xs
xsm
sm
md
lg

“กนก” ชี้ FED ขึ้นดอกเบี้ยทำไทยเจอ 3 ปัญหา จับตา 5 ส.ค.เงินเฟ้อพุ่งอีก คนละครึ่งเฟส 5 ไม่ตอบโจทย์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ส.ส.ปชป. ชี้ FED ขึ้นดอกเบี้ยทำไทยเจอ 3 ปัญหา ดอลลาร์ไหลออก-นำเข้าน้ำมันปุ๋ยแพง-ส่งออกได้ปริมาณ แต่ไม่ได้มูลค่า เกษตรกรไม่ได้อานิสงส์ พ่อค้าคนกลางได้แทน ห่วงค่าครองชีพสูงจับตา 5 ส.ค.เงินเฟ้อพุ่งอีกหรือไม่ แนะคนละครึ่งเฟส 5 ไม่สอดรับสถานการณ์

วันนี้ (1 ส.ค.) นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมอีก 0.75% เป็นครั้งที่สองอย่างต่อเนื่อง ว่า สะท้อนให้เห็นชัดว่าสถานการณ์เงินเฟ้อที่รุนแรงและธนาคารกลางต้องการจัดการให้ได้ ไม่เช่นนั้น เศรษฐกิจจะถดถอยได้ การใช้ยาแรงเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ 3 ประการ คือ 1. เงินดอลลาร์จะไหลกลับสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลล่าร์สูงขึ้น และทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น ต้นทุนของเกษตรกรจะเพิ่มขึ้น 2. แม้การส่งออกผลผลิตและสินค้าอุตสาหกรรมน่าจะสูงขึ้น แต่มูลค่าการส่งออกอาจจะไม่สูงขึ้นเท่ากับปริมาณส่งออกที่สูงขึ้น แต่ที่สำคัญคือ ราคาผลผลิตที่เกษตรกรได้รับจะไม่สูงขึ้นมากเพราะเกษตรกรได้ขายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลางไปแล้ว โดยเฉพาะชาวนาได้ขายข้าวให้โรงสีไปแล้ว

และ 3. ต้นทุนสินค้านำเข้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ คือ น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าอาหารการกิน จนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาสูงขึ้นส่งผลให้คนจนทั้งในเมืองและชนบท รวมถึงคนทำงานที่เรียกว่ามนุษย์เงินเดือน จะต้องแบกภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้และเงินเดือนไม่เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ

นายกนก กล่าวว่า ผลกระทบสำคัญ 3 ประการนี้ กำลังทดสอบความสามารถทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า จะสามารถนำเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และมนุษย์เงินเดือนให้ผ่านคลื่นอัตราดอกเบี้ยสูงและเงินเฟ้อนี้ไปได้อย่างไร ที่แน่นอนคือ มาตรการลดและ แจก แถม ของรัฐบาลที่ผ่านมาใช้กับปัญหาเงินเฟ้อและต้นทุนสูงนี้ไม่ได้ ปัญหาเงินเฟ้อและต้นทุนสูงต้องแก้ด้วยการสร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ที่สำคัญกว่าคือ ต้องแก้ด้วยการปฏิบัติ ไม่ใช่ด้วยการประกาศนโยบาย แล้วปล่อยให้ระบบราชการและเอกชนทำงานไปตามสภาพที่เป็นอยู่ รัฐบาลต้องไม่ลืมว่า มาตรการเงินกู้ 2 ครั้ง เพื่อสู้โควิดและพลิกฟื้นเศรษฐกิจไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่มีรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงลงไปกำกับการปฏิบัตินโยบาย

“ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลมีปัญหากับการปฏิบัตินโยบาย มากกว่าการกำหนดนโยบาย แต่ขณะเดียวกัน การกำหนดนโยบายหลายอย่างก็กำลังจะไม่สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น โครงการคนละครึ่งเฟส 5 ที่จะใช้เม็ดเงินทั้งหมด ล้านบาท แจกเงินให้ประชาชน 800 บาท นั้น ควรจะต้องทบทวนใหม่ เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห อาจไม่เหมาะในสถานการณ์ที่ควรเร่งช่วยแบบเฉพาะเจาะจง ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเดือดร้อนมากกว่า และที่ต้องจับตาต่อ คือ 5 ส.ค.นี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. จะแถลงภาวะเงินเฟ้อในเดือน ก.ค.อย่างไร จะพุ่งสูงทุบสถิติอีกหรือไม่ หลังเดือน มิ.ย.สูงถึง 7.66% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 14 ปี” นายกนก กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น