xs
xsm
sm
md
lg

“ก้าวไกล-สามนิ้ว”ขยับ แซะ“เทวดา”สะเทือนพท.!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ชัยธวัช ตุลาธน - ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล
เมืองไทย 360 องศา

แม้ว่าจะมองว่าเป็น “ชกไม่เต็มหมัด” ไม่จริงจังนัก เหมือนมีอะไรมากั๊กๆกันอยู่ สำหรับการเคลื่อนไหวของพรรคก้าวไกลที่พาดพิงเข้าใส่ นายทักษิณ ชินวัตร นักโทษเด็ดขาดที่อ้างอาการป่วยหนักจนได้รับการอนุญาตมารักษาอาการอยู่นอกเรือนจำหรือนอกคุก คือ อยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมานานกว่า 120 วันแล้ว โดยหากสังเกตจะเริ่มเห็นว่า พรรคก้าวไกลเริ่มมีคำพูดวิพากษ์วิจารณ์กรณีดังกล่าวกับรัฐบาล และมีการตอบโต้กับพรรคเพื่อไทยมากขึ้น จนน่าจับตา

ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลถูกวิจารณ์มาตลอดว่าไม่เคยมีการกล่าวถึง หรือแตะต้องกรณีของ นายทักษิณ ชินวัตร จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะมาจากเรื่อง “ดีลลับ” ระหว่างเจ้าของตัวจริงของทั้งสองพรรค หรือไม่ นั่นคือ ทักษิณ ที่ถูกมองว่าเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทย และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่มองว่าเป็นเจ้าของพรรคก้าวไกล โดยมีข่าวคราวมี “ดีลลับที่ฮ่องกง” ก่อนการจัดตั้งรัฐบาล และต่อมานายธนาธร ก็ออกมายอมรับจริง แต่อ้างว่าเป็นการคุยเรื่องทั่วๆ ไป ไม่มีเรื่องการเมือง แต่ระบุว่าเป็นมิตรกับพรรคเพื่อไทย อะไรประมาณนั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อกระแสสังคมเริ่มกดดันกรณีของ นายทักษิณ ชินวัตร มากขึ้น มีการพูดถึงและเปรียบเปรยเป็น “นักโทษเทวดา” หรือ “คนไม่เท่ากัน” รวมไปถึงมีการเลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่มีการพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมานานเกิน 120 วัน จนถึงวันนี้ก็เกินกว่า 140 วัน หรือเกินกว่า 4 เดือนแล้ว และยังเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน คือในเดือนกุมภาพันธ์ เขาก็จะเข้าข่ายการพักโทษตามระเบียบใหม่ของกรมราชทัณฑ์ เข้าเงื่อนไขที่สามารถออกไปคุมขังอยู่ที่บ้านได้แล้ว

แน่นอนว่าที่ผ่านมา ทั้งราชทัณฑ์ ขึ้นมาจนถึงรัฐบาล คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มาจนถึง นายกรัฐมนตรี รวมไปถึงคนในพรรคเพื่อจะอ้างเมื่อถูกตั้งคำถามแบบเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย รวมไปถึงอ้างสิทธิของคนไข้ที่ไม่อาจเปิดเผยได้ แต่ด้วยสามัญสำนึก ความเชื่อในส่วนลึกว่า นายทักษิณ ป่วยจริงหรือเปล่า

เพราะหากพิจารณากันโดยสามัญทั่วไป ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ารักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลมานานกว่า 4 เดือน หรือเพียงแค่เกินหนึ่งเดือนถือว่าผิดปกติอย่างมากและแทบเป็นไปไม่ได้เลย นอกเหนือจากเป็น “ผู้ป่วยติดเตียง” เท่านั้น ซึ่งก็มั่นใจว่าสังคมส่วนใหญ่ก็คงไม่มีใครเชื่อว่า นายทักษิณ ป่วยจริง ความรู้สึกจึงออกมาเป็นลักษณะของ “อภิสิทธิ์ชน” เอาเปรียบคนอื่น

และยิ่งนานวันก็ยิ่งสร้างอารมณ์ขัดเคืองให้กับสังคม รวมไปถึงคนที่รักในความยุติธรรมอย่างแน่นอน และยังเห็นว่า นี่คือการย่ำยีกระบวนการยุติธรรมจนป่นปี้ ทำให้นับวันแรงกดดันทั้งมาที่ตัว นายทักษิณ และรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน มากขึ้นเรื่อยๆ

จะด้วยเหตุนี้หรือเปล่าจึงทำให้เป็นแรงบีบให้พรรคก้าวไกลต้องเริ่มแสดงท่าทีบางอย่างออกมา โดยเฉพาะการออกมาพูดถึงนายทักษิณ และเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เสียงดังมากขึ้นกว่าเดิม จนได้เห็น นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคและเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร “แซะ” ในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะในเรื่องสองมาตรฐาน และ “อภิสิทธิ์ชน” มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาพรรคนี้จะเคลื่อนไหวเน้นย้ำการเรียกร้องเรื่อง “ความเสมอภาค” แบบ “คนเท่ากัน” มาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อมีกรณี “เทวดาชั้น 14 “ เกิดขึ้นตำตาแบบนี้ หากไม่พูดถึงก็คงกระไรอยู่แล้ว

ล่าสุดมีเหตุการณ์ในสภาเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างการยื่นกระทู้เรื่องคำถามประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาล นายชัยธวัช ได้มีการพาดพิงไปถึง “นักโทษชั้น 14”ในเรื่องมาตรฐานในการควบคุมนักโทษของรัฐบาลชุดนี้ ทำนองเลือกปฏิบัติและท้าทายกฎหมาย จนเกิดการปะทะคารม และการประท้วงจากฝ่ายพรรคเพื่อไทย

โดยระหว่างที่นายชัยธวัช ถามคำถามที่สองเรื่องการคุมขังนักโทษนั้น ปรากฏว่าได้ใช้เวลาเกินกว่าที่กำหนดไว้ แต่ยังไม่ถึงหนึ่งนาที นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงขอให้รักษาเวลา ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์วินิจฉัยอนุญาตให้นายชัยธวัช ใช้เวลาอภิปรายเกินได้อีก 1 นาที แต่ดูเหมือนคำวินิจฉัยไม่ได้ผล เพราะนายไชยวัฒนา ประท้วงซ้ำอีกครั้ง จากนั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประท้วงสวนกลับว่า คำวินิจฉัยของประธานถือเป็นที่สุด และยังกล่าวตอนท้ายว่า “ชั้น 14 แตะไม่ได้เลยหรือ เดี๋ยวผมจะเอาข้าวผัดกับโอเลี้ยงไปฝาก”

ขณะเดียวกันที่น่าสังเกตมากขึ้นไปอีกก็คือการออกมาวิจารณ์กรณีของ นายทักษิณ เป็นครั้งแรกๆ ของ “แกนนำม็อบสามนิ้ว” อย่าง น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” นักเคลื่อนไหวทางการเมืองไทย กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “ตอนที่เราอยู่ในเรือนจำ รอบที่มีการอดอาหาร เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำข้อมูลอาการของเราเผยแพร่ต่อสาธารณะหลายโอกาส ทั้งที่ไม่ได้มีการขอความยินยอมด้วยซ้ำ ทั้งมีการถ่ายภาพไว้ทุกครั้งที่มีการตรวจด้วย พอเรามารู้ทีหลังว่ามีการเผยแพร่ (แต่ไม่ได้แพร่ภาพนะคะ) เราจำได้ว่าเราถามจนท.ราชทัณฑ์ว่า ทำไมมีการเผยแพร่โดยไม่บอกเราเลย เขาให้คำตอบว่า เพราะเป็นคดีที่มีความสนใจของสาธารณะสูง เลยต้องเปิดเผยได้

เลยจะบอกเฉยๆว่า นายทักษิณก็มีคนสนใจทั้งประเทศ อาจจะยิ่งกว่าพวกเรานักกิจกรรมด้วยซ้ำนะคะ ไม่สองมาตราฐานยังไงก่อน คือมันดีมากแล้วแหละที่ราชทัณฑ์จะดูแลผู้ที่แก่และป่วยอย่างดี แต่ไม่ได้ทำแบบนี้กับทุกคนไง มันเหลือจะเชื่อสำหรับคนที่เคยเข้าไปอยู่ในเรือนจำจริงๆนะ เป็นไปได้ยังไงที่เข้าไปเรือนจำ อยู่ยังไม่ถึง 6 ชั่วโมงด้วยซ้ำแล้วได้ออกมานอนที่ รพ.ยาวๆ ในขณะที่คนป่วยคนอื่นก็อยู่ตามมีตามเกิดไป การที่คนจะมีคำถามต่ออาการป่วยของนายทักษิณนั้นไม่แปลกเลย”

นั่นเป็นข้อความของ น.ส.ปนัสยา ที่เป็นหนึ่งในแกนนำม็อบสามนิ้ว ที่โพสข้อความออกมาให้เห็นถึงความรู้สึกว่ามีการเลือกปฏิบัติ ไม่เท่าเทียม มันเริ่มสะท้อนให้เห็นแล้วว่าบรรดาคนรุ่นใหม่มีความรู้สึกอย่างไร

ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ที่แสดงออกมา เชื่อว่าน่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือน มีแรงกดดันต่อ นายทักษิณ ชินวัตร และกระทบต่อรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะเป็นแรงกดดันมากกว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มๆก่อนหน้านี้ เนื่องจากอาจจะมองได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวจากฝั่งตรงข้าม อาจจะมองเป็นเรื่องการเมืองที่จ้องทำลาย ก็อาจมองแบบนั้นได้

ดังนั้นการออกมาขยับของ ทั้งพรรคก้าวไกล และล่าสุดเป็นความเห็นของแกนนำม็อบสามนิ้ว ต่อกรณีของ “นักโทษเทวดา” ที่เห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ “ไม่เท่าเทียม” โดยยกประสบการณ์จริงออกมาให้เห็นภาพ มันก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจน และสร้างแรงกดดันให้เพิ่มขึ้นไปอีก จนสร้างแรงกระเพื่อมจนอาจก่อให้เกิดวิกฤตในสังคมขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้ !!