ข่าวปนคน คนปนข่าว
** ไม่เป็นแล้ว กัปตันแก่ขับเครื่องบิน ขอเป็น“พี่ตู่” ขับมอเตอร์ไซค์ก็ได้
เรียกว่าต้องพลิกตำราปรับภาพลักษณ์กันแทบรายวันทีเดียว สำหรับ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ของพรรค
หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน 24 เม.ย. ไปหาเสียงที่ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี “บิ๊กตู่” เปรียบประเทศไทยเป็นเครื่องบินลำหนึ่ง แล้วถามชาว อ.กุดจับ ว่า อยากจะขึ้นเครื่องบินที่มีกัปตันมากประสบการณ์ หรือจะเอาวัยรุ่นมาขับเครื่องบิน
พร้อมสำทับว่า ขอให้มั่นใจว่าถึงที่หมาย เพราะกัปตันอย่างตนมีประสบการณ์ รู้ปัญหาทุกอย่าง เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาไม่ทันการเปลี่ยนแปลงตรงนี้
...วันนี้อายุ 70 ปีแล้ว ถ้าเป็นนักบินก็แก่แล้ว แต่ยังมีสมรรถภาพ เป็นนักบินมีประสบการณ์ เวลาเกิดอากาศวิกฤตนักบินที่มีประสบการณ์จะช่วยนำพาเครื่องบินให้ปลอดภัยได้ ถ้าเป็นเด็กอาจจะตกใจ แต่ตนมีประสบการณ์ขับเครื่องบินลำนี้ได้
ว่ากันว่า นี่เป็นหมัดเด็ดของ “ลุงตู่” ที่จะแก้เกม หลังโดนฝ่ายตรงข้ามหยิบประเด็นความแก่ไปขยี้ ตอกย้ำว่าเป็นความคร่ำครึ ไร้ประสิทธิภาพ ก็เลยต้องงัดเอาจุดแข็งของความแก่ ก็คือการมีประสบการณ์การผ่านร้อนผ่านวิกฤติการณ์มามากมายนับไม่ถ้วน นี่แหละออกมาสู้
ส่วนฝ่ายตรงข้ามกับลุง เมื่อได้ยิน “พล.อ.ประยุทธ์” เปรียบเทียบตัวเองเป็นกัปตันเครื่องบินก็เรียงหน้าออกมาสวนทันควัน โดย “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย บอกว่า คนที่เอารถถังมายึดอำนาจประชาชนยังกล้าเปรียบเทียบตัวเองว่าเป็นกัปตัน ประเทศไทยเป็นเครื่องบิน ถ้าประเทศเป็นเครื่องบินจริงๆ คงชนละเอียดหมดแล้ว
หรือถ้าเป็นกัปตันขับเครื่องบินจริงๆ ก็เป็นกัปตันเก๊ ขับมา 8 ปี คนที่อยู่บนเครื่องมีแต่ประสบการณ์สยอง เมื่อยุบสภา รัฐบาลหมดวาระ ก็เหมือนเครื่องลงจอด ผู้โดยสารก็นั่งในเครื่องรอกัปตันคนใหม่มาขับ ถ้ามีเสียงประกาศว่า นักบินที่ 1 คือ พล.อ.ประยุทธ์ คนก็คงจะลงจากเครื่องกันเยอะ
ส่วน “จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์” และ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคก้าวไกล ออกมาตอบโต้ พล.อ.ประยุทธ์ ในประเด็นเดียวกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่กัปตันเครื่องบิน เพราะไม่มีใครออกใบอนุญาตให้ขับเครื่องบิน แต่น่าจะเป็นคนไฮแจ๊ก เครื่องบินมากกว่า แล้วอุปโลกน์ตัวเองเป็นคนขับเครื่องบิน ทั้งที่ไม่มีทักษะการขับเครื่องบินเลย ตอนนี้ผู้โดยสารก็ทนสภาพนี้ไม่ไหว พร้อมจะลุกฮือแล้ว
การชูความแก่มีประสบการณ์ มาเป็นจุดขาย จึงดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยช่วยให้คะแนนเสียงของ “ลุงตู่” ดีขึ้นสักเท่าไหร่ ซ้ำยังไปตอกย้ำเรื่องความเหนื่อยล้า อันเป็นลักษณะของของคนอายุมากเข้าไปอีก เมื่อ “ลุงตู่” คุยกับนักข่าว เรื่องสุขภาพ เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ว่าเครียด นอนไม่หลับ ต้องกินยาช่วยให้หลับ กินข้าวไม่ค่อยลง เพราะกินไม่อร่อย น้ำหนักลดลงไป 5-6 กิโลฯ แล้วมีข่าวออกมาทางสื่อว่า นายกฯ เหนื่อย-ท้อแท้ วันรุ่งขึ้นเลยต้องรีบออกมาแก้ว่า ที่คุยกับนักข่าววันก่อน ก็แค่อยากอ้อนสื่อบ้าง แต่กลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต
“ผมไม่มีท้อแท้ ผมแข็งแรงเหมือนเดิม อ้อนหน่อยก็ไม่ได้ กลายเป็นเรื่อง ดุเดือดไปหน่อยก็เป็นราว สรุปเป็นทั้ง 2 เรื่องนั่นแหละไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ผมแข็งแรง ยังไม่แก่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แต่พอพูดแบบนี้อย่าหาว่าโม้อีกก็แล้วกัน” พล.อ.ประยุทธ์ คุยทับกลับไปซะเลย โทษฐานมาสกัดปมเรื่องความแก่
ประเด็นความแก่ความหนุ่ม ของ “บิ๊กตู่” ลากยาวมาถึงช่วงสุดสัปดาห์ เมื่อวันเสาร์ที่ 29 เม.ย. ระหว่างปราศรัยหาเสียงที่สวนนาหมื่นลาด เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมืองตรัง พล.อ.ประยุทธ์ ยังชูเรื่องประสบการณ์มาหาเสียงเหมือนเดิม แต่ขอเปลี่ยนตัวเองจากคนขับเครื่องบินมา เป็นคนขับรถแทน
“ทุกปัญหาถ้าคนที่ไม่เคยเข้ามาบริหาร จะมั่นใจไหม และมั่นใจกับคนขับรถคนเดิมนี้หรือเปล่า ถ้าจะบอกว่าขับเครื่องบิน เดี๋ยวโดนด่าอีก วันนี้เราลดลงมาเป็นรถยนต์ ถ้าเป็นนักบินเขาก็บอกแก่แล้ว ลงมาได้ เป็นแก่ๆเขาไม่เอา แต่เป็นครูสอนการบินไง ใช่ไหม วันนี้เอารถยนต์ก็แล้วกัน หรือรถมอเตอร์ไซค์ก็ได้”
และเมื่อวานนี้ (30 เม.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปกล่าวปราศรัยที่ จ.สงขลา ได้เปลี่ยนแนวจากเดิมทุกเวทีที่เคยใช้คำแทนตัวเองว่า “ลุงตู่” ได้เปลี่ยนให้ชาวบ้านเรียกว่า “พี่ตู่” แทน
เริ่มจากช่วงสายที่เวทีลานคนเมืองเทศบาลนครสงขลา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับชาวบ้านตอนหนึ่งว่า “บางทีหน้าไม่หล่อ แต่ตัวจริงหล่อไหม คราวหลังเรียกพี่ตู่ ใจยังเป็นพี่ตู่อยู่ ถึงกายจะเป็นลุงตู่ แต่ใจเป็นพี่ตู่เสมอ เพราะกำลังใจจากพวกเรา ทุกเสียงทุกคนที่รักประเทศไทย ไปพร้อมกับพี่ เพลินดีเหมือนกันเรียกตัวเองว่าพี่”
“ขอบคุณทุกคน ทุกกำลังใจ เมื่อคืนนอนไม่หลับ เพราะเราจะคุยอะไรกับเขาดี พอมาแล้วก็นึกไม่ออก เพราะคนเยอะมาก ขอให้เชื่อมั่น พี่คนนี้ด้วย ผมยังแข็งแรง ถ้ามันหมดเวลาทำแล้ว ก็ทำไม่ได้”
พอตกเย็น วันเดียวกัน ที่บริเวณที่ดินแยกสะพานดำ อ.หาดใหญ่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า วันนี้ตนอายุ 69 อย่าเอาไปซื้อหวยนะ อายุจริง 69 อายุร่างกาย 60 อายุใจ 50 ตนตรวจร่างกายเสมอ วันนั้นไปนอนเข้าอุโมงค์ ไม่เป็นอะไรสักโรค
เรียกได้ว่า ตอกย้ำกันรัวๆ เรื่องความหนุ่ม ความแข็งแรง ก็ต้องคอยติดตามดูว่าหลังจากนี้จนถึงวันเลือกตั้ง คะแนนเสียงของ “พี่ตู่” จะดีขึ้นหรือไม่
** ภท.คึก โพลให้ ‘อนุทิน’ เบียด ‘พิธา’ ชิงนายกฯ หนุนขั้วเก่าตั้งรัฐบาล มั่นใจปักธง กทม.ได้
ผลโพลช่วงนี้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แคนดิแดตนายกฯพรรคก้าวไกล ขวัญใจคนรุ่นใหม่ขั้วเสรีนิยม แรงขึ้นมาเบียด “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ... อีกคนที่แรงขึ้นมาคือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย ขั้วอนุรักษ์นิยม ที่คนในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ สนับสนุน ก็ขึ้นมาเบียดแรงแซง “พิธา” ไปเล็กน้อย
ล่าสุดผลสำรวจซูเปอร์โพล ที่สอบถามในประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งต่อเนื่องเป็น ครั้งที่ 6 ช่วงวันที่ 25–30 เม.ย.66 จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 2,324 ตัวอย่าง พบว่า บรรยากาศการเลือกตั้งคึกคัก มีคนตั้งใจจะไปเลือกตั้งเพิ่มสูงขึ้น จากร้อยละ 70.8 ในช่วงสัปดาห์ก่อน ขึ้นเป็นร้อยละ 73.2
ส่วนผู้นำผู้นำการเมืองที่เชื่อว่าจะมีผลงาน แก้วิกฤต ดูแลสุขภาพ สวัสดิการกลุ่มผู้สูงอายุนั้น อันดับ 1 หรือ ร้อยละ 30.2 ระบุ นายอนุทิน ชาญวีรกูล , อันดับ 2 ร้อยละ 27.3 ระบุ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ อันดับ 3 หรือ ร้อยละ 27.2 เบียดกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ส่วนอันดับ 4 หรือร้อยละ 24.4 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และอันดับ 5 หรือ ร้อยละ 23.3 เป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
สำหรับพรรคการเมืองที่อยากให้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 40.6 ระบุ พรรคภูมิใจไทย- ประชาธิปัตย์- พลังประชารัฐ- รวมไทยสร้างชาติ และอื่นๆ , รองลงมาคือ ร้อยละ 30.2 ระบุ พรรคก้าวไกล-เพื่อไทย และอื่นๆ, แนวทางที่ 3 ร้อยละ 12.3 ระบุ พรรคภูมิใจไทย-เพื่อไทย และอื่น ๆ แนวทางที่ 4 ร้อยละ 5.1 ระบุ พรรคเพื่อไทย พลังประชารัฐ และอื่นๆ
ที่น่าสนใจคือ 5 อันดับแรก ถ้าเลือกนายกรัฐมนตรีได้ อยากได้ใครเป็นนายกฯ พบว่า อันดับ 1 ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 22.0 ทิ้งห่างอันดับ 2 ไม่ถึง 1% คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ได้ ร้อยละ 21.5 , อันดับ 3 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 18.8 , อันดับ4 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 16.1 และอันดับ 5 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ11.1
ผลโพลชี้ให้เห็นว่าขณะนี้ “อนุทินและพิธา” มีกระแสความนิยม สูสีมาก แบบหายใจรดต้นคอ ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะว่ากระแสอยากเปลี่ยนตัวนายกฯ โดย “อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คือตัวแทนในฝ่ายอนุรักษ์นิยม ส่วน “พิธา” เป็นตัวแทนขั้วเสรีนิยม ... ขณะเดียวกัน ก็อยากได้รัฐบาลจากขั้วเดิมมากกว่า ขั้วฝ่ายค้าน หรือ ผสมข้ามขั้ว
สำหรับพรรคภูมิใจไทยนั้น ผลโพลจากสำนักต่างๆ “อนุทิน” บอกก็ต้องฟังหูไว้หู แต่เชื่อมั่นในโพลของพรรคที่ตัวเองทำมากกว่า ว่าประชาชนคิดอย่างไรกับพรรค นโยบายพรรค และผู้สมัครส.ส.ของพรรค เพื่อแก้ไขจุดบกพร่อง
ล่าสุดพรรคภูมิใจไทย ประเมินว่าจะได้ส.ส. ทั้งสองระบบรวมกัน ประมาณ 60-80คน และโพลของหน่วยราชการ เช่น สันติบาล พบว่าพื้นที่กทม. 33 เขตนั้น กระแสพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล อยู่ในระดับสูง
สำหรับ “อนุทิน”แล้วยังมั่นใจว่า 33 เขตในกทม.นั้น พรรคภูมิใจไทยน่าจะแจ้งเกิดได้สำเร็จ มีส.ส.กทม.เป็นครั้งแรก 3-5 คน โดยแกนนำพรรคมองว่ามีโอกาสปักธงที่ เช่น เขต 4 (คลองเตย-วัฒนา )ซึ่งมี “กรณิศ งามสุคนธ์วัฒนา” ผู้สมัครส.ส.เบอร์ 1 โดย“กรณิศ”เป็นอดีตส.ส.และอดีต ส.ก.เขตนี้มา 17ปี มีผลงานเยอะ ลงพื้นที่ต่อเนื่องและประชาชนยังให้การยอมรับ ... อีกคนคือ “ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ” ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 5 (ห้วยขวาง-วังทองหลาง) หมายเลข 8 ที่กระแสนิยมค่อนข้างสูง เพราะตั้งใจทำงานให้พื้นที่
“อนุทิน” ยังมั่นใจว่า นโยบายพรรคที่ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ อาทิ รถเมล์ไฟฟ้า ลด Pm2.5 ค่าโดยสารเริ่มต้น 10 บาท สูงสุด 40 บาท ทุกเที่ยว ทุกสาย ตลอดวัน , ฟรีหลังคาโซล่าเซลล์ ลดค่าไฟฟ้า หลังคาเรือนละ 450 บาท มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อน เดือนละ 100 บาท 60 งวด, เงินกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ ไม่ต้องค้ำประกัน ฟรีกองทุนประกันชีวิต 60 ปีขึ้นไปเป็นต้น
ก็ต้องติดตามกันว่าที่สุดแล้วภูมิใจไทยจะปักธงในกทม.สำเร็จหรือไม่ “อนุทิน”จะได้เข้าไปชิงเก้าอี้นายกฯในสภาหรือไม่


