเขตชายแดน หรือ คณะกรรมการเจบีซี
นอกจากนี้ นายธานี ยังกล่าวถึงการพิจารณาคดี นายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ว่า ศาลกัมพูชาขอให้ทั้ง 2 คนถึงศาลในเวลาประมาณ 07.30 น. คาดว่า จะเริ่มไต่สวนในเวลาประมาณ 08.00 น. ขณะนี้ นายวีระ และ น.ส. ราตรี กำลังหารือถึงแนวทางการต่อสู้กับทนาย โดยมีผู้แทนเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติให้คำแนะนำจึงต้องรอวันที่ 1 ก.พ. ว่า การดำเนินการในขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร
ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณใกล้กับสถูปคู่ติดกับฐานตรวจการณ์ผามออีแดง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทหารพรานสังกัด หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้นำเอาธงชาติไทยชักขึ้นสู่ยอดเสาตรงบริเวณใกล้กับจุดสถูปคู่เพื่อเป็นการ ตอบโต้ทางการกัมพูชากรณีนำธงชาติมาติดไว้ บริเวณประตูทางเข้าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ด้านทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหารท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดของทหารไทย และกัมพูชา ที่ตรึงกำลังอยู่รอบเขาพระวิหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แหล่งข่าวทางทหารเผยว่าขณะนี้ธงชาติของกัมพูชาที่ติดไว้บริเวณทางเข้าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ก็ยังไม่ได้ถูกปลดลงมาแต่อย่างใด ซึ่งทหารกัมพูชาได้มีการเสริมกำลังบริเวณบนเขาพระวิหาร เพื่อเตรียมพร้อมรับการโจมตีอย่างเต็มที่ทำให้บรรยากาศบริเวณเขาพระวิหารตึงเครียดเป็นอย่างมาก”
กระผมหวังว่า ท่านจะเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนฝ่ายที่เห็นว่า MOU43 มีปัญหามากมาย ทั้งขบวนการจัดทำ ทั้งการบริหารจัดการ ทั้งการโต้แย้งทางกฎหมาย
หวังใจว่า ท่านจะเป็นกำลังใจให้ประชาชนอย่างพวกเรา เพราะจากปี 2554 มาถึงบัดนี้ 14 ปีแล้ว ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเข้ามาจัดการ อีกทั้งปัจจุบันวัดแก้วและพื้นที่บริเวณนั้นยังถูกยึดครองโดยกัมพูชา
ขอแสดงความนับถือ
นายเทพมนตรี ลิมปพยอม
11 ตุลาคม 2568


