เมืองไทย 360 องศา
ตอนแรกยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าคำพูดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่กล่าวว่า “ไม่คิดจะร่วมงาน (กับพรรคเพื่อไทย) อยู่แล้ว” เมื่อสองสามวันก่อนที่สภา หลังจากถูกถามว่า จะกลายเป็นปัญหาในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ หากพรรคฝ่ายตรงข้าม (พรรคเพื่อไทย) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และไม่เอาพรรคภูมิใจไทย เข้าไปร่วม
ในตอนแรกก็คิดว่าเป็นการ “หลุดปาก” ออกมาของ นายอนุทิน ไม่ได้ออกมาจากท่าทีที่เป็นจริง อีกทั้งด้วยลักษณะท่าที และการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา มักออกมาในแบบ “กลางๆ” พร้อมสวิงได้ทุกขั้ว ดังนั้น เมื่อพูดออกมาแบบนั้น มันถึงยังไม่ค่อยมั่นใจนัก
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจาก “แบ็กกราวนด์” จริงๆ ทั้งในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงเวลานี้ และปะติดปะต่อเรื่องราวมันก็น่าจะได้คำตอบสนับสนุนคำพูดข้างต้นของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ทำไมถึง “ไม่คิดจะร่วมงาน (กับพรรคเพื่อไทย) อยู่แล้ว”
และเมื่อพิจารณาจากคำพูดยาวๆ ของเขาแบบต่อเนื่องที่ว่า “ก็ไม่ได้คิดจะไปร่วมอยู่แล้ว เราทำอนาคตตามหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด มั่นใจว่า ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย แสดงให้ประชาชนเห็นว่า นโยบายต่างๆ ของพรรคภูมิใจไทยเราพูดแล้วทำ ตามสโลแกนพรรคเป็นผลงานที่ประจักษ์ชัด เรากล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์หรือต่อต้านอย่างไร แต่เราเชื่อมั่นว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย เป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ และสิ่งที่เป็นข้อกังวลก็มีหนทางในการแก้ไขในทุกประเด็นอยู่แล้ว”
แต่ก่อนจะว่ากันในรายละเอียดถัดไป ก็ต้องย้อนกลับมาพิจารณาถึงต้นเหตุที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องเผชิญหน้ากันมากขึ้น เริ่มจากแบ็กกราวนด์ในอดีต และหากรับรู้ว่า “ครอบครัวชิดชอบ มีบทบาทสำคัญในพรรคภูมิใจไทย ไม่น้อยไปกว่าชาญวีรกูล ของ นายอนุทิน” ก็ต้องย้อนเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ นายเนวิน ชิดชอบ นำพลพรรคแยกตัวมาตั้งพรรคใหม่ และ “เปลี่ยนขั้ว” มาสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี จนเชื่อว่า ในครั้งนั้นน่าจะสร้างรอยแค้นให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร ที่เข้าใจว่าเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทย มาตลอด
ถัดมาก็หลังจากการเลือกตั้งคราวที่แล้ว เมื่อปี 2562 ที่พรรคภูมิใจไทย ไปจับมือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคพลังประชารัฐ เรียกว่า ซ้ำเข้าไปอีก ขณะเดียวกัน หลังจากนั้น ก็มีรายการ “ดูด” และสัมพันธ์กับการเกิดกรณี “งูเห่า” มาอย่างต่อเนื่อง และงูเห่าที่ว่านั้น ก็มักจะอยู่ในพรรคเพื่อไทยมาตลอด
และเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อราวเดือนที่แล้ว ที่มีวาทกรรมคำพูดที่ว่า “ไล่หนู ตีงูเห่า” เป็นมหกรรมที่เกิดขึ้นในนามของ “ครอบครัวเพื่อไทย” ที่นำโดย “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กของนายทักษิณ ชินวัตร ยกขบวนเป็นคณะใหญ่ ไปถล่มพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดศรีสะเกษ หลังจากที่เกิดการย้ายพรรคของ ส.ส. รวมไปถึงนักการเมืองประเภท “บ้านใหญ่” จากพรรคเพื่อไทย เข้ามาสังกัดพรรคภูมิใจไทย แบบยกจังหวัด และยังมีกรณีแบบเดียวกันอีกหลายจังหวัด ชนิดที่สร้างผลกระทบทางการเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ในภาคอีสานอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ด้วยนโยบาย “กัญชาเสรี” ที่ผลักดันโดยพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังสร้างความสั่นสะเทือนในเวลานี้ ก็ย่อมมีผลทางการเมืองในภาพใหญ่อีกด้วย เพราะเมื่อพิจารณาจาก “อีสานโพล” ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ระบุถึงพรรคภูมิใจไทยว่า “ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในภาคอีสาน” มันก็ย่อมเห็นภาพชัดเจนว่า จะเกิดอะไรขึ้นในการเลือกตั้งคราวหน้า
ทำให้กลายเป็นว่า เวลานี้พรรคภูมิใจไทยจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญในสนามเลือกตั้งภาคอีสาน อาจจะดับฝันแผนการ “แลนด์สไลด์” ในอนาคต เพราะอย่างที่รู้กันดีพื้นที่ภาคอีสานจะเป็นฐานเสียงสำคัญสำหรับจำนวน ส.ส.ในสภา จนสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และอำนาจรัฐตามมา
และอย่าได้แปลกใจที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลที่กำลัง “ซักฟอก” อยู่ในเวลานี้ ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย กำลังพุ่งเป้าโจมตี นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นเป้าหมายหลักแล้ว ก็ยังมีรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ที่อยู่ในเป้าหมายสำคัญตามที่ประกาศเอาไว้ว่า “เด็ดหัวนั่งร้าน” ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ถูกถล่มอย่างหนักเหมือนกัน ในเรื่องนโยบายกัญชา และเรื่องการแก้ปัญหาโรคระบาดโควิด-19
จากบรรยากาศและความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาทั้งหมด ก็พอมองเห็นแล้วว่าอะไรเป็นอะไร และทำไมทำให้ทั้งสองพรรคต้องกลายเป็นคู่ขับเคี่ยวกันในเวลานี้ และต่อเนื่องไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “ขี้หมากองเดียว” ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่เคยปรามาสเรื่องวัคซีนโควิดก่อนหน้านี้ มาจนถึงนโยบายกัญชา เรื่อง “งูเห่า” และล่าสุด นายอนุทิน ประกาศว่า “ไม่คิดร่วมงาน” กับพรรคเพื่อไทย มันก็เห็นภาพชัด เมื่อย้อนไปพิจารณาที่มาที่ไป
เมื่อเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการ “เด็ดหัวนั่งร้าน” อย่างพรรคภูมิใจไทย และการประกาศไม่ร่วมงานในวันหน้า มันก็จะส่งผลไปถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่จะแบ่งการเมืองเป็น “สองขั้ว” ชัดเจนขึ้น โดยพรรคภูมิใจไทย หากไม่ร่วมกับพรรคเพื่อไทยแล้วมันก็ต้องจับมือเป็นพันธมิตรกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม รวมทั้งกลุ่ม “สาม ป.” ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหลัก
แม้ว่าขั้วฝั่งเพื่อไทยที่เวลานี้ยังไม่ชัดว่าจะจับมือกับใคร เพราะพรรคก้าวไกล ที่เหมือนว่าเป็น “คู่แข่ง” ที่มองว่าไปด้วยกันยาก แต่ก็สามารถอธิบายได้ว่า มีพรรคเพื่อไทยเป็นตัวยืนก็แล้วกัน
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากท่าทีและความเคลื่อนไหวทางการเมืองในเวลานี้ และต่อเนื่องไปถึงอนาคต มันก็จะเห็นภาพชัดเจนในภาพของ “สองขั้วการเมือง” และการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างขั้วเพื่อไทย และอีกขั้วหนึ่งมีพรรคภูมิใจไทย ซึ่งก็น่าจะเป็นพลังประชารัฐ และกลุ่ม “สาม ป.” แม้ว่าการเมืองไม่มีอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่นาทีนี้มันก็เริ่มชัดมากขึ้น !!


