xs
xsm
sm
md
lg

เฉลยแล้ว! “จรัล” เผย “ม็อบ 10 สิงหา” ตรงกับวัน “ปฏิวัติ” ล้มพระเจ้าหลุยส์ 16 “ดร.นิว” ถาม “ปริญญา” อีแอบ มธ.?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” ขึ้นเวทีอ่านประกาศ 10 ข้อ ปฏิรูปสถาบันฯ จากแฟ้ม
ไม่ใช่บังเอิญ! “จรัล” เฉลย “10 ส.ค.” ม็อบ 3 นิ้ว “ปฏิรูปสถาบันฯ” ตรงวันครบรอบ 230 ปี “ปฏิวัติฝรั่งเศส” โค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 “ดร.นิว” ถามหาสำนึกวิชาการ “ปริญญา” ซัด หรือเป็น “อีแอบ” ผลักดัน นศ.สู้แทนตัวเอง?

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (10 ส.ค. 65) ท่ามกลาง สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พรรคโดมปฏิวัติ, กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดชุมนุมใหญ่ ณ ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน ลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศส โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

“10 สิงหาคม ครบ 230 ปี ที่ประชาชนปารีสย่านยากจน 15,000 คน กับกองกำลังรักษาการณ์แห่งชาติไปล้อมพระราชวังตุลเลอรีที่พระเจ้าหลุยส์ 16 ประทับอยู่ ปะทะกับทหารสวิสรักษาพระองค์หลายร้อยคน นำไปสู่การบุกเข้าพระราชวัง ทำลายข้าวของ พระเหตุการณ์ไปทั้งคืน ทหารสวิสเสียชีวิต 300 คน ฝ่ายประชาชนเสียชีวิตหลายร้อย ชาวปารีสทุบอนุสาวรีย์กษัตริย์ทิ้ง นำไปสู่การยกเลิกระบอบกษัตริย์ และสถาปนาสาธารณรัฐที่ 1 ในเดือนต่อมา วันที่ 21 กันยายน นักประวัติศาสตร์ฝ่ายประชาชนถือว่า 10 สิงหาคม 1792 เป็นการปฏิวัติครั้งที่ 2 ในการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส 1789

ภาพ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ขอบคุณข้อมูล-ภาพ จากไทยโพสต์
ตรงกันพอดี บ่ายนี้ ที่ลานพระญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จะมีการชุมนุมครั้งที่ 2 ต่อจากครั้งแรกที่ประกาศปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ ไปร่วมกันให้มากครับ”

ขณะเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก The METTAD แชร์โพสต์จากเฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ ดร.นิว นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความระบุว่า
“คงต้องถาม คุณปริญญา เทวานฤมิตรกุล แบบตรงๆ

คุณปริญญา มีความรู้หรือไม่ครับ? ข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน ๑๐ ข้อ ผิดหลักวิชาตั้งแต่ข้อแรกที่จะให้ยกเลิกความคุ้มกันของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ เพราะแม้แต่ประเทศที่ปกครองในระบอบเดียวกันอย่างประเทศนอร์เวย์ ซึ่งได้ชื่อว่ามีดัชนีประชาธิปไตยสูงที่สุดในโลก ก็มีความคุ้มกันของพระมหากษัตริย์เป็นปกติอยู่ในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

แต่ทำไมคุณปริญญาที่เป็นถึงครูบาอาจารย์ กลับเพิกเฉยต่อความทุจริตผิดหลักวิชาตั้งแต่ข้อแรก...นี้ โดยไม่เคยออกมาตักเตือนและชี้แจงข้อเท็จจริงแก่นักศึกษาแต่อย่างใด ปล่อยปละละเลยให้ความเห็นผิดบิดเบือนภายในรั้วธรรมศาสตร์ลอยนวล แล้วกลายเป็นต้นตอของปัญหาความแตกแยกและความรุนแรงในสังคม ซึ่งหาได้นำไปสู่ประชาธิปไตยไม่

การต่อสู้บนพื้นฐานของแนวคิดที่เป็นแนวทางรุนแรง แถมยังมีรากฐานเป็นสิ่งทุจริตบิดเบือนที่สุดแสนจะกลวงลวงโลกเช่นนี้ มันเรียกว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้หรือ? มันยังคงเรียกว่าเป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่เป็นปัญญาชนได้อยู่อีกหรือ? นี่น่ะหรือ “สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง” ที่ยิ่งใหญ่...?

ผมขอถามคุณปริญญาแบบตรงๆ หน่อยเถอะ คุณรักลูกศิษย์นักศึกษาหรือรักอะไรกันแน่? เพราะเป็นเวลากว่า ๒ ปีแล้ว ที่พื้นที่มหาวิทยาลัยถูกปล่อยให้กลายเป็นรังของเชื้อโรคทางความคิดในครั้งนี้ ผมสงสัยจริงๆ คุณปริญญา คุณเป็นครูบาอาจารย์ หรือคุณเป็นเรือจ้าง หรือคุณเป็นอีแอบสามนิ้วที่คอยผลักดันให้นักศึกษาออกหน้าต่อสู้แทนตัวเองกันแน่?

คำถามสุดท้าย คุณคิดว่า การที่อดีตอธิการบดี... ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานลัทธิสามนิ้วมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี มันคือความรักที่มีต่อลูกศิษย์นักศึกษา หรือความเลวทราม... ที่อยู่เบื้องหลังการชี้นำให้ลูกศิษย์นักศึกษาทำผิดติดคุกติดตะรางแทนตัวเอง แถมยังคอยโหนลูกศิษย์นักศึกษาที่ต้องคดี ติดคุก อดอาหาร เพียงเพื่อปลุกระดมซ้ำกันแน่?”

ภาพ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ ดร.นิว จากแฟ้ม
อย่างไรก็ตาม ที่น่าย้อนให้เห็น ก็คือ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 มีการจัดเวทีชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ณ ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

โดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ระบุในหนังสือ ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา ตอนหนึ่งว่า เวที #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน คือส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะไปถึงรากเหง้าของปัญหาการเมืองไทย

ไฮไลต์กิจกรรมครั้งนั้นอยู่ที่ เวทีปราศรัย พร้อมการปรากฏตัวของแกนนำอย่าง นายอานนท์ นำภา และ นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์

ช่วงท้ายการชุมนุม น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” ขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะแกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) อ่านประกาศของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่ 1 ระบุถึง 10 ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบัน

หลังสิ้นการอ่านคำประกาศ ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมในแง่มุมต่างๆ มีทั้งคัดค้าน เห็นด้วย และเป็นห่วง

ถัดจากนั้นเพียงแค่ 7 วัน วันที่ 18 สิงหาคม นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้พิจารณาวินิจฉัยการกระทำของกลุ่มแกนนำม็อบ #10สิงหาฯ

ประกอบด้วย นายอานนท์ นำภา, นายภาณุพงศ์ จาดนอก, น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรือ อั๋ว, น.ส.สิริพัชระ จึงธีรพานิช, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ น.ส.อาทิตยา พรพรม

ก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณา 3 คน คือ ทนายอานนท์ ไมค์-ภาณุพงศ์ และ รุ้ง-ปนัสยา ในประเด็นที่ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสามได้ชุมนุมและปราศรัยทำกิจกรรม อันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

หลังกระบวนการไต่สวนผ่านมากว่า 1 ปี วันสำคัญก็มาถึง

ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 เวลาบ่าย 3 โมงตรง

ในวันดังกล่าวกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม แนวร่วม และประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้มาปักหลักรอฟังคำวินิจฉัยบริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่ช่วงบ่าย

ก่อนถึงเวลาอ่านคำวินิจฉัย รุ้ง ปนัสยา เดินทางมายังบริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ อ่านถ้อยแถลงปิดคดีนอกศาล โดยสรุปคือ ยืนยัน 10 ข้อเรียกร้องที่ประกาศบนเวที #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้

ดังนั้น การกระทำของตนและพวก จึงไม่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างระบอบการปกครองฯ จึงขอให้ศาลวินิจฉัยยกคำร้อง

กระทั่งเวลา 15.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขึ้นบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย ขณะที่ นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายอานนท์ นำภา แถลงต่อศาลว่า

ได้รับมอบจาก นายอานนท์ ขอให้ศาลเปิดไต่สวนเพิ่มเติมก่อนมีคำวินิจฉัย เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ที่คำตัดสินไม่เพียงส่งผลกระทบแค่ผู้ถูกร้อง 3 คน

แต่ส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศ จึงขอให้มีโอกาสแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ทนายอานนท์ยังสั่งว่า หากศาลไม่เปิดไต่สวนเพิ่มเติม ก็ให้ทนายตัวแทนออกจากห้องพิจารณา โดยไม่ประสงค์จะรับฟังการอ่านคำวินิจฉัยคำร้องนี้

เช่นเดียวกับ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายผู้รับมอบอำนาจจากนายภาณุพงศ์ จาดนอก แถลงจุดประสงค์เดียวกัน

รวมทั้ง รุ้ง ปนัสยา ที่แสดงเจตนารมณ์ต้องการให้มีการไต่สวนเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงสรุปว่า ศาลพิจารณาคดีโดยใช้ระบบไต่สวน แสวงหาข้อเท็จจริงได้จากหลายฝ่าย เมื่อได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนที่จะวินิจฉัยได้ จึงสั่งงดการไต่สวนเพิ่ม ส่วนการไม่ประสงค์ฟังคำวินิจฉัย ถือเป็นสิทธิ

ทำให้ รุ้ง ปนัสยา และทนายความตัวแทนทนายอานนท์ และ ไมค์ ภาณุพงศ์ เดินออกจากห้องพิจารณาไป

ภาพ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขณะอ่านคำวินิจฉัย 10 ข้อ ปฏิรูปสถาบันฯ ล้มล้างการปกครองฯจากแฟ้ม
จากนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เริ่มอ่านคำวินิจฉัยระบุ

ประเด็นที่ต้องพิจารณามีว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

มาตรา 49 มีเจตนารมณ์ปกป้องคุ้มครองระบอบการปกครองของประเทศ ให้เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำชี้แจง พยานหลักฐานต่างๆ รวมทั้งบันทึกเสียงการปราศรัยของผู้ถูกร้อง 1-3 ฟังเป็นที่ยุติว่า

ผู้ถูกร้องที่ 1-3 อภิปรายในที่สาธารณะหลายครั้งหลายสถานที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2563 เรียกร้องให้แก้ไขเกี่ยวกับสถาบัน จนมาถึงการชุมนุมในวันที่ 10 สิงหาคม 2563

พิจารณาแล้วเห็นว่า พระมหากษัตริย์กับชาติไทยดำรงอยู่คู่กันเป็นเนื้อเดียวกันนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน และจะต้องดำรงอยู่ด้วยกันต่อไปในอนาคตเพื่อธำรงความเป็นชาติไทยไว้ ปวงชนชาวไทยจึงถวายความเคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การออกมาเรียกร้องโจมตีในที่สาธารณะโดยอ้างการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ นอกจากเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ใช้ถ้อยคำหยาบคาย และยังไปละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนอื่นที่เห็นต่างด้วย

อันจะเป็นกรณีตัวอย่างให้บุคคลอื่นกระทำตาม ยิ่งกว่านั้นการกระทำของผู้ถูกร้องดำเนินงานอย่างเป็นขบวนการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

แม้การปราศรัยของผู้ถูกร้องที่ 1-3 จะผ่านไปแล้ว หลังจากผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ยังปรากฏว่าผู้ถูกร้องที่ 1-3 ยังคงร่วมชุมนุมกับกลุ่มบุคคล กลุ่มต่างๆ โดยใช้ยุทธวิธีเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชุมนุม เปลี่ยนตัวบุคคลผู้ปราศรัย ใช้กลยุทธ์ไม่มีแกนนำที่ชัดเจน

โดยมีรูปแบบการกระทำอย่างต่อเนื่องด้วยกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน

นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของผู้ถูกร้องที่ 1-3 และกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีลักษณะเป็นขบวนการเดียวกันที่มีเจตนาเดียวกันตั้งแต่แรก

ผู้ถูกร้องที่ 1-3 มีพฤติการณ์กระทำซ้ำและกระทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกระทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งมีลักษณะของการปลุกระดมและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ

มีลักษณะของการก่อให้เกิดความวุ่นวายและใช้ความรุนแรงในสังคม ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อันเป็นการทำลายหลักความเสมอภาคและภราดรภาพ นำไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยในที่สุด

อีกทั้งเป็นการกระทำที่มีเจตนาเพื่อทำลายหรือทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องสิ้นสลาย ไม่ว่าจะโดยการพูดการเขียนหรือการกระทำต่างๆ เพื่อให้เกิดผลเป็นการบ่อนทำลาย ด้อยคุณค่า หรือทำให้อ่อนแอลง ย่อมแสดงให้เห็นถึงการมีเจตนาเพื่อล้มล้างสถาบันอีกด้วย

แม้เหตุการณ์ตามคำร้องผ่านพ้นไปแล้ว

แต่หากยังคงให้ผู้ถูกร้องที่ 1-3 รวมทั้งกลุ่มในลักษณะองค์กรเครือข่ายกระทำการดังกล่าวต่อไป

ย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งการ

ให้เลิกการกระทำดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

โดยการวินิจฉัยครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้อง 1-3

เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพล้มล้างการปกครองฯ...(https://www.matichonweekly.com/column/article_485480)

แน่นอน, สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งก็คือ “10 สิงหาฯ 65” ม็อบแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และแนวร่วม จะมีแถลงการณ์ หรือ ประกาศเจตนารมณ์อะไรที่เป็นความคืบหน้าจากเมื่อวันที่ 10 สิงหาฯ 63 หรือไม่

เพราะดูเหมือนคนที่คาดหวังสูง กำลัง “แอบ” รอดูอยู่ว่า จะเทือนเลื่อนลั่นฟ้าดินแค่ไหน? หรือไม่