เมืองไทย 360 องศา
เชื่อว่าหลายคนย่อมมองออกกับสารพัดเรื่องราวที่กำลังประดังเข้ามาในเวลานี้ ทั้งกับพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย รวมไปถึงการสอบสวนกลุ่ม สว.ในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ล้วนถูกมองว่าเป็นเรื่องเดียวกัน และเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันหมด
ขณะเดียวกันย่อมมองออกอีกว่า นี่คือเกมผลประโยชน์ ที่ต้องต่อรองกัน แบบลากยาวกันไปก่อน เพราะยังไม่ถึงเวลาต้อง “แตกหัก” กันในอนาคตอันใกล้นี้
จุดไคลแม็กซ์ที่ทำให้ต้องจับตาก็คือ การรับเรื่องสอบสวนทำคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังจากได้รับคำร้องจากกลุ่ม สว.สำรอง ที่กล่าวหาว่าในการเลือก สว.ปี 67 มีการบล็อกโหวต และมีการใช้เงินใช้ทองกันเข้ามา และตามขั้นตอนต่อไป ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ จะมีการเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ที่มี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน และมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน
หากพิจารณาจากคำพูดล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพพันธ์ นายภูมิธรรม ก็แบะท่าให้เห็นค่อนข้างชัดว่า จะรับพิจารณาเป็น “คดีพิเศษ” เพราะมีหลักฐานชัดเจน
“ผมได้เสนอแล้วว่า งานนี้เราไม่ได้เอาเรื่องการเมืองมากลั่นแกล้งกัน ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย เป็นไปตามข้อเท็จจริง น่าจะไม่มีปัญหาอื่นมาก เพราะเป็นกระบวนการทางกฎหมาย ที่มีเรื่องเข้ามาก็ดำเนินการ และทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการยื่นเรื่องมาว่า เรื่องแบบนี้ต้องเป็นคดีพิเศษ ซึ่งในทัศนะของ ดีเอสไอ ออกเรื่องมาดูแล้วก็มีเหตุมีผล เมื่อเขาเสนอเราก็ต้องบรรจุที่ประชุม” นายภูมิธรรม ระบุ
เมื่อถามว่า หากรับคดีไปแล้วจะกลายเป็นชนวนเหตุ เพราะ สว.ที่ได้รับเลือกไปแล้ว ตั้งแง่ว่าเป็นเรื่องการเมือง นายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง ตนยืนยันในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ก็เรียกประชุมไปตามข้อเสนอที่มีเหตุและผล เพราะเขาเห็นว่ามีปัญหา เราก็ต้องรับอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการฯ เมื่อมีคนมาเสนอว่ามีปัญหาในทางกฎหมาย เราไม่เรียกก็คงไม่ได้
แต่ยืนยันว่าเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ถ้าไม่ชัดเจน ไม่ถึง ก็คงรับเป็นคดีพิเศษไม่ได้ แต่ถ้ามันชัดเจน ก็ไม่มีสิทธิ์ไปปกป้องอะไร เพราะเป็นไปตามกระบวนการ และไม่ได้จบแค่นี้ มันยังต้องมีการสืบสวนสอบสวนพยาน และการได้เป็นคดีพิเศษต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของคณะกรรมการคดีพิเศษ
ส่วนจะต้องมีการเคลียร์ใจกับพรรคร่วมรัฐบาล หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า พูดหลายครั้งแล้วว่า ตนไม่ได้มีหน้าที่เคลียร์ใจ แต่มีหน้าที่ทำให้เป็นไปตามกระบวนการ ในเมื่อเราเรียกร้องว่ากระบวนการยุติธรรมบ้านเรามีปัญหา พอมีคนคิดขึ้นมา 1 – 2 คน เราต้องทำอย่างเต็มที่ ต้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการได้กับทุกภาคส่วน
ถามว่า จะต้องมีการพูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุสั้นๆ ว่า ก็ได้พูดคุยกันบ้าง
ดังนั้นหากเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ให้ย้อนไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ระหว่างที่ นายทักษิณ ลงพื้นที่ชายแดนใต้ ก็มี นายภูมิธรรม และพ.ต.อ.ทวี ลงไปด้วย แม้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่เป็นหลัก แต่รับรองว่าต้องมีการคุยกันเรื่องอื่นด้วยอยู่แล้ว
แน่นอนว่าหากจับใจความกันแล้ว ก็พอเข้าใจกันว่า เป้าหมายการสอบสวนครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่เรียกว่า “สว.สีน้ำเงิน” ที่ว่ากันว่ามีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเวลานี้ได้ยึดกุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา โดยมีจำนวนถึง 120-130 คนทีเดียว โดยตำแหน่งสำคัญตั้งแต่ประธานและรองประธานวุฒิสภา รวมไปถึงประธานคณะกรรมาธิการสำคัญๆ ล้วนถูกระบุว่าอยู่ในมือของกลุ่มดังกล่าว แทบทั้งสิ้น
เมื่อเป็นแบบนี้แล้วความเคลื่อนไหวต่างๆ ในวุฒิสภาย่อมมีผลต่อรัฐบาล โดยเฉพาะกับพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำ ในการเสนอกฎหมายสำคัญ ซึ่งภาพล่าสุดก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ถูกขัดขวางจาก สว.กลุ่มนี้ แม้ว่าตามที่เห็นมีสาเหตุจาก “องค์ประชุมล่ม” แต่เบื้องลึกแท้จริงทุกคนย่อมมองออกอยู่แล้ว
และหากบอกว่านี่คือเกมระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย แล้วมันก็ย่อมมีที่มาที่ไปก่อนหน้านี้ มันก็ต้องเริ่มจากการที่ทั้งสองพรรคกำลังกลายเป็นคู่แข่งมีศักยภาพขัดขวางการเติบโตของอีกฝ่าย มีพื้นที่ในสนามเลือกตั้งทับซ้อนกัน และลุกลามไปสู่การ “ขัดกันของผลประโยชน์” ที่ผ่านมีการตอบโต้เอาคืนกันมาเป็นระยะ
ตั้งแต่การเพิกถอน “สนามกอล์ฟอัลไพน์” ของครอบครัว นายทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ในอำนาจกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ภายใต้การกำกับดูแลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กรณีที่ดิน “เขากระโดง” จังหวัดบุรีรัมย์ ที่พิพาทกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ที่มี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคเพื่อไทย ดูแล และล่าสุดยังมีกรณีการตรวจสอบที่ดิน “สนามกอล์ฟ” ที่เขาใหญ่ของครอบครัว นายอนุทิน เข้ามาอีก เรียกว่างานนี้เป็นการ “เอาคืน” กันไปมา
อย่างไรก็ดี หากอธิบายในภาพรวมแล้ว มันมองเห็นภาพชัดว่า ทั้งสองฝ่ายคือ พรรคเพื่อไทย ภายใต้การกุมเกมของ นายทักษิณ กำลังเล่นเกม “ต่อรอง” เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ กับพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน รวมไปถึง นายเนวิน ชิดชอบ ที่ถือว่าเป็น “ครูใหญ่” ของพรรคนี้ เพราะอย่างที่บอกว่าหากมองในมุมของพรรคเพื่อไทย ก็จะเห็นว่า ภูมิใจไทยกำลังเป็น “ก้างขวางคอ” และเริ่มขี่คอมากขึ้นเรื่อยๆ จากการสะสมกำลังที่มากขึ้น
ขณะที่ฝ่ายภูมิใจไทย ก็ถือว่า ตัวเองสามารถต่อรองได้แทบทุกอย่าง คงไม่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามได้ “คุมเบ็ดเสร็จ” อย่างแน่นอน ดังนั้นก็ต้องต่อสู้อย่างสุดกำลังเช่นเดียวกัน เหมือนกับกรณีของ สว.ที่เวลานี้ ก็มีการตอบโต้เต็มกำลังเหมือนกัน หลังจากมีการประชุมลับกันเสร็จสิ้นก็เตรียมอภิปราย “ซักฟอก” รวมไปถึงการดำเนินคดี การยื่นถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่กำกับดูแล ดีเอสไอ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด เชื่อว่าทุกสายตากำลังจ้องมองไปที่การนัดหารือกันของพรรคร่วมรัฐบาล ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นี้ โดยคราวนี้มีพรรคภูมิใจไทย เป็นเจ้าภาพ และให้สังเกตเพราะเป็นวันเดียวกับการประชุมคณะกรรมการพิจารณาคดีพิเศษ ที่มี นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธานอีกด้วย
ดังนั้น เมื่อพิจารณากันตามรูปการณ์แล้ว แม้ว่าเวลานี้จะดูเหมือนกับว่าทุกอย่างกำลังเข้มข้น “เล่นกันแรง” แต่เชื่อเถอะว่า นี่เป็นแค่ “เกมต่อรอง” เพื่อหวังสกัดไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามล้ำเส้นมากเกินไป เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ถึงเวลาที่จะ “หัก” กันแบบเด็ดขาด ยังต้องร่วมรัฐบาลกันอีกระยะหนึ่ง และเชื่อว่าเกมที่ว่านี้จะ “ลาวยาว” ไปอีกพักใหญ่ ทำนอง “รบไป เจรจาไป” เพราะนี่คือเกมผลประโยชน์ ย่อมต่อรองกันได้อยู่แล้ว !!