xs
xsm
sm
md
lg

“แพทองโพย”จุดอ่อน เสี่ยงพ่ายเกมในสภา !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แพทองธาร ชินวัตร
เมืองไทย 360 องศา



ฉายา “แพทองโพย” สำหรับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คงไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่นอน แต่สะท้อนภาพความเป็นจริงที่มองเห็นกันอยู่ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความสงสัยเรื่องความรู้ความสามารถ และ “วุฒิภาวะ” สำหรับคนที่เป็นผู้นำ เป็นนายกรัฐมนตรี


แน่นอนว่า จะมีการแก้ต่างว่า การใช้ “ไอแพด” ซึ่งเป็นอุปกรณ์สื่อสารสมัยใหม่ ใช้สำหรับโน๊ตข้อความ หัวข้อ รวมไปถึงดูข้อมูลต่างๆ เพื่อทบทวนความจำ แบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คนละเรื่องกับการก้มหน้าอ่านทุกบรรทัด ทุกอักษรแบบท่องจำ โดยไม่มีการใช้ความเข้าใจ หรือศึกษาเรื่องราวในสิ่งที่กำลังสื่อสารออกไปนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่รู้ ไม่ศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน

เพราะสิ่งที่สังเกตเห็นบ่อยๆก็คือในการแถลงหรือการให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง น.ส.แพทองธาร จะต้องคำถามแบบพื้นๆ เพียงไม่กี่คำ หรือเลี่ยงไปพูดแบบอื่น ขณะที่เป็นรายละเอียดยาวๆ หรือต้องใช้ทักษะในแต่ละเรื่อง เธอจะโบ้ยไปให้คนอื่นตอบ หรืออีกอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อม ไม่มั่นใจก็คือ ในการแถลงหรือให้สัมภาษณ์แต่และครั้งจะมีบรรดารัฐมนตรียืนอยู่ข้างหลังเป็นแผง อาจเพื่อสร้างความมั่นใจ หรือว่าคอยเสริมขึ้นมาหากเกิดความผิพลาด หรือต้องการข้อมูลให้อธิบายเพิ่มเติม แต่สิ่งที่เห็นทำให้ถูกมองว่า “ไม่พร้อม” นั่นเอง และที่ผ่านมาก็มีปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

แม้ว่าบางคนอาจมองว่านี่คือการจับผิดยิบย่อย อ้างว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องรายละเอียดทุกอย่าง เช่น เรื่องเศรษฐกิจก็จริงอยู่ เพราะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยทักษะพื้นฐานต้องมีติดตัวอยู่บ้าง ไม่ใช่ใช้วิธีก้มหน้าก้มตาอ่านไอแพด ตะพึดตะพือ

นั่นคือเรื่องที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าจะทำลายเครดิตของเธอในฐานะนายกรัฐมนตรี และนี่ก็คือที่มาของฉายา “แพทองโพย” ซึ่งชัดเจนอธิบายให้เห็นภาพได้อย่างดี ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากบุคลิกภาพในช่วงที่ผ่านมาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาได้เกิน 100 วัน กลับยังไม่สามารถสร้างความโดดเด่นใดๆ เลย ไม่อาจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้เลย เช่น จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่เธอก็ไม่อาจหยิบฉวยขึ้นมา ไม่มีมาตรการรับมือ สั่งการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที จนทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วม ตรงกันข้ามกลับเรียกเสียงวิจารณ์รอบทิศ ทำให้เกิดภาพลบขึ้นมาอีก

อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับ นายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทำให้ คนที่เป็นพ่อ คือ นายทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นคนผลักดันให้เธอขึ้นมา ต้องทำงานหนักกว่าเดิมหลายเท่าจนกลายเป็น “พ่อเลี้ยง” และ เป็น “นายแบก” ที่ต้องแบกจนหลังแอ่น เพราะกลายเป็นว่า เวลานี้เขาต้องทำให้หน้าที่ทุกอย่าง กลายเป็นยิ่งกว่านายกรัฐมนตรีตัวจริงเสียอีก เพราะเวลานี้สิ่งที่ นายทักษิณ พูด กลายมาเป็นนโยบายหรือข้อสั่งการในรัฐบาลไปแล้ว เพราะยิ่งเขาเคลื่อนไหวมากแค่ไหน นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการทำหน้าที่แทนเท่านั้น และหากยิ่งเห็นอาการกราดเกรี้ยว มากเท่าใด นั่นก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า การทำงานของลูกสาวตัวเองยังไม่ได้ผล จนทำให้พ่อต้องออกโรงเอง จะนิ่งอยู่ข้างหลังฉากต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าจากเรื่อง “แพทองโพย” จะต้องลามมาถึงสภา เพราะเวลานี้มีการเปิดสภาสมัยสามัญแล้ว ต้องเจอกับเรื่อง “กระทู้ถาม” จากสมาชิกรัฐสภา ทั้งจากส.ส.และ ส.ว. ซึ่งในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีไม่เคยไปตอบกระทู้เลยสักครั้งเดียว จนเรียกเสียโวยวายจากสมาชิกว่า ไม่ให้ความสำคัญกับสภา ทำลายระบบถ่วงดุล

แน่นอนว่าหากพิจารณากันด้วยความเข้าใจ มันก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะขนาดการตอบคำถามธรรมดายังต้องอ่านโพยทุกบรรทัด ยิ่งต้องมาเจอคำถามสดในสภาแบบนี้ ย่อมเกิดปัญหาเป็นแน่ และสาเหตุนี้หรือเปล่า ทำให้ต้องเลี่ยงอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นก็ทำให้เสียเครดิต

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะเลี่ยงเรื่องตอบกระทู้ไปได้อีกพักหนึ่ง แต่สำหรับ “ญัตติซักฟอก” คงไม่อาจเลี่ยงได้ และอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าพรรคฝ่ายค้านก็เตรียมที่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการร่วมรับประทานอาหารกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ถึงหัวข้อการพูดคุย ว่า หลักๆจะมาหารือในเรื่องการจัดสรรเวลาในการอภิปรายต่างๆ ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจตาม มาตรา 151 โดยในไตรมาสแรกของปีหน้า จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเนื้อหาการอภิปรายจะเข้มข้นแน่นอน

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึง การอภิปรายถึงภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี ว่า ในประเด็นที่วันนี้เราหารือกัน ตนเองเชื่อว่ามีประเด็นที่เราเห็นว่าการทำงานของรัฐบาล ยังไม่ตอบโจทย์ หรือว่าหลายอย่างของสังคม ทั้งข้อสงสัย ซึ่งแน่นอนว่าทุกเรื่องอยู่ในญัตติเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน

ส่วนภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องทำให้เห็นว่า นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่คนอื่น และเรื่องการลงพื้นที่การดูปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรี ควรต้องทำ เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริง ในที่สุดส่วนนี้เองมีความคิดเห็นว่าไม่ใช่ทุกปัญหาต้องลงไปดูด้วยตนเอง บางปัญหาถ้าติดภารกิจจำเป็น สามารถมอบให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ แต่ใจความสำคัญคือ การกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกอย่าง ในฐานะนายกรัฐมนตรี คือ ความรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ในการมาตอบกระทู้ถามสดในสภา คิดว่า มีความจำเป็นในเมื่อวันประชุมสภาล็อกอยู่แล้วว่าเป็นวันพฤหัสบดี เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะมาตอบฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล ดังนั้น นายกรัฐมนตรี สามารถล็อกตารางล่วงหน้าได้ อยู่ที่การจัดลำดับความสำคัญของเรื่องนี้

หากพิจารณากันตามไทม์ไลน์ที่กำหนดเอาไว้ สิ่งที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และรัฐบาลชุดนี้ ต้องเจอแน่นอนก็คือ “ญัตติซักฟอก” ที่จะต้องเกิดขึ้นอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งผู้นำฝ่ายค้านยืนยันว่าจะเกิดขึ้นไม่เกินเดือนเมษายนปีหน้า ถือว่าเป็น “ศึกใหญ่ศึกแรก” ของเธอในฐานะนายกรัฐมนตรี แม้ว่าอาจจะไม่มีการหวังผลถึงขั้นแตกหัก แต่อย่างน้อย มันก็เป็นการวัดประสิทธิภาพของการเป็นผู้นำ ว่าจะสามารถสร้างผลงานให้โดดเด่นในสภาได้หรือไม่ หรือยิ่งเป็นการดิสเครดิตให้ดิ่งลงไปอีกหรือเปล่า

เพราะเมื่อดูจากในอดีตที่ผ่านมา ย่อมมองเห็นอนาคตได้ดี เพราะจาก “ฉายาแพทองโพย” ทำให้มองเห็นภาพได้ดี และนี่น่าจะเป็นจุดอ่อนที่เมื่อถึงคราวแสดงจริงผลจะออกมาตามคาดหรือไม่ต้องติดตาม !!


กำลังโหลดความคิดเห็น