xs
xsm
sm
md
lg

กันผิด ม.157 “คำนูณ” แนะแก้ประกาศ สธ.16 มิ.ย.ยึดตาม ม.46 กม.ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย จะใช้กัญชาทำอะไรต้องขออนุญาต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ส.ว.คำนูณ” แนะแก้ประกาศ สธ. 16 มิ.ย. ที่ให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ตาม พ.ร.บ.ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย 2542 แต่เสี่ยงทำผิด ม.157 เพราะเป็นการอนุญาตรวมให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ทั้งที่กฎหมายให้อนุญาตเป็นรายๆ ชี้ต้องทำตาม ม.46 จะใช้กัญชาทำอะไรต้องขออนุญาต

วันนี้ (21 ก.ค.) นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับสถานการณ์กัญชา ในหัวข้อ “เสี่ยงผิด 157 สธ.ต้องเร่งแก้ประกาศ 16 มิถุนา” โดยมีเนื้อหาระบุว่าการควบคุมกัญชาสามารถทำได้เต็มที่ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่ได้ทำ

สภาพ ‘เสรี’ และ ‘สุญญากาศ’ หรือภาษาที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน คือ Legal gab ของกัญชา เคยมีอยู่จริง แต่เป็นช่วงสั้นๆ แค่ 8 วัน

ระหว่างวันที่ 9-16 มิถุนายน 2565

เท่านั้น !

เนื่องจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ไม่มีชื่อกัญชาอยู่อีกต่อไป มีผลใช้บังคับในวันที่ 9 มิถุนายน 2565

แต่นับจากวันที่ 17 มิถุนายน 2556 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 มีผลใช้บังคับ กัญชาก็มีสถานภาพใหม่เป็น…

“สมุนไพรควบคุม”

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สันนิษฐานได้ไม่ยากว่าเพราะพลันที่เกิดสภาพ ‘เสรี’ แบบช็อคซีเนม่า สังคมและโดยเฉพาะแพทย์และสื่อก็พูดถึงด้านลบของกัญชาเสรีกันอย่างอึงมี่ กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจึงหันไปหยิบพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ขึ้นมาใช้ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างรอการพิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชากัญชง พ.ศ. … เพื่อให้สังคมสบายใจว่าในระหว่างรอการพิจารณาร่างกฎหมายจากรัฐสภา ก็จะมีการควบคุมกัญชา และคุ้มครองเด็ก เยาวชน สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร ผ่านกฎหมายที่มีอยู่ตั้งแต่ปี 2542 ได้

นี่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้ากันมาก่อน

โดยที่กฎหมายฉบับนี้ที่ผ่านมามีการใช้น้อยมาก ที่ผ่านมา 23 ปีมีการประกาศ ‘สมุนไพรควบคุม’ เพียงชนิดเดียวเมื่อปี 2559

วัตถุประสงค์หลักก็ไม่ตรงกับกรณีกัญชาที่จะนำมาปรับใช้เสียทีเดียว

จึงทำให้มีการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันแม้ในแวดวงกระทรวงสาธารณสุขเอง

กฎเกณฑ์ใน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 มีมาก และครอบคลุมแทบทุกด้าน

ขอโฟกัสเฉพาะมาตรา 46

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้การกระทำกิจกรรมใดๆ แทบทุกอย่างต่อสมุนไพรควบคุมทุกชนิด (และ ‘ทุกส่วน’) ต้อง ‘ขออนุญาต’ และมี ‘ใบอนุญาต’ ก่อนจึงจะทำได้

“ห้ามมิให้ผู้ใดศึกษาวิจัยหรือส่งออกสมุนไพรควบคุม หรือจำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า เว้นจะได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต”

เน้นๆ นะครับ

“ศึกษาวิจัย”
“ส่งออก”
“จำหน่าย”
“แปรรูปเพื่อการค้า”

ครอบคลุมแทบทุกกิจกรรม

ขออนุญาตจากใคร ขั้นตอนอย่างไร อ่านมาตรา 46 มีรายละเอียดระบุไว้ในกฎกระทรวง

“กฎกระทรวง การอนุญาตให้ศึกษาวิจัยหรือส่งออกสมุนไพรควบคุม หรือจำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า พ.ศ. 2559”

ในขั้นนี้รู้หลักๆ แต่เพียงว่า ผู้ใดก็ตามจะกระทำกิจการใด ๆ เกี่ยวกับกัญชา ต้องไปขออนุญาตเป็นราย ๆ จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข หรือถ้าอยู่ในต่างจังหวัดก็ไปขออนุญาตจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด

ใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี

ถ้าไม่ปฏิบัติตาม หมายถึงกระทำกิจการใดๆ ไปโดยไม่ได้ไปขออนุญาตและมีใบอนุญาตก่อน มีโทษทางอาญาตามมาตรา 78 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน

จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พวกที่ตั้งแผงขาย หรือเปิดร้านขาย หรือแปรรูปมาผสมในอาหารหรือน้ำดื่ม ด้วยเชื่อว่าทำได้โดย ‘เสรี’ ในมุมมองของผม และในมุมมองล่าสุดของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ถือว่าผิดกฎหมายทั้งนั้น!

ข้อกำหนดที่ต้องให้ผู้ประกอบการต้อง ‘ขออนุญาต’ ตามมาตรา 46 นี้เองที่จะทำให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถกำหนดนโยบายและเงื่อนไขต่างๆ ขึ้นมาเป็นกรอบได้

แต่ไม่ว่าจะเพราะเกรงว่าการอนุญาตเป็นรายๆ จะสร้างความโกลาหลอลม่าน และไม่สะท้อนนโยบายปลดปล่อยกัญชาเท่าที่ควร หรือจะเพราะเหตุอื่นใดก็ตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 กลับย้อนแย้งกับมาตรา 46

ข้อ 2, 3 และ 4 ที่ขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า ‘อนุญาต’ นั่นแหละ

โดยในข้อ 2 ระบุว่า…

“อนุญาตให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไปสามารถครอบครอง ใช้ประโยชน์ ดูแล เก็บรักษา ขนย้าย จำหน่ายสมุนไพรควบคุมตามข้อ 1 ได้ ยกเว้นการกระทำ ดังต่อไปนี้

“(1) การใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะโดยการสูบ

“(2) การใช้ประโยชน์กับสตรีมีครรภ์หรือสตรีให้นมบุตร

“(3) การจำหน่ายให้กับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปี สตรีมีครรภ์ หรือสตรีให้นมบุตร”

ข้อ 3 และ 4 เป็นเรื่อง ‘อนุญาต’ ทางการแพทย์และการรักษาพยาบาล

กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงหลังจากออกประกาศว่านี่คือการออกประกาศอนุญาตให้กับบุคคลทุกคนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปกระทำกิจกรรมเกี่ยวกับกัญชาได้ โดยมีข้อยกเว้น 3-4 ประการ

พูดง่ายๆ ว่าเป็น ‘อนุญาตรวม’ !

ทั้งๆ ที่เห็นได้ชัดเจนว่าตามมาตรา 46 นั้น การอนุญาตมีกฎเกณฑ์กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ไม่ใช่อำนาจรัฐมนตรี และไม่ได้มีข้อความตรงไหนเปิดช่องให้มีการอนุญาตรวมได้

มาตรา 46 พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายแม่

มีกฎหมายลูกเป็นกฎกระทรวงปี 2559 กำหนดขั้นตอนปฏิบัติในรายละเอียดไว้ชัดเจน

จะใช้ประกาศกระทรวงซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองมา overrule กฎหมายแม่ได้หรือไม่ ?

ผมเคยให้ความเห็นส่วนตัวไว้แล้วว่าทำไม่ได้ !

ในเมื่อวันนี้ กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เห็นว่าจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 46 อย่างเคร่งครัด

ทั้งที่ปรากฏในเอกสารแถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565 ย่อหน้าที่ 3

ทั้งในการให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกต่อรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์เช้าวันที่ 20 กรกฎาคม 2565

ถึงขนาดระบุว่าจะส่งนิติกรออกไปตรวจสถานที่ต่าง ๆ ที่มีการจำหน่ายกัญชาในรูปแบบต่าง ๆ กัน และดำเนินการจับกุม

ทำไปเถอะครับ

ผมเชื่อว่าเดินมาถูกต้องและถูกทางแล้ว

โดยต้องแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายตามแนวทางมาตรา 46 นี้ด้วย

แต่ถ้าจะเดินแนวทางนี้ ที่ต้องไม่ลืมทำอีกอย่างหนึ่งคือ…

ต้องแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 โดยเร็ว

ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาในข้อ 2, 3 และ 4 เสียใหม่ !

แก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย

เพื่อไม่ให้เป็นการ ‘อนุญาตรวม’ ที่ขัดต่อมาตรา 46 และไม่มีกฎหมายรองรับ

เพราะไม่อย่างนั้น ผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 46 จะมีข้อต่อสู้ได้ว่าเขาเข้าใจว่าได้รับอนุญาตรวมเป็นการทั่วไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข 16 มิถุนายน 2565 ข้อ 2 แล้ว

และที่หนักไปกว่านั้น

ยังเสี่ยงต่อการที่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 จะถูกกล่าวหาว่าอาจเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้

แก้ไขเสียเถอะครับ