xs
xsm
sm
md
lg

“อิ๊งค์” ไม่รอด! ศาล รธน.มีมติ 6-3 ชี้ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง คลิปสนทนามุ่งประโยชน์ “ฮุนเซน” เหนือกว่าประโยชน์ชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า  “แพทองธาร” ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สิ้นสุดความเป็นนายกฯ ปมคลิปเสียงสนทนา “ฮุนเซน” ชี้เป็นการถือเอาประโยชน์ของสมเด็จฮุนเซนเหนือกว่าประโยชน์ชาติ

วันนี้(29ส.ค.) เมื่อเวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดีตามคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา 36 คนที่ขอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) กรณี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สืบเนื่องจากคลิปสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ว่า การเจรจาของผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุนเซ็นตามคลิปเสียงดังกล่าว มีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ เป็นการถือเอาผลประโยชน์ของสมเด็จฮุนเซนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ จึงเข้าข่ายมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยให้มีผลความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม และมีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ ศำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการวินิจฉัยคดีดังกล่าว มีรายละเอียด ดังนี้ 

ประธานวุฒิสภาส่งคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 18/2564)


สมาชิกวุฒิสภา รวม 36 คน เข้าชื่อเสนอคําร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) ว่า ปรากฏ คลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จ ฮุน เซน ประธาน วุฒิสภาแห่งกัมพูชา เผยแพร่ทางสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งผู้ถูกร้องแถลงข่าวยอมรับว่า เป็นเสียงการสนทนาของตนกับสมเด็จ ฮุน เซน จริง แม้ผู้ถูกร้องจะแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าเป็นการพูดคุย ทางโทรศัพท์แบบส่วนตัวโดยมีเจตนาที่จะเจรจาต่อรองอย่างนุ่มนวลเพื่อรักษา กษาไว้ซึ่งความสงบสุขและอธิปไตยของไทยก็ตาม แต่ผู้เข้าชื่อเสนอคําร้องเห็นว่า ผู้ถูกร้องแสดงออกถึงความนิ่งเฉยและไม่ปฏิบัติหน้าที่โต้ตอบหรือกําหนดมาตรการรวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศด้วยตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่บุคคลผู้อยู่ใน สภาวะ วิสัย และพฤติการณ์แห่งความเป็นนายกรัฐมนตรีพึงกระทํา เพราะเหตุแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวในลักษณะ เป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา พร้อมที่จะทําตามหรือจัดการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการมาโดยตลอด ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ถูกร้องเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ผู้ถูกร้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนจนกว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้ว มีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) เสียงข้างมาก คือ นายปัญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายอุดม รัฐอมฤต วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียง คือ นายปัญญา อุดชาชน นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 เสียง คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ทั้งนี้ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จํานวน 3 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นว่า เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง ความเป็น รัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) แล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นํามาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตําแหน่งต่อไป

ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีคัดถ่ายสําเนาคําวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกําหนด 15 วัน นับแต่วันอ่านคําวินิจฉัย








กำลังโหลดความคิดเห็น