xs
xsm
sm
md
lg

โหวตนายกฯ “พิธา” รอบสอง เกิดหรือไม่ แม้แต่ “ประธานวันนอร์” ยังไม่มั่นใจ บอกให้รอดูหน้างาน **แฉแก๊งเหลือบ งาบผลประโยชน์ในประปาภูมิภาค ส่งส่วยมหาดไทย (1)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว

**โหวตนายกฯ “พิธา” รอบสอง เกิดหรือไม่ แม้แต่ “ประธานวันนอร์” ยังไม่มั่นใจ บอกให้รอดูหน้างาน


การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 ในวันนี้ (19 ก.ค.) แม้ 8 พรรคร่วมฯ จะมีมติให้เสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล อีกครั้งหนึ่ง

แต่ประเด็นร้อนที่มีการถกเถียงกันมาก ไม่ใช่ว่ารอบนี้ “พิธา” จะผ่านหรือไม่...แต่กลายเป็นว่าจะได้โหวต “พิธา” กันหรือไม่?!!

เพราะมี ส.ว.และ ส.ส.จำนวนไม่น้อย ทักท้วงว่า จะเสนอชื่อ “พิธา” รอบ 2 ไม่ได้ เพราะข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ 41 กำหนดชัดว่า ญัตติที่มีหลักการเดียวกัน ถ้าถูกตีตกไปแล้ว ไม่สามารถนำมาเสนอซ้ำได้อีก เว้นแต่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งญัตติเดิมที่เสนอชื่อ “พิธา” เป็นนายกฯนั้น ตกไปแล้ว เนื่องจากโหวตไม่ผ่าน เสียงสนับสนุนไม่พอ ... แต่ฝ่ายที่เห็นว่ายังเสนอได้ ก็อ้างว่าข้อบังคับการประชุมสภา กับเรื่องโหวตนายกฯ ตาม รธน.นั้น คนละเรื่องกัน อย่าเอามาโยงให้เป็นประเด็น

เรื่องนี้ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานรัฐสภา ได้ปรึกษาทีมกฎหมายของสภาแล้ว ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ จึงเชิญวิป 3 ฝ่าย มาหารืออีกครั้ง ก็ยังไม่มีบทสรุป ว่าเสนอได้ หรือไม่ได้

“ประธานวันนอร์” ได้แต่บอกว่า ขอรับฟังข้อมูลจากสมาชิกทุกฝ่ายก่อน ต้องดูหน้างานอีกครั้งว่าจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดเอง หรือต้องขอมติจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา ... ก็ต้องจับตาว่าสุดท้ายจะออกทางไหน?!

วันมูหะมัดนอร์ มะทา
หากเสนอชื่อ “พิธา” ไม่ได้แล้ว จะเสนอชื่อบุคคลอื่นเพื่อโหวตนายกฯ ต่อเลยได้หรือไม่ ท่านประธานบอกว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภา และ รธน.ไม่ได้ห้าม

ชื่อของ “เศรษฐา ทวีสิน” แคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย และ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” แคนดิเดตนายกฯจากพรรคพลังประชารัฐ จึงถูกพูดถึงมาเป็นพิเศษ

“อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย บอกว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศชาติต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเช่นนี้ “เศรษฐา ทวีสิน” เหมาะสมที่สุด

แต่ “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาพูดแบบเอาหล่อ รักษาหน้าสุภาพบุรุษ ว่า เราจะรอให้มีแถลงการณ์จากพรรคก้าวไกล ที่เป็นพรรคอันดับหนึ่ง มอบให้พรรคอันดับสอง เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเสียก่อน เพื่อไทยจึงจะบอกได้ว่า จะเสนอชื่อใครเป็นแคนดิเดตนายกฯ

ขณะที่ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ บอกว่า เรื่องเสนอชื่อ พิธา รอบสอง มองว่า ทำไม่ได้ แต่ก็ต้องฟังในที่ประชุม ว่ามีเหตุผลอื่นหรือไม่ เชื่อว่า จะต้องมีการโหวตตัดสิน จากนั้นคงมีสองแนวทาง คือ 1. ปิดประชุม แล้วนัดประชุมใหม่ 2. เสนอชื่อบุคคลอื่นให้ไม่ซ้ำกับครั้งที่แล้ว ซึ่ง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส.ส.พะเยา ประธานประสานงาน ส.ส.ของพรรคบอกว่า จะยังไม่มีการเสนอชื่อ “พล.อ.ประวิตร” เป็นนายกฯในวันนี้ ด้วยเหตุผลว่า พลังประชารัฐ จะไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ถ้าจะเสนอต้องรวบรวมเสียงให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาเสียก่อน ... ดังนั้น เชื่อว่า ถ้าญัตติโหวต “พิธา” เป็นนายกฯตกไป ก็คงต้องปิดประชุม

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
สำหรับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แน่นอนว่า ต้องออกมาโวยว่าถูกกลั่นแกล้ง ยกข้อบังคับมาเพื่อสกัดกั้นตนคนเดียว ถ้าจะเอาอย่างนี้ ต่อไปคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่จะต้องมีการเสนอชื่อ ต้องเป็นญัตติหมด ไม่ว่าจะเป็นฝั่งศาล ฝ่ายบริหาร หรือ สภา ต้องโดนบังคับเช่นนี้หมด ซึ่งจะเป็นการผูกที่แก้มัดได้ยาก และจะเป็นปัญหาต่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปในอนาคต

ก็ต้องจับตาว่า ที่ประชุมรัฐสภาในวันนี้ จะเดินหน้าต่ออย่างไร จะมีการโหวต “พิธา” เป็นนายกฯหรือไม่ ถ้าได้โหวตแล้วสอบผ่านหรือไม่ ได้คะแนนเท่าไร ... ถ้าชื่อ พิธา ตกไปจะมีใครเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯคนใหม่ หรือไม่...

ที่ต้องลุ้นอีกเรื่อง คือ ในเช้าวันเดียวกันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณา เรื่องที่ กกต.ขอให้ศาล รธน.วินิจฉัย ตาม รธน.มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพ ส.ส.ของ “พิธา” สิ้นสุดลงตาม รธน. มาตรา 101(6) ประกอบ มาตรา 98(3) หรือไม่ จะมีคำสั่งห้าม “พิธา” ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไว้ก่อน จนกว่าศาลฯจะตัดสินหรือไม่

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
**แฉแก๊งเหลือบ งาบผลประโยชน์ในประปาภูมิภาค ส่งส่วยมหาดไทย (1)

“รัฐบาลลุง” กำลังจะไป รัฐบาลใหม่ใกล้จะมา วันนี้เป็นใครยังไม่ชัด แต่ที่แน่ชัดเกิดขึ้นที่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)

รับรู้มาว่า มีกลุ่มคนอาศัยช่วงจังหวะอำนาจรัฐกำลังเปลี่ยนผ่าน “จับปลาตอนน้ำขุ่น” ตั้งโต๊ะเรียกผลประโยชน์ในการประมูลงานและการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ

ฟังแล้วก็ปากอ้า ตาค้าง แก๊งนี้มีตั้งแต่ฝ่ายบริหารใน กปภ. โยงใยผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย ไปจนถึงฝ่ายปฏิบัติการโดยมีสหภาพแรงงานหนุนหลัง

เรียกว่า ทีมเวิร์กแน่นปึ้ก แบ็กอัปแข็งปั๋ง แถมยังเลี้ยงดูปูเสื่อแกนนำสหภาพเอาไว้สะกดข่มพนักงาน ไม่ให้สืบสาวเอาเรื่องไม่ชอบมาพากลในองค์กรที่กลุ่มตัวเองกระทำไปแฉ

ทว่า โบราณว่าไว้ “ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด” ย่อมไม่มิด ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่อง “มิชอบ” ใน กปภ. ก็ปิดกันไม่ปิด แม้จะพยายามเอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อน

ดังกรณีเช่น “ขอขึ้นค่าน้ำ” เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 66 ในการประชุม ครม. “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รมว.มหาดไทย ได้หยิบยกเรื่องที่การประปานครหลวง (กปน.) และ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เสนอขึ้นค่าน้ำไปยังมหาดไทย ขึ้นมาหารือใน ครม. อ้างว่าช่วงที่ผ่านมาทั้งสองหน่วยงาน มีผลดำเนินงานขาดทุนโดยไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล และเกรงว่า หากไปขอรัฐบาลใหม่ จะไม่ได้รับการตอบสนอง แต่ท้ายที่สุด ครม.ไม่ได้มีมติใดๆ โดยนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา” ได้มอบหมายให้คลังไปหาทางออกร่วมกับมหาดไทย

วงในกระทรวงมหาดไทย บอกกล่าวมาว่า การที่ กปน. และ กปภ.ขอปรับขึ้นค่าน้ำ ต้องยอมรับว่า เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น เช่น ค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น แต่หากเจาะลงไปในผลประกอบการของทั้งสองหน่วยงานพบว่า มีกำไรจากการดำเนินงานจำนวนมาก กปน. กำไรปีละกว่า 4 พันล้าน ส่วน กปภ.กำไรปีละ 3 พันล้าน

กปน.นั้นมีกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรปี 65 อยู่ที่ 61,349 ล้านบาท ขณะที่ กปภ. กำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรปี 65 อยู่ที่ 15,597 ล้านบาท ทำให้สองหน่วยงานมีเงินจ่ายโบนัสให้พนักงานหลายเดือน

ดังนั้น การตรึงราคาค่าน้ำเพื่อช่วยประชาชน ไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่จะทำ แต่ผู้บริหารของหน่วยงานทั้งสอง ต้องการที่จะปรับค่าน้ำขึ้น เพื่อให้หน่วยงานคงมีกำไรจำนวนมาก และ ปิดบังปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร

โดยเฉพาะ กปภ.ซึ่งมีพื้นที่ให้บริการครอบคลุมทั้งประเทศ มีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ แต่กำไรของหน่วยงานกลับลดลงทุกปี

ต้องเข้าใจก่อนว่า กปภ. เป็นรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการน้ำประปานอกเขตกรุงเทพฯ ทั้งหมดมากว่า 45 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันการให้บริการ ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ เช่น พื้นที่มาบตาพุด เขตเศรษฐกิจพิเศษ อีอีซี จ.ระยอง จ.ภูเก็ต จ.ปทุมธานี จ.พระนครศรีอยุธยา

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
การให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน จะมี 3 รูปแบบ คือ 1) กปภ.ผลิตและขายเอง 2) จ้างเอกชนผลิต กปภ.รับซื้อไปขาย 3) ให้ท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบจ. หรือ อบต.ดำเนินการ ทำให้การบริหารจัดการและคุณภาพการให้บริการน้ำประปาในแต่ละพื้นที่ ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก

ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ มหาดไทย และ กปภ. กลับปล่อยปละละเลย ไม่แก้ไข ทั้งที่ในรัฐบาล คสช.ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จ สามารถแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการและแก้ไขกฎหมายที่บังคับใช้ได้

ในการดำเนินงาน กปภ. จะแบ่งผู้รับผิดชอบเป็นภาค ถัดไปก็เป็นเขต ในแต่ละส่วนจะมีการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อส่งต่อให้ฝ่ายบริหาร และส่งต่อให้ผู้ใหญ่ในมหาดไทย

โดยฝ่ายบริหารส่วนกลาง จะมีทั้งฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายยุทธศาสตร์ ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายกฎหมาย ทำงานรับลูกกัน หากโครงการไหนรัฐบาลให้ดำเนินการ แต่ไม่ตรงใจ ก็จะดึง ขัดขวาง ให้สหภาพแรงงานออกมาต่อต้าน หรือ ส่งข้อมูลผิดๆ ให้หน่วยงานตรวจสอบเข้ามาตรวจสอบ จนโครงการสะดุด กลุ่มคนเหล่านี้ทำกันเป็นแก๊งมานานแล้ว

ในส่วนที่ กปภ. ผลิตน้ำประปาเอง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อำเภอเมืองในจังหวัดใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) ขอนแก่น ราชบุรี ฝ่ายบริหารจะประสานกับฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ซึ่งควบคุมดูแลการผลิตและซ่อมบำรุงรักษา โดยมีผลประโยชน์ในทุกขั้นตอน!

ไล่ตั้งแต่การตั้งงบลงทุน ซึ่งต้องของบประมาณจากรัฐบาล เพื่อใช้ในการจัดซื้อที่ดินและก่อสร้างระบบผลิตและวางท่อ จะมีผู้ดูแลเป็นนายหน้าจัดหาที่ดินมาขายให้ กปภ.ในราคาสูงโดยมี “เงินทอน” ให้

ส่วนงานก่อสร้างจะมีการจัดแบ่งสัญญาเพื่อเปิดประมูลหาผู้รับเหมาโดยมีการเรียกรับผลประโยชน์เป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่างานก่อสร้าง ท้ายที่สุดผู้รับเหมาส่วนใหญ่ได้งานไป ก็ไม่สามารถทำได้ภายในงบประมาณ และ ทำให้งานล่าช้าแทบทุกโครงการการ

การรับบุคลากรจะมีการวิ่งเต้นใช้เส้นสาย โดยบุคลากรเหล่านี้ไม่ได้มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในการผลิตน้ำประปาอย่างแท้จริง การจัดซื้อต่างๆ ได้แก่ การจัดซื้อสารเคมีเพื่อฆ่าเชื้อโรค (คลอรีน) จะมีการล็อกผู้ขายที่ฮั้วกันไว้แล้วสลับหน้ากันมาขาย

การจัดจ้างผู้รับเหมากำจัดตะกอน การซ่อมบำรุงรักษาและเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องจักรทดแทน การจัดจ้างผู้รับเหมาช่วงซ่อมบำรุงรักษา และผู้รับเหมาดูแลน้ำสูญเสีย จะมีการเรียกรับผลประโยชน์จากเอกชนเป็นจำนวนมาก

ส่วนที่ กปภ. จ้างเอกชนผลิตและรับซื้อไปขายประชาชนต่ออีกที กปภ. จะใช้วิธีการแบ่งพื้นที่ ซอยออกไปให้เล็ก เป็นสัญญาเบี้ยหัวแตก ประมาณ 10,000-50,000 ลบ.ม./วัน ทำให้มูลค่าโครงการไม่สูงนักและง่ายกับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อหลบหลีกการตรวจสอบและการอนุมัติงบประมาณจากส่วนกลาง

ทั้งที่ในความเป็นจริง กปภ. ควรจะรวบรวมพื้นที่ให้มากพอและจัดจ้างเอกชน เป็นสัญญาที่มีขนาดเหมาะสม เพื่อจะได้เอกชนที่มีศักยภาพดีเพียงพอและคุณภาพการให้บริการที่ดีมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน การแบ่งสัญญาย่อยแบบนี้ทำให้มีการวิ่งเต้นทำสัญญาจ้างผลิตเพื่อขายน้ำให้ กปภ. โดยเอกชนต้องไปล็อกแหล่งน้ำดิบไว้ก่อน ซึ่งจะผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำดิบประสานกับผู้บริหาร กปภ. และมหาดไทย เรียกรับผลประโยชน์ในทุกขั้นตอน สัญญาจ้างผลิตขนาดเล็กแบบนี้มีเป็นจำนวนมาก เช่น ที่ จ.ระยอง ฉะเชิงเทรา นครสวรรค์ ชลบุรี ราชบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต โดยสามารถตรวจสอบได้จาก https://www.pwa.co.th/contents/about/businessjoin

ว่ากันว่า แก๊งผลประโยชน์นี้มีผู้บริหารระดับสูงใน กปภ. และอดีตผู้บริหารที่เกษียณไปแล้วเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยส่งส่วยให้ผู้ใหญ่ในมหาดไทย หากโครงการไหนได้รับไฟเขียว ก็จะเดินหน้าเร่งรัด แต่หากโครงการไหนไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่ต้องการก็จะขัดขวางหรือล้มประมูลทิ้ง

วิบูลย์ วงสกุล
โดยแก๊งนี้มีอำนาจควบคุมฝ่ายปฏิบัติการในภาคต่างๆ แบบเบ็ดเสร็จ โยกย้ายคนตามที่ต้องการไปฝังตัวในพื้นที่ และอยู่เบื้องหลังควบคุมสหภาพแรงงาน กปภ. ให้ออกมาสนับสนุนในโครงการที่ต้องการเร่งรัด และออกมาคัดค้านในโครงการที่ต้องการยกเลิกหรือขัดขวาง กรรมการของสหภาพส่วนใหญ่เป็นคนของแก๊งนี้ มีการให้ผลประโยชน์อย่างเปิดเผย หากใครมีปัญหาหรือถูกร้องเรียน ผู้บริหารจะดูแลให้อย่างดี เช่น มีการตรวจสอบฟอกขาวว่าไม่มีการทุจริต หรือหากมีการทุจริตขั้นรุนแรงก็จะมีการดึงผลสอบไว้

ที่สำคัญ แก๊งนี้ยังเชื่อมโยงกับ กรรมการ กปภ. (บอร์ด) บางราย ซึ่งฝังตัวอยู่ในคณะอนุกรรมการพัฒนาองค์กร ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ของ กปภ. โดยมีการนำคนนอกมาเป็นคณะอนุกรรมการเพื่อร่วมกันหาผลประโยชน์

บอร์ด กปภ.คนนี้จะอ้างเสมอว่า ตนเองเป็นที่ปรึกษาและคณะอนุกรรมการของกรรมการ ป.ป.ช.คนหนึ่ง จึงสามารถตรวจสอบรายละเอียดและดูแลเรื่องต่างๆ ไม่ให้เกิดปัญหาการร้องเรียนได้ และหากโครงการใดไม่ทำตามที่ต้องการก็จะใช้วิธีการขมขู่ว่าจะให้ ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบ ซึ่งเรื่องนี้มีกลุ่มพนักงาน กปภ.ได้ร้องเรียนไปที่ ป.ป.ช.แล้ว

ล่าสุด ที่เป็นที่ผิดสังเกตอย่างมาก ก็คือ การประกวดราคาซื้อน้ำประปาเพื่อรองรับชุมชนบริเวณคลอง 3 ถึงคลอง 7 กปภ. สาขาคลองหลวง ด้วยวิธีประกวดราคา e-bidding ซึ่งออกประกาศประกวดราคาตั้งแต่เดือน ก.ค. 65 ปรากฏว่า มีผู้ยื่นข้อเสนอ 2 ราย โดยผู้ชนะการประมูล คือ กิจการค้าร่วม TST Water Group ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เทสโกเอ็นจิเนีย จำกัด บริษัท ทีอีดับบลิว วอเทอร์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัท เอสทีพี วอเทอร์ กรุ๊ป จำกัด เสนอราคาค่าน้ำต่ำกว่าราคากลางที่กำหนด แต่ กปภ. โดย “ผู้ว่าการ วิบูลย์ วงสกุล” กลับมีคำสั่งให้ล้มประมูล ผู้ชนะการประมูลจึงอุทธรณ์ไปที่กรมบัญชีกลาง

แต่ท้ายที่สุด กปภ. ก็ยืนยันให้ยกเลิกการประมูล เพราะมีผู้ผ่านคุณสมบัติรายเดียว ทำให้กิจการร่วมค้า TST Water Group ฟ้องต่อศาลปกครอง ว่า คำสั่งยกเลิกการประมูลของ กปภ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลใน กปภ. ซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และ ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะ กปภ. มีโครงการอีกมากที่ต้องผลักดัน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อีอีซี จ.ระยอง และ ในจังหวัดอื่นๆ ที่มีประชากรหนาแน่น และมีภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีความต้องการน้ำสูง

นี่เป็นเพียงหนังตัวอย่าง เรื่องของแก๊งเหลือบยังมีหนักหนาสาหัสกว่านี้ ถึงขั้นที่ว่า เตรียมเขมือบเมกะโปรเจกต์กันเลยทีเดียว ...โปรดติดตามตอนต่อไปได้ที่นี่ ในวันพรุ่งนี้