xs
xsm
sm
md
lg

ผ่าง! ..10 ใน 14 คนที่เข้ารอบสรรหา “กสทช.” ส่อว่าขาดคุณสมบัติ พิรุธเลือกตาม “ใบสั่ง” ** รู้จัก “พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำเมียนมาคนใหม่ ที่ผูกพันใกล้ชิดผู้นำทางทหารของไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์







ข่าวปนคน คนปนข่าว

**ผ่าง! ..10 ใน 14 คนที่เข้ารอบสรรหา “กสทช.” ส่อว่าขาดคุณสมบัติ พิรุธเลือกตาม “ใบสั่ง” ผู้มีอำนาจเดินเกมเอื้อประโยชน์ “บิ๊กดีล” ??

หลังจากรายขื่อผู้ผ่านเข้ารอบมีสิทธิ์ที่จะได้เป็น “กรรมการ กสทช.” ชุดใหม่ ถูกประกาศออกมาก็เป็นที่สงสัยเคลือบแคลงวิจารณ์กันในวงการโทรคมนาคมเป็นอย่างมากว่า คนที่ได้เข้ารอบ14 ราย จากผู้สมัคร 80 คน จะเข้าไปชิงดำให้เหลือ 7 คนนั้น มีคุณสมบัติเหมาะสมแล้วหรือ ?

ว่าแล้ว “พล.ต.สุพิชาติ เสนานุรักษ์” ข้าราชการบำนาญ กองทัพบก หนึ่งในผู้สมัครด้านกฎหมายที่ตกรอบ ก็เข้ายื่นหนังสือถึง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานวุฒิสภา ว่าด้วยเรื่อง ผู้สมัคร กสทช. ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
เรื่องนี้ไม่ธรรมดา เหตุเพราะ “พล.ต.สุพิชาติ” เห็นว่า การคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา กสทช. น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผู้สมัครหลายรายเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 7 และ มาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) มิหนำซ้ำ มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับคณะกรรมการสรรหา โดยมีประโยชน์ได้เสีย หรือทับซ้อนกัน
เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ากันในหมู่ผู้สมัครด้วยกันว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มี “ธงนำ” หรือ “โผ” ไว้แล้วว่ามีใครบ้าง พอแสดงวิสัยทัศน์ ก็ถามนำให้ผู้สมัครคนที่ตนเองมีรายชื่อตามโผมาแล้วตอบคำถามที่เอื้อประโยชน์ต่อตัวผู้สมัครคนนั้นๆ เรียกว่า ผลักดันกันออกนอกหน้าอย่างไม่เกรงใจใคร

พล.ต.สุพิชาติ เสนานุรักษ์
ที่เห็นได้ชัดเจน ไล่เรียงไปตั้งแต่ผู้ผ่านเข้ารอบ ด้านโทรคมนาคม “กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ” อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (วศ.บ.) จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ เจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจร.) และได้ไปเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ และบริหารธุรกิจที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยเป็นผู้ผ่านการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. ในรอบ 14 คน ปี 2561 แต่ถูกมาตรา 44 ล้มกระดานยกเลิกมาแล้ว
และมีข้อมูลปรากฏในประวัติในการสมัครเข้ารับการสรรหา กสทช. ว่า “กิตติศักดิ์” ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านโทรคมนาคมให้แก่ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ภายหลังจากที่ได้ออกจาก กสท โทรคมนาคม แล้ว และข้อเท็จจริงปรากฏว่า บุคคลผู้นี้ได้ทำงานด้านกิจการโทรคมนาคม รวมแล้วไม่ถึง 10 ปี และไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญประสบการณ์และผลงานด้านโทรคมนาคม ตามที่ลงสมัครแต่อย่างใด จึงถือได้ว่าเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติ
ขณะที่ ด้านวิศวกรรม ผู้ที่ถูกเลือกอย่าง “สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์” รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่ไม่เคยปฏิบัติงานด้านโทรคมนาคมมาก่อนเลย จึงเป็นผู้ไม่มีความเชี่ยวชาญประสบการณ์ และผลงานด้านโทรคมนาคมตามที่ลงสมัครอีกเหมือนกัน
อีกคน “อานนท์ ทับเที่ยง” ประธานสาขาการจัดการธุรกิจดิจิทัลประธานสาขาการจัดการโทรคมนาคมและบรอดคาสติ้ง อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยถูกคณะกรรมการบริหารของทีโอที มีมติเลิกจ้างให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที เนื่องจากมีวิธีการทำงานไม่สอดคล้องเหมาะสมไปกันไม่ได้กับบอร์ดบริหารของทีโอที เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาปรากฏว่า การบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพไม่สนองตอบนโยบายของบอร์ดทำให้ทีโอทีเสียหายไม่สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายอื่นได้ โดยเฉพาะทำให้โครงการ 3G ทั่วประเทศล่าช้าไม่สามารถเปิดให้บริการได้ทันตามกำหนดเวลาได้ ทำให้รัฐต้องเสียประโยชน์เป็นอย่างมากจึงมีมติเลิกจ้างให้ “อานนท์” พ้นจากตำแหน่ง
เมื่อเป็นบุคคลที่เคยต้องพ้นจากตำแหน่งผู้บริหาร บริษัทมหาชน เพราะเหตุขาดความเหมาะสม จึงทำให้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม

 อานนท์ ทับเที่ยง - กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ
ด้านกฎหมาย “ร.ท.ดร. ธนกฤษฎ์ เอกโยคยะ” เป็นนักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ สำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า บุคคลผู้นี้มีตำแหน่งเทียบได้กับข้าราชการพลเรือน ในระดับ 8 เท่านั้น ซึ่งถือว่ามิใช่รองหัวหน้าหน่วยงานใดๆ จึงเห็นได้ว่าเป็นบุคคลผู้ที่ขาดคุณสมบัติ ตาม มาตรา 14/2(1) กล่าวคือเป็นหรือเคยเป็นข้าราชการพลเรือนพนักงานในหน่วยงานอื่นของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป หรือรองหัวหน้าหน่วยงานอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลหรือรัฐวิสาหกิจ
ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หรือส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือ “พล.ต.ท.เกียรติพงศ์ ขาวสำอางค์” อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากการตรวจสอบกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ระบุข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 ว่าบุคคลผู้นี้เป็นกรรมการ บริษัท เซเว่น ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคมได้มีการจดทะเบียน บริษัท 3 พีอินโฟเซอร์วิส จำกัด เป็นบริษัทย่อยของบริษัท เซเว่น ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด ที่ถือหุ้นผ่านบริษัท เทเลแม็กซ์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น 70% เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ได้เคยเข้าร่วมการประมูลโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงชายขอบ (ยูโซ่เน็ต) เฟส 2 ของสำนักงาน กสทช. ที่เปิดประมูลเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 จำนวน 7 สัญญา ซึ่งบริษัทย่อยของ บริษัท เซเว่น ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ ที่บุคคลผู้นี้เป็นกรรมการเข้าร่วมประมูล 1 สัญญา มูลค่าราว 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันยังเป็นนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมอยู่ โดยถือหุ้นผ่านบริษัทลูกคือ บริษัท อินฟอร์เมติกส์พลัส จำกัด และ บริษัท เอ็มโซลูชั่น จำกัด โดยประกอบธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี จึงถือได้ว่าบุคคลผู้นี้เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามอย่างชัดเจน
เรียกว่า กางคุณสมบัติกัน 5 คน ที่ผ่านเข้ารอบมาใน 4 ด้าน จากทั้งหมด 7 ด้าน ก็ตุ้มๆ ต้อมๆ ว่า ขาดคุณสมบัติกันไปกว่าครึ่ง ??
นั่นเป็นแค่หนังตัวอย่าง ทีเด็ดไปกว่านี้ “พล.ต.สุพิชาติ” กล่าวว่า หลังจากยื่นหนังสือในครั้งนี้แล้ว ภายในสัปดาห์หน้า จะรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติของผู้สมัคร 10 จาก 14 คน ต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้ทุเลาการสรรหา กสทช.ไปก่อน
เนื่องเพราะ กสทช. เป็นองค์กรที่ดูแลทรัพย์และผลประโยชน์ของชาติมหาศาลหลายแสนล้าน คนที่เข้ามาเป็น “กรรมการ” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด หมากเกมนี้จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ
จับตากันให้ดีๆ เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างดังกันเหลือเกินว่า สรรหาครั้งนี้ กลิ่นตุๆ ที่คณะกรรมการสรรหา หลับหูหลับตาเลือกคนที่ขาดคุณสมบัติเพราะมี “ใบสั่ง” และ เป็นเรื่องของ “ผู้มีอำนาจ” ประสานเสริมกับ “นายทุน” หวังรวบอำนาจ กสทช.มาอยู่ในกำมือ เพื่อบันดาลผลประโยชน์ให้พวกพ้อง ที่ว่ากันว่ามี “บิ๊กดีล” รออยู่หลายโปรเจกต์

พล.ต.ท.เกียรติพงศ์ ขาวสำอางค์ - ร.ท.ดร. ธนกฤษฎ์ เอกโยคยะ
รวมไปถึง “บริษัทเอกชน“ที่กำลังตกเป็นข่าวฟ้องร้องคดีให้ กสทช.จ่ายเยียวยาเพิ่มเป็นหลัก “หมื่นล้าน” ซึ่งก็บังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อว่า ในผู้สมัคร 14 รายที่ผ่านเข้ารอบ มีหลายคนที่เคยมีสัมพันธ์กับเอกชนรายนี้ ไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม
ข้อมูลวงในตอนนี้ เห็นว่า มีข้อมูลถูกเก็บงำไว้อีกเป็นพะเรอเกวียน กำลังรอเปิดออกมาให้สังคมได้เห็นถึงความอหังกาของ “ขบวนการ” ตามล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าที่ กสทช.
ใครอยู่เบื้องหลัง ตัวละครคีย์แมนเรื่องนี้มีใครบ้าง ปูเสื่อรอไว้ล่วงหน้าได้ คงได้ว่ากันเป็นซีรีส์
แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น งานนี้ ก็ต้องลุ้นระทึกกันก่อนละว่า เมื่อมีหน่วยกล้าตาย หมูเขาจะหามเอาคานมาสอด ยื่นจับผิดกันในเรื่องคุณสมบัติกันแบบนี้ ด่านนี้ผ่านได้ แต่ไปถึงรอบชิง วุฒิสภาจะคว่ำ หรือ ล้มกระดานกันซ้ำรอยปี 2561 หรือไม่... โปรดอย่ากะพริบตาเชียว !



** รู้จัก “พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำเมียนมาคนใหม่ ที่ผูกพันใกล้ชิดผู้นำทางทหารของไทย เป็นลูกบุญธรรม “ป๋าเปรม” ยึดมั่นในคำสอนว่า ประชาธิปไตยต้องเหมาะสมกับประเทศของตนเอง และ เราเกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน

อำนาจทางการเมืองในเมียนมา กลับเข้าอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารอีกครั้ง หลังจากกองทัพได้เข้าควบคุมตัว “อองซาน ซูจี” ผู้นำรัฐบาลโดยพฤตินัย ผู้นำพรรคผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) และประธานาธิบดี “อู วิน มินต์” รวมทั้งผู้นำระดับสูง ที่เป็นแกนนำคนสำคัญของพรรค NLD หลายคน เมื่อช่วงเช้ามืด วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา พร้อมทั้งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้ “พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ผบ.ทหารสูงสุด เมียนมา เป็นคนกุมอำนาจสูงสุด ก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ หลังจากพ้นสภาวะฉุกเฉินในอีก 1 ปีข้างหน้า
ทางกองทัพเมียนมาให้เหตุผลว่า เพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศ และเหตุจาก “กกต.เมียนมา” ร่วมมือกับรัฐบาลพลเรือนของ “ซูจี” โกงการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ส่งผลให้พรรค NLD คว้าชัยชนะเหนือพรรคการเมืองฝ่ายทหารอย่างถล่มทลาย เตรียมตั้งรัฐบาลใหม่ โดยกันทหารออกนอกวง...จึงเป็นที่มาของการยึดอำนาจครั้งนี้
วันนี้ ถือว่า “พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ได้กุมอำนาจทางการทหาร และการเมืองของเมียนมา อย่างเบ็ดเสร็จ

พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย มาเคารพศพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
“พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” เกิดเมื่อปี 2499 ที่เมืองทวาย ในครอบครัวของข้าราชการฝ่ายวิศวกรรมโยธา เข้าเรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง และเปลี่ยนมาศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร หลังจากจบการศึกษา ก็ได้ก้าวสู่ตำแหน่งทางการทหาร ในระดับต่างๆ อย่างรวดเร็ว เป็นผู้บัญชาการรัฐมอญ ผู้บัญชาการกรมทหารภาคสามเหลี่ยมในรัฐฉาน ผู้บัญชาการกองยุทธการพิเศษที่ 2 หน่วยบัญชาการทหารภาครัฐฉาน และรัฐกะเหรี่ยง และเสนาธิการร่วมกองทัพพม่า
ด้วยความที่เป็นผู้นำทางทหาร ที่มีความเฉลียวฉลาด ไหวพริบดี มีลูกล่อลูกชน เข้าตา “พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย” อดีตผู้นำและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ใช้อำนาจผ่าน “สภากองทัพ” หรือที่เรียกว่า “สล็อก” จึงได้รับการวางตัวเป็นทายาทสืบทอดตำแหน่ง ผบ.ทหารสูงสุด มาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน
“พล.อ.มิน อ่อง หล่าย” มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำทางทหารของไทยมาตั้งแต่ยุค รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ...มาเยือนไทยอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-เมียนมา (GBC) และมาในฐานะแขกของ ผบ.ทหารสูงสุด มาหลายยุค มีความสนิทสนมกับ “บิ๊กเจี้ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รวมทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ. เวลามาเจอกันก็จะทักทาย สวมกอดอย่างสนิทสนม
ในช่วงที่ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ ยุค คสช. “พล.อ.มิน อ่อง หล่าย” ก็มาเข้าพบ มาแสดงความยินดีถึงทำเนียบรัฐบาล และยังมาชอบมาเมืองไทยแบบส่วนตัว พาภรรยา และหลานๆ มาพักผ่อน ชอปปิ้ง
“พล.อ.มิน อ่อง หล่าย” มีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่บ้านสี่เสาฯ เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2555 รู้สึกประทับใจ รู้สึกเหมือนพ่อขอตนเอง จึงขอเป็นลูกบุญธรรมของป๋าเปรม และในระยะหลังเมื่อมาเมืองไทย ก็จะมาหาป๋าเปรม และมักจะมาในช่วงเดิอนสิงหาคม เพื่อมาอวยพรวันเกิดป๋าด้วย
เมื่อ “ป๋าเปรม” ถึงแก่อสัญกรรม พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ก็มาเคารพศพ ที่วัดเบญจมบพิตร และไปลงนามไว้อาลัย ที่วังสราญรมย์ บอกว่าเสียใจเหมือนสูญเสียบิดา
“พล.อ.มิน อ่อง หล่าย” บอกว่า “ป๋าเปรม” เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ทั้งการทหาร การเมือง และหลายๆ ด้านของประเทศไทย เวลาที่ได้พบกัน ท่านก็จะพูดคุยในเรื่องของประสบการณ์ดีๆ ของท่านให้ฟัง และจะมีคำแนะนำว่า สิ่งใดที่ดี ที่ควรทำ
คำสั่งสอนของ “ป๋าเปรม” ที่สำคัญ ที่ประทับใจ มี 2 เรื่อง คือ 1. ด้านการเมือง พูดถึงประชาธิปไตยก็จะต้องเป็นประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศของตนเอง และเรื่องที่ 2 ที่ “ป๋าเปรม” พูดอยู่เสมอว่า เราเกิดในแผ่นดินนี้ เราต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ถ้าใครไม่ตอบแทนคุณแผ่นดิน คนนั้นถือว่าเป็นคนทรยศต่อประเทศชาติ ...
ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ เชื่อว่า “พล.อ.มิน อ่อง หล่าย” จำขึ้นใจ และยึดมั่นเป็นอุดมการณ์ในการทำหน้าที่ผู้นำทางทหาร และผู้นำประเทศเรื่อยมา แน่นอนว่า การยึดอำนาจครั้งนี้ ที่ “พล.อ.มิน อ่อง หล่าย” ขอเวลาไม่นานแค่ 1 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพของประเทศ หลังจากนั้น จะมีการเลือกตั้ง ย่อมถูกหลายฝ่ายจับตาว่าจะเป็นจริงตามคำสัญญาหรือไม่