ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ เลื่อนรับคดีฮั้วเลือกสว. เป็นคดีพิเศษ แต่ศึก “แดง-นำเงิน” ยังเล่นบท “ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ” กันต่อไป
คณะกรรมการคดีพิเศษ หรือ “บอร์ดดีเอสไอ” ที่มี “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และรมว.กลาโหม เป็นประธาน และ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธาน ยังไม่ฟันโช๊ะลงไป ว่าจะรับเรื่อง “ฮั้วเลือกสว.” เป็นคดีพิเศษหรือไม่ หลังพบว่ามีพฤติกรรมเข้าข่าย อั้งยี่ ซ่องโจร และฟอกเงิน อันเป็นความผิดทางอาญา เกี่ยวกับความั่นคงของชาติ
แต่ใช้วิธียื้อเวลา ลดความร้อนแรงทางการเมือง เหมือนชักฟืนออกจากเตาไฟ ด้วยการเลื่อนการลงมติออกไป ด้วยเหตุผลว่า จะต้องเชิญ กกต.มาชี้แจงต่อ “ดีเอสไอ”ก่อน
สัญญาณพักรบชั่วคราวนี้ ออกมาตั้งแต่หลังการประชุมครม. ที่ “นายกฯอิ๊งค์” พูดจาในเชิงแซว “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้มาร่วมแถลงข่าว จะได้ไม่ถูกมองว่ารัฐบาลมีรอยร้าว อีกทั้งในช่วงเย็นวันเดียวกันก็ยังมีนัด “ปาร์ตี้พรรคร่วมรัฐบาล” ที่พรรคภูมิใจไทย เป็นเจ้าภาพ เพื่อหารือเตรียมรับมือศึกซักฟอก ...หาก “ดีเอสไอ” ลุยดะ ก็งานกร่อยแน่
วิเคราะห์กันว่า แม้การรับเป็นคดีพิเศษ ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของกรรมการบอร์ด 22 คน คือขั้นต่ำต้องได้ 15 เสียง แต่จากสัญญาณที่ประธาน และรองประธาน ตีธงเดินหน้า “ดีเอสไอ” มีกรรมการโดยตำแหน่ง 10 คน และ อีก 9 คน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง โดยครม.ของ “แพทองธาร ชินวัตร” เมื่อเดือนพ.ย.67 นี่เอง
จึงไม่กลัวว่า หากจะรับเป็นคดีพิเศษ เรื่องมติที่ออกมาจะแพ้จนทำให้รัฐบาลเสียหน้านั้นคงไม่ใช่
แต่เหตุผลน่าจะมาจากปัญหาความชัดเจนในด้านกฎหมาย และสถานการณ์การเมืองมากกว่า
เพราะ“ดีเอสไอ” ตั้งธงว่า คดีฮั้วเลือกสว. เข้าข่ายเป็นความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร ฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 และ116
หากจะเอาผิดในเรื่องอั้งยี่ ต้องมีพยานหลักฐานที่ชี้ให้เห็นชัดว่า เป็นการกระทำที่มีลักษณะการเข้าเป็นสมาชิก ดังที่ข้อกฎหมายบัญญัติไว้ว่า
"ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดําเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทําความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท"
ดังนั้น ในแนวทางการสืบสวนสอบสวนของ ดีเอสไอ จะต้องมีหลักฐานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า ผู้สมัครสว. มีเจตนาเข้าร่วมด้วยความมุ่งหมายอันเดียวกัน และจะต้องปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตรงนี้ คือ หัวใจสำคัญ ถ้าหากไม่มีทุกอย่างก็จบ การจะไปต่อให้ถึงเรื่อง ฟอกเงิน ก็น่าจะลำบาก
แม้ “ดีเอสไอ” จะมีข้อมูลเบื้องต้นว่าผู้เกี่ยวข้องมีทั้ง นักการเมือง ฝ่ายวางแผน เครือข่ายที่เกณฑ์คนเข้ามาสมัคร ตัวผู้สมัครที่รับจ้างมาลงคะแนนเป็นโหวตเตอร์ ผู้สนับสนุนการขนส่งโดยสารจากต่างจังหวัดมากรุงเทพ จัดที่พัก คนทำโพย ทีมงานคำนวณสูตรโพย ...
หากจะมัดให้ดินไม่หลุด ในเรื่องประเด็นข้อกฎหมายนี้ “ดีเอสไอ” จึงต้องเตรียมตัว และใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบพอสมควร
อีกประเด็นที่ไม่ชัดเจนก็คือระหว่าง กกต. กับ ดีเอสไอ ใครมีอำนาจกันแน่ในการจัดการเรื่องนี้ เพราะข้อกฎหมายนั้นมีความก้ำกึ่งพอสมควร โดยเฉพาะหากจะดันไปให้ถึงการล้มกระบวนการเลือกสว.ด้วยแล้ว ยิ่งต้องพิจารณาให้ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากใน รธน. หรือแม้แต่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกสว. ก็ไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ไว้ชัดเจน
ส่วนในมุมมองทางการเมืองนั้น ถ้า “บอร์ดดีเอสไอ” ไม่พักเรื่องไว้ ทางสว.อาจจะทำตามคำขู่ คือ ยื่นอภิปรายรัฐบาลโดยไม่ลงมติ พร้อมยื่นถอดถอน “ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม
ไม่เพียงเท่านั้น อาจจะเลยเถิดไปถึงยื่นถอดถอน “นายกฯอิ๊งค์” ผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีสนามกอล์ฟอัลไพน์ ที่ธรณีสงฆ์ นี่เรื่องใหญ่เลย
อีกทั้งวันที่ 27 ก.พ.นี้ ฝ่ายค้านก็จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องเดิมๆ ที่เคยพัก ก็จะถูกขุดขึ้นมาประจานอีกครั้ง รวมทั้งเรื่อง “ป่วยทิพย์” ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจด้วย
นอกจากนี้ ถ้า สว.ถูกข้อหา “อั้งยี่-ซ่องโจร”จริง เรื่องก็จะลามไปถึงกกต. ด้วยอย่างแน่นนอน เพราะเป็นผู้ประกาศ “ปล่อยผี” รับรองกลุ่มคนที่กระทำการ อั้งยี่-ซ่องโจร มาเป็น สว. ได้อย่างไร อาจต้องติดคุกหนักกว่าคนอื่น เรื่องก็จะลามขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ
เมื่อเกิดความโกลาหลทางการเมือง รัฐบาลก็หลีกเลี่ยงผลกระทบไม่พ้นเช่นกัน
ยิ่งฝ่ายค้าน “พรรคประชาชน” ประกาศชัดว่า จะไม่เป็นพรรคอะไหล่ให้ใคร ไม่ร่วมรัฐบาลในสมัยสภานี้ แต่พร้อมที่จะเลือกตั้งใหม่มากกว่า
พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ทั้ง “แดง-เงิน” จึงต้องเล่นเกม ต่อรองผลประโยชน์ ผ่อนหนัก ผ่อนเบา กอดคอกันต่อไป
โดยเฉพาะฝ่าย“ทักษิณ” ก็ยังห่วงเรื่อง กาสิโนคอมเพล็กซ์ เอาพนันออนไลน์มาอยู่บนดิน โครงการแลนด์บริดจ์ที่ภาคใต้ ขุดเอาพลังงานในทะเลร่วมกับกัมพูชา และยังอยากให้ “นายกฯอิงค์” มีเวลาได้แสดงผลงาน พิสูจน์ตัวเองมากกว่านี้
ดังนั้น การแสวงหาผลประโยชน์ และการต่อรองอำนาจของฝ่ายการเมือง ผ่านเรื่องราวที่เป็นจุดอ่อนของแต่ละฝ่าย ก็จะยังไม่จบแต่เพียงแค่นี้
ระหว่าง “นายกฯอิงค์” กับ “อนุทิน” ที่อยู่หน้าฉาก ปากก็ยังปราศรัย แต่น้ำใจเชือดคอ ก็จะยังมีให้เห็นต่อไป
++ “รองโจ” สู้กลับ “โจ๊ก”และลูกน้องคนสนิทยัดข้อหา จับตาปาบกรรมไม่ต้องรอถึงชาติหน้า!!
โบราณว่า เวรกรรมเป็นเรื่องที่ฝืนกันไม่ได้ ใครทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
ดูการเคลื่อนไหวของ “รองโจ” พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ อดีตรองผู้การชลบุรี ที่เดินทางมาเรียกร้องความเป็นธรรม ต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันก่อนแล้วหลายคนคงนึกถึง “ปาบกรรม”ที่ “โจ๊ก”พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รองผบ.ตร. ได้กระทำไว้กับเพื่อนร่วมอาชีพ
“รองโจ” พ.ต.อ.กรวัฒน์ ถูก พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และลูกน้องคนสนิทอย่าง “พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิสมัย” กลั่นแกล้งดำเนินคดีอาญา และ สอบวินัยร้ายแรง กรณีสับเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาคดีพูลวิลล่าพัทยา
เรื่องของเรื่อง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2565 มีกลุ่มคนร้าย บุกมากักขังหน่วงเหนี่ยวกลุ่มผู้เสียหาย และใช้ปืนยิงใส่รถเพื่อข่มขู่ ที่ “แอทไซต์พูลวิลล่า” พัทยา สาเหตุมาจากความขัดแย้งในวงการเว็บพนันออนไลน์
ต่อมาตำรวจพัทยาจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่ตรวจพบว่ามีผู้ต้องหาตัวปลอมบางรายแฝงเข้ามามอบตัว เพื่อรับโทษแทนคนก่อเหตุตัวจริง
จากนั้น พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย ลูกน้องคนสนิทของ “โจ๊ก”ได้เข้ามาควบคุมคดีอย่างน่าประหลาดใจ อ้างเป็นคำสั่งตรงมาจาก พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรองผบ.ตร.
อ้างว่า “โจ๊ก” รับคำสั่งมาจาก ผบ.ตร.อีกที แล้วจัดการพลิกรูปคดีให้ “พ.ต.อ.กรวัฒน์”โดนคดีเสียเองทั้งอาญาและวินัย โดยกล่าวหาว่า พ.ต.อ.กรวัฒน์ เป็นคนจ้างผู้ต้องหาตัวปลอม มารับสมอ้าง!
ที่ว่าน่าประหลาดใจเพราะตอนนั้น “พ.ต.อ.เขมรินทร์” เป็น ผกก. ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตราด ไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายใดๆ ที่จะมาทำคดีในท้องที่ สภ.เมืองพัทยา แม้แต่น้อย
ทว่า ความจริงก็คือความจริง จากการตรวจสอบในเวลาต่อมา ไม่พบว่า ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ “โจ๊ก” มาควบคุมคดีนี้ แต่อย่างใด เป็นเรื่องที่แอบอ้างต่อๆ กันมาเอง ในส่วนของ พ.ต.อ.เขมรินทร์ ถึงขนาดรายงานการสอบสวนบิดเบี้ยว เพื่อให้ พ.ต.อ.กรวัฒน์ ตกเป็นผู้ต้องหา โดยที่ พ.ต.อ.เขมรินทร์ ก็ไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายใดๆ เพราะตัวเองเป็นตำรวจ ตม.ดังกล่าว
คราเคราะห์ที่ “โจ๊ก” และลูกน้องคนสนิท พ.ต.อ.เขมรินทร์ กลั่นแกล้งยัดข้อหา “รองโจ” พ.ต.อ.กรวัฒน์ ทำให้เจ้าตัวมีชีวิตลำบากแสนเข็ญ ถูกดำเนินคดีอาญา และสอบวินัยร้ายแรงโดยไม่ได้เป็นผู้ก่อ
ตอนนี้ การสอบวินัยโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเรื่องนี้ เสร็จสิ้นลงแล้ว ผลออกมาว่า “พ.ต.อ.กรวัฒน์” ไม่มีความผิด จึงเหลือแต่คดีอาญาที่อยู่ในการพิจารณาของป.ป.ช. ที่ พ.ต.อ.กรวัฒน์ ต้องเดินหน้าทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง
ฟังว่า วันที่ พ.ต.อ.กรวัฒน์ ไปยื่นหนังสือร้องป.ป.ช. ก็ได้เล่าเรื่องราวเจ็บช้ำระกำใจ ที่ถูกตำรวจด้วยกันใช้วิชามารก่อกรรมทำเข็ญกับตัวเองอย่างไร ให้สังคมได้รับรู้
นี่ก็ต้องบอกว่า กรณีของ “พ.ต.อ.กรวัฒน์” อาจจะเป็นแค่กรณีหนึ่งซึ่งเชื่อว่าน่าจะยังมีอีกหลายต่อหลายกรณีที่ “โจ๊ก” และลูกน้องคนสนิทของเขา สมัยที่ยังมีอำนาจในรั้วปทุมวัน กระทำต่อเพื่อนสีกากีจนเป็นคดีความอยุติธรรม
จากวันนั้นถึงวันที่ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์และลูกน้อง”หนีเวรกรรมไม่พ้นเสื่อมอำนาจถูก “ความจริง” ไล่ล่า เปิดเผยออกมาทีละเรื่องๆ โดยที่เป็นภาพสะท้อน ปาบกรรมวันนี้ ไม่ต้องรอจนถึงชาติหน้า!
งานนี้ก็ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช.ยุคใหม่ จะพิจารณาคืนความยุติธรรมให้ พ.ต.อ.กรวัฒน์ หรือไม่ อย่างไร? โปรดติดตาม