xs
xsm
sm
md
lg

สตง. ชำแหละ! นโยบายจัดที่ดินแจกคนจน ยุคลุง ย้อนหลัง 6 ปี ผ่าน "บอร์ด คทช.- ส.ป.ก." หลายกรณีทำเกษตรกรบางรายเสียโอกาส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สตง. ชำแหละ! นโยบายจัดที่ดินทำกินแจกคนจน ยุครัฐบาลลุง ย้อนหลัง 6 ปี 2560-65 ผ่าน "บอร์ด คทช.- ส.ป.ก." พบข้อมูลทำเกษตรกรบางรายเสียโอกาสเข้าถึงที่ดินทำกินตามนโยบายที่สวยหรู หลังพบที่ผ่านมา "มีการถือครองที่ดินขนาดใหญ่เกินกำหนด" แถมเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติ จากกรณีที่ดินที่ผู้ได้รับการจัดที่ดินถูกสั่งให้สิ้นสิทธิ เฉพาะ"ที่ดินเอกชนแปลงว่าง" เหลือจัดให้แก่เกษตรกรมีค่อนข้างจำกัด สะท้อนความไม่เท่าเทียมการเข้าถึงที่ดินทำกินคนจนไทย

วันนี้ (24 ม.ค.2568) มีรายงานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สตง. ได้เผยแพร่ผลการตรวจสอบ นโยบายลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรและผู้ที่ยากจน โดยการจัดที่ดินให้แก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน ในลักษณะแปลงรวม โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ขาด ไม่ให้นำไปขายต่อ

ผ่านข้อมูลการตรวจสอบสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ย้อนหลัง 6 ปี 2560-65 ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

จากการสุ่มตรวจสอบ สตง.พบว่า แปลงที่ดินที่มาจากการนำที่ดินของรัฐ ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินมาจัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 - 2566 จำนวน 48 แปลง ในพื้นที่ 6 จังหวัด

"เกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดิน เป็นผู้ถือครองรายเดิม หรือทายาทเกษตรกรที่ครอบครองพื้นที่ ก่อนเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินทั้งหมด"

ขณะที่การจัดซื้อที่ดินเอกชน ส.ป.ก. ยังไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อที่ดินจากเอกชนได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จำนวน 30,539 ไร่

ผลการจัดซื้อที่ดินเอกชนของ ส.ป.ก. ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด เห็นชอบ การจัดซื้อและอนุมัติราคาที่ดิน ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 - 2566 มีจำนวน 3,077.45 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 10.08 ของแผนการดำเนินงานทั้งหมด

"สามารถจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินได้ จำนวน 1,358 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 4.45 สามารถนำที่ดินเอกชนที่จัดซื้อมาจัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์โดยการทำสัญญาเช่าหรือเช่าซื้อ จำนวน 1,358 ไร่"

อย่างไรก็ตาม พบว่า ที่ดินเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพชรบุรี และลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่"ที่ดินเอกชนแปลงว่าง" ที่ยังไม่ได้จัดให้เกษตรกรเช่าซื้อ และเป็นพื้นที่ที่ถูกยกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เนื้อที่รวมประมาณ 3,330 ไร่

"ส.ป.ก. ยังไม่สามารถนำมาดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร ผู้ไร้ที่ดินทำกินรายใหม่ได้"

ยังพบว่า ส.ป.ก. มีการสั่งให้เกษตรกร "สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน" ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 -2566 จำนวน 682 แปลง เนื้อที่ประมาณ 9,705 ไร่

ซึ่งเมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรของ ส.ป.ก. ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 - 2566 พบว่า ส.ป.ก. ยังไม่มีการนำที่ดินแปลงที่ถูกสั่งสิ้นสิทธิ มาจัดให้แก่เกษตรกรรายใด

มีข้อมูลที่น่าสนใจ จาก ส.ป.ก ที่ระบุว่า มีเกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินถึงแก่ความตาย จำนวน 205,930 ราย 280,905 แปลง เนื้อที่ประมาณ 3,045,268 ไร่ (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2563)

และได้มีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินการ ให้ทายาทเกษตรกรมายื่นคำขอรับมรดกสิทธิหรือจัดที่ดินแทนที่ จำนวน 171,434 ราย 228,673 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,410,986 ไร่ (ข้อมูลคงเหลือ ณ เดือนกันยายน 2566)

"แต่จนเดือนกรกฎาคม 2567 ยังมีพื้นที่คงเหลือ ซึ่งไม่มีทายาทเกษตรกรมายื่นคำขอรับมรดกสิทธิหรือ จัดที่ดินแทนที่ จำนวน 152,832 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,733,022 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 66.83 ของเป้าหมาย ที่ต้องดำเนินการทั้งหมด"

จากข้อตรวจพบข้างต้น ส.ป.ก. ไม่ได้นำที่ดิน ทั้งจากกรณีที่ดิน ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน แต่มีการถือครองที่ดินขนาดใหญ่เกินที่กำหนดหรือถือครองที่ดินโดย ผู้ไม่มีคุณสมบัติกรณีที่ดินที่ผู้ได้รับการจัดที่ดินถูกสั่งให้สิ้นสิทธิ

รวมถึงกรณีที่ดินเอกชนแปลงว่างที่เหลือ จากการจัดให้ผู้มีสิทธิมาจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน ทำให้เกษตรกร ผู้ไร้ที่ดินทำกินมีโอกาสในการได้รับการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมค่อนข้างจำกัด

ในขณะที่การตรวจสอบ ติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียม ในโอกาสการเข้าถึงที่ดินทำกินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

นอกจากนี้ พบว่า การเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ตามนโยบาย คทช. บางรายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

จากการตรวจสอบการเข้าทำประโยชน์ ในพื้นที่ดำเนินการของสถาบันเกษตรกร จำนวน 9 แห่ง โดยการสังเกตการณ์แปลงที่ดินของเกษตรกรที่สุ่มตรวจสอบ จำนวน 194 แปลง พบว่า แปลงที่ดินมีการเข้าทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 164 แปลง

โดยมีการทำประโยชน์เต็มแปลง จำนวน 144 แปลง และทำประโยชน์เพียงบางส่วน จำนวน 20 แปลง ส่วนแปลงที่ดินอีกจำนวน 30 แปลง

พบว่า ไม่ได้ทำประโยชน์เพื่อเกษตรกรรมและมีการให้ผู้อื่นทำประโยชน์แทนซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จำนวนรวม 7 แปลงและแปลงที่ดินถูกทิ้งร้าง จำนวน 23 แปลง

ทำให้การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินในภาคเกษตรกรรมยังไม่สัมฤทธิ์ผลตามที่คาดหวัง

เกษตรกรบางรายสูญเสียโอกาสที่จะเข้าถึงที่ดินทำกินตามนโยบายของรัฐและส่งผลให้การบริหารจัดการที่ดินของรัฐยังไม่เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม สปก. ได้มีข้อเสนอแนะไปยัง ส.ป.ก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการการบริหารจัดการที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว.


กำลังโหลดความคิดเห็น