เมืองไทย 360 องศา
ไม่ธรรมดาเสียแล้วสำหรับ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เพราะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัย รวมไปถึงกำลังกระทบความมั่นคง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กำลังส่งผลกระทบกับธุรกิจการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักมากขึ้นแล้ว ล่าสุดทางการจีนต้องส่งรัฐมนตรีด้านความมั่นคงเข้ามาหารือและให้ข้อมูลเพื่อให้เร่งปราบปรามโดยเร็วเพื่อลดผลกระทบกับทั้งสองประเทศ และผลที่ตามมาก็คือ มีการสั่งย้ายนายตำรวจระดับผู้กำกับในจังหวัดตาก พื้นที่ที่มีปัญหาพร้อมกันรวดเดียวถึง 3 ตำแหน่ง
ขณะที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มกราคม ว่า จะนำปัญหานี้ไปหารือกับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่จีนระหว่างการเดินทางไปเยือนที่นั่นระหว่างวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ นี้
นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า จะถือโอกาสพูดคุยกับ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงฝุ่นควัน และเรื่องอื่นๆ ซึ่งคิดว่าทางจีนก็อยากได้ความร่วมมือจากไทย
สำหรับกรณีที่รัฐมนตรีความมั่นคงของจีนมาคุยกับไทย เรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ประกอบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศบนเวทีหาเสียงนายก อบจ. ว่า ภายในปีนี้เรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะหมดไป มีความเป็นไปได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายทักษิณ กล่าวไปก็เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ทั้ง การปราบยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฝุ่นควัน ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งการได้รับความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านจะช่วยเร่งกระบวนการนี้ให้สำเร็จเร็วขึ้น
อย่างไรก็ดี ที่น่าสนใจก็คือก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ วันที่ 27 มกราคม ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ บช.สอท. ได้ร่วมให้การต้อนรับ Mr.Liu Zhongyi รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะผู้บริหารรวม 15 นาย เพื่อเข้าหารือและประสานความร่วมมือกับ บช.สอท. ในการจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในพื้นที่เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา
Mr.Liu Zhongyi ได้กล่าวว่า “ผมเห็นว่า บช.สอท. เป็นหน่วยงานสำคัญ และเป็นหน่วยงานแรก ที่ข้าพเจ้ามาขอหารือด้วย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียวดี ได้ทำร้ายร่างกายคนจากหลายประเทศ ตอนนี้พบว่ามี 36 กลุ่มแก๊งคนจีนที่สำคัญ และมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 1 แสนคน ปัจจุบันมีประชาชนชาวจีนถูกหลอกไปทำงานจำนวนมาก และถูกทำร้ายร่างกาย และเสียชีวิต คดีของหวังซิง ทำให้นักท่องเที่ยวมีคำถามกับความมั่นใจในความปลอดภัยของไทย ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทยมีจำนวนลดลง และมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศอีกจำนวนมากที่กังวล เกิดภาพลักษณ์เชิงลบต่อไทย ในการรับมือกับสถานการณ์ที่อยู่บริเวณชายแดนนั้น ทางเราทราบว่า ไทยพยายามป้องกันปราบปราม ซึ่งหน่วยงานต่างๆ มีการลาดตระเวนกับกองทัพไทยในพื้นที่สำคัญด้วย”
“ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอท่านทั้ง 4 ข้อ ทำให้เรารู้ว่าทางไทยนั้นเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกเกือบทุกประเทศ ได้รับผลกระทบจากคอลเซ็นเตอร์ไปแล้ว โดยมีสถิติว่าทั่วโลกมีความเสียหายจะเป็น 10 กว่าล้านล้านดอลลาร์แล้ว”
“วันนี้ท่าน ผบช.สอท. รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่แนะนำข้อมูลให้เรา ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าประเทศไทยมีพื้นฐานความรู้ที่สมบูรณ์มากในการประสานความร่วมมือ ซึ่ง บช.สอท. เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพมากในการป้องกันปราบปราม ข้าพเจ้าเชื่อว่าความร่วมมือจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ซึ่งข้าพเจ้าหวังว่าความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันปราบปรามจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่สำคัญ โดยเริ่มต้นจากประเทศจีนและประเทศไทยก่อน และค่อยๆ ขยายไปประเทศเพื่อนบ้านและทั่วโลก” Mr.Liu Zhongyi กล่าว
หากพิจารณาตามความหมายในข้อเสนอ 4 ดังกล่าว เนื้อหาหลักก็คือ การมีคณะทำงานร่วมกันระหว่างสองฝ่ายคือ ไทยกับจีน ความหมายก็คือ จีนไม่ไว้ใจไทยหรือเปล่า จึงต้องส่งคนเข้ามาร่วมในการจัดการกับปัญหา ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และในวันที่ 28 มกราคม หลังจากการหารือกับผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) และเข้าพบหารือกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้ว เขาก็ได้เดินทางไปที่จังหวัดตากทันที
พร้อมกันนั้นที่น่าสังเกตก็คือ ในวันเดียวกันก็มีคำสั่งเด้งนายกตำรวจระดับผู้กำกับในพื้นที่จังหวัดตากพร้อมกันถึงสามคนรวด โดย พล.ต.ท.กิตติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 มีคำสั่ง เลขที่ 10 / 2568 ย้าย 3 ผกก.อำเภอชายแดน จ.ตาก ประกอบด้วย พ.ต.อ.พิทยากร เพชรรัตน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่สอด จ.ตาก พ.ต.อ.ฉัตรชัย คำยิ่ง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพบพระ จ.ตาก และ พ.ต.อ.ฐมฌ์พงศ์ เพ็ชรพิรุณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่ระมาด จ.ตาก
หนังสือสั่งย้ายดังกล่าว ระบุเหตุผลว่า เนื่องมาจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบปัญหานักท่องเที่ยวถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมาในประเทศไทย แล้วหายตัวจากชายแดนไปยังเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา และมีการลักลอบข้ามแดน ผ่านช่องทางธรรมชาติ อำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด อาจเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่สอด ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพบพระ และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่ระมาด จังหวัดตาก จึงให้นายตำรวจดังกล่าวไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 6 โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม ทั้งนี้ ตั้งแต่ 27 ม.ค. 68 จนกว่ามีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้ การเดินทางมาไทยของรัฐมนตรีด้านความมั่นคงของจีนครั้งนี้ ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะมาเป็น “คณะใหญ่” และมีการเข้าพบทั้งระดับรัฐมนตรียุติธรรม ตำรวจไซเบอร์ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ตรวจคนเข้าเมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) รวมไปถึงเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ถือว่าทางการจีน “ซีเรียส” กับเรื่องนี้มาก
เพราะก่อนหน้านั้น นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้นัดพบกับบรรดาทูตอาเซียน เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องมาแล้วที่กรุงปักกิ่ง
สำหรับปัญหา “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่กลายเป็นปัญหากระทบทั้งความสัมพันธ์ และการท่องเที่ยวของไทย เกิดบานปลาย อื้อฉาวจากกรณีที่ “หวังซิง” หรือ “ซิง ซิง” ดาราจีนชื่อดังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลักพาตัวข้ามไปยังเมียวดี ประเทศเมียนมา และต่อมาตำรวจไทยก็ช่วยเหลือกลับมาได้ ท่ามกลางข้อสงสัยมากมายว่า มีเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยเกี่ยวข้องกับแก๊งผิดกฎหมายดังกล่าว
จากกรณีดังกล่าวยังสร้างผลกระทบกับการท่องเที่ยวไทยอย่างมาก เนื่องจากมีการแพร่กระจายข่าวออกไปในหมู่ชาวจีนว่า ประเทศไทยไม่ปลอดภัย ทำให้มีการยกเลิกการจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมในไทยตามมามากมาย
ทั้งนี้ มีข้อมูลตรงกันว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่ว่านี้มีการร่วมมือกันหลายฝ่ายทั้งกลุ่ม “จีนเทา” ที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายทั้งในไทย เมียนมา รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน และมีนักการเมือง และเจ้าหน้าที่ของไทยโดยเฉพาะตำรวจบางส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะมีผลประโยชน์มหาศาล ขณะที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ทำลายเศรษฐกิจ ทำลายชีวิตและทรัพย์สินทั้งของคนจีน และคนไทยมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา
แน่นอนว่าหากพิจารณาจากปฏิกิริยาของจีนเที่ยวนี้ถือว่า “ซีเรียส” อย่างมาก เป็นการยกคณะระดับ รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นตัวแทนเข้ามาเป็นคณะใหญ่ และเข้าพบหารือกับระดับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรง “ทุกฝ่าย” จนนำมาสู่การตั้ง “ทีมงานร่วม” ระหว่างสองฝ่าย แทนที่จะเป็นไทยฝ่ายเดียว เนื่องจากเกิดในประเทศไทย
ดังนั้นก็ต้องจับตาดูว่าในการเดินทางไปเยือนจีนของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะได้รับแรงกดดันจากจีนแบบไหนบ้าง โดยเฉพาะหากมีการพบกับ “สี จี้นผิง” แน่นอนว่า สิ่งที่ต้องเปิดเผยก็คือเรื่องเจรจาการค้า การลงทุน แต่สำหรับ น้ำ เนื้อ ก็น่าจะเป็นแรงกดดันในเรื่อง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” นี่แหละ เพราะมัน“ซีเรียส” !!