เมืองไทย 360 องศา
หากจะมองว่า วันๆ ไม่คิดทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสำหรับสองคู่หูอย่าง นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นอกจากคิดแต่เรื่องดิสเครดิต ทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดเวลา ก็มองอย่างนั้นได้เหมือนกัน
เพราะล่าสุดก็ไม่ต้องอ้อมค้อม เมื่อ นายปิยบุตร ที่เวลานี้ยังอยู่ที่ฝรั่งเศส ก็โพสต์ปลุกเร้าพวกเด็กๆ เยาวชน นักศึกษาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ปลุกเร้าให้มีการ “ปฏิรูปแบบปฏิวัติ” และว่า หากข้อเรียกร้องของพวกเขายังไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะนำไปสู่ “ความรุนแรง” ในที่สุด ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายใน 5 แนวทาง ที่เขาเสนอขึ้นมาสำหรับการ “ขุดรากถอนโคน” สถาบันฯในที่สุด หากข้อเสนอไม่ได้รับการตอบสนอง
ขณะที่อีกคนคือ นายธนาธร ที่เวลานี้ก็ยังอยู่ต่างประเทศ แม้จะไม่ปรากฏปลายทางแน่ชัด แต่เส้นทางที่ออกจากประเทศไทย ไปดูไบ ไปเจนีวา สวิส ส่วนจะไปเจอกันที่ไหนหรือไม่อย่างไร ก็คงไม่เป็นไร เพราะทุกอย่างมีอิสระเสรีอยู่แล้ว
จะเรียกว่า “เพ้อเจ้อ” เพ้อฝันอยู่แต่ในตำราโดยไม่ได้มองโลกในความเป็นจริง และสถานการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในยุคกลางของฝรั่งเศส ที่ชนชั้นสูงกระทำย่ำยีและเอาเปรียบบีบคั้นกดดันจนทนไม่ไหว
อีกด้านหนึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นว่า คนพวกนี้โดยเฉพาะนายปิยบุตร และนายธนาธร มองแต่โลกในจินตนาการของตัวเอง ว่า ถึงเวลานี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ในเบื้องต้นจะพยายามเสนอว่าเป็นการ “ปฏิรูป” ก็ตาม แต่หากพิจารณากันตามความเป็นจริง และความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องมองให้ซับซ้อนก็ยังต้องการให้ “สถาบันพระมหากษัตริย์” คงอยู่ต่อไป
และที่สำคัญ สถาบันฯในเวลานี้จะว่าไปแล้วก็มีการ “ปรับตัว” ลงมาใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้นในแบบที่ “ไม่เคยเห็นมาก่อน” มีการสื่อสารกับประชาชนอย่างใกล้ชิด และทางตรง โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ก็จะได้เห็นการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรม ทั้งพระราชทานความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การแพทย์ ตั้งโรงครัวสารพัดถึงมือประชาชนผู้เดือดร้อนในทุกรูปแบบโดยตรง
แน่นอนว่า สำหรับการปลุกระดมที่พุ่งเป้าไปที่บรรดา นักศึกษา ซึ่งเป็นเด็กเยาวชนที่มีอารมณ์พลุ่งพล่านรุ่มร้อนจากตำรา หรือแบบที่ว่า “ร้อนวิชา” แต่ไร้ประสบการณ์จริง ซึ่งลักษณะอารมณ์แบบนี้มันก็เกิดกับเยาวชนและนักศึกษามาทุกยุคสมัย เพียงแต่ว่าการแสดงออกจะแตกกันไปแล้วแต่สถานการณ์บีบคั้นในแต่ละยุค
เช่น ในยุคคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม “ยุค 6 ตุลาฯ 19” ในยุคเผด็จการเต็มรูปแบบ ต้องหนีเข้าป่า แต่ในที่สุดแล้วเมื่อไปเจอกับ “ความจริง” เจอความลำบากในป่ากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มันก็ทำให้หลายคนที่เคยอยู่ในเมือง มีความสะดวกสบายมากกว่า หลายคนก็ทนไม่ได้ “อุดมการณ์” ที่เคยมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในตำรา นานไป หรือมีอายุมากขึ้นก็เริ่มจืดจางลง หรือบางคนพออายุมากขึ้นเวลานี้ก็กลายเป็นพวก “ทุนนิยม” ขูดรีดไปเสียอีก
อย่างไรก็ดี การต่อสู้เพื่อสังคม การเคลื่อนไหวเพื่ออุดมคติบางครั้งไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่การ “ยุยง” อยู่ข้างหลัง หรือคอยปลุกระดมให้ “เด็กๆ” ออกมาติดคุกแทนตัวเอง เพื่อสนองอารมณ์และ “ความอยาก” ส่วนตัวก็สมควรถูกประณาม เพราะในที่สุดแล้วคนที่เดือดร้อนจริงๆ กลับกลายเป็นคนอื่น เป็นสังคมที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย แตกแยกเหมือนกับเวลานี้
หลายคนมองเห็นว่า การเคลื่อนไหวปลุกระดมให้มีการชุมนุมในวันที่ 7 สิงหาคม ของกลุ่ม “สามนิ้ว” ที่ประกาศว่า จะ “บุกพระราชวัง” แม้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ยังไม่รู้ เพราะยังไม่ถึงเวลา ยังไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อพิจารณาจากการโพสต์ และการเคลื่อนไหวของสองคนดังกล่าว ทั้ง นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เวลานี้เคลื่อนไหวในต่างประเทศ ทุกอย่างมันสอดคล้องกัน
เพราะอีกด้านหนึ่งมันทำให้เกิดความเคลื่อนไหวต่อต้านของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการปกป้องสถาบันฯ และยังมี “พลังเงียบ” ที่ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่อยากให้มีการ “จาบจ้วง” ซึ่งบางครั้งขีดความอดทนก็มีจำกัด ทำให้มีความเสี่ยงทำให้เกิดบานปลาย
สำหรับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีคดีทุจริต ที่เริ่มเคลื่อนไหวถี่ยิบโดยฉวยโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กำลังถูกกระหน่ำจากโรคระบาดระลอกใหม่ ซึ่งบังเอิญมาสอดคล้องกับสารพัดม็อบที่เป็น “เครือข่ายลูกน้องเก่า” ผสมโรงกันเข้ามา
แต่อีกด้านหนึ่ง เชื่อหรือไม่ว่า ยิ่งพวกเขา อันหมายถึง นายทักษิณ ชินวัตร นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคลื่อนไหวในสถานการณ์แบบนี้ มันไม่มีทาง “โค่น” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงไปได้เลย ตรงกันข้ามกลับยิ่งสร้างความมั่นคงให้กับเขามากกว่าเดิม และยิ่งไปโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ มันก็ยิ่งขาดแนวร่วม และที่สำคัญ บรรดาเด็กๆ ก็ต้องถูกดำเนินคดีโดยตรงแบบไม่มีทางเลี่ยง ถูกถอนประกันนอนคุกยาว !!


