xs
xsm
sm
md
lg

ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง “สนธิ” เอาหัวเป็นประกันไม่มีวันม็อบฮ่องกงชนะจีน จะจบเมื่อไหร่ รอ “สีจิ้นผิง” ดีดนิ้ว ล้างแค้นตะวันตก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“สนธิ” เชื่อ “ม็อบฮ่องกง” จะยืดเยื้ออีกนาน เหตุกระแสคนรุ่นใหม่ไม่พอใจจีน แต่ขอเอาหัวเป็นประกัน ไม่มีวันฮ่องกงจะได้เป็นอิสระ เชื่อ “สี จิ้นผิง” รอเวลาให้ฮ่องกงเจ๊งไปเอง แล้วให้คนจีนเข้าไปเทกโอเวอร์ฮ่องกง พร้อมจัดระบบการศึกษาใหม่ ชำระล้างรากเหง้าของอังกฤษที่ฝังลึกมานาน



วันนี้ (25 ต.ค.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก “คุยทุกเรื่องกุับสนธิ” ในสไตล์ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง โดยวันนี้ ได้เล่าถึงการประท้วงในฮ่องกง ซึ่ง นายสนธิ เชื่อว่า จะยืดเยื้อต่อไป แม้ว่าจะมีการยกเลิกการเสนอกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปแล้ว แต่กระแสความไม่พอใจของคนฮ่องกงต่อคนจีนยังมีอยู่และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าตนเองเริ่มไม่มีอนาคต เพราะคนจีนเข้ามาสร้างปัญหา การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนทำให้ความเจริญ อุตสาหกรรมต่างๆ ได้ย้ายออกจากฮ่องกงไปอยู่เมืองต่างๆ ของจีน เช่น เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ จูไห่ ตงกวน ทำให้คนฮ่องกงหางานทำยากขึ้น ขณะเดียวกัน คนจีนที่มีเงินก็เข้ามากว้านซื้อตึก อพาร์ตเมนต์ ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยในฮ่องกงแพงขึ้น ขณะที่ความคิดของคนฮ่องกงจำนวนมาก ก็ยังมีอิทธิพลความคิดแบบอังกฤษอยู่ เนื่องจากผ่านระบบการศึกษาแบบอังกฤษมานาน การประท้วงกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน จึงเปลี่ยนมาเป็นการประท้วงคนจีน และต้องการแยกตัวออกจากประเทศจีนในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม นายสนธิ กล่าวว่า ฮ่องกงจะไม่มีวันชนะ ไม่มีวันที่จะแยกตัวออกจากจีนได้ เหมือนที่สื่อต่างประเทศ หรือคนที่หมกมุ่นกับวิถีทางประชาธิปไตยของตะวันตก บอกว่า จีนไม่มีทางที่จะทำอะไรฮ่องกงได้ เพราะประชาชนลุกฮือขึ้นมาแล้วในที่สุดประเทศจีนก็จะยอมตามฮ่องกง ไม่มีทาง ประเทศจีนไม่มีวันที่จะยอมให้ฮ่องกงได้รับชัยชนะ โดยคนที่ประท้วงเป็นอันขาด และจีนจะไม่แคร์นานาชาติ เพราะเขาทำเพื่อความมั่นคงของเขาเอง เพียงแต่ในช่วงนี้จีนอาจจะต้องการให้การประท้วงในฮ่องกงยืดเยื้อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดฮ่องกงอัมพาต ล่มสลายไปเอง หลังจากนั้น คนจีนก็เข้าไปกว้านซื้อที่ดิน ซื้อตึกในราคาถูก แล้วบริษัทห้างร้านของจีนแผ่นดินใหญ่ก็เข้ามาในฮ่องกง เป็นวิธีการที่ปล่อยให้มันวุ่นวาย แล้วให้ทุกอย่างที่ราคาเคยสูงตกมาในราคาต่ำๆ แล้วเข้ามากว้านซื้อ แม้กระทั่งธนาคารขนาดใหญ่อย่าง HSBC และ Standard Chartered ก็อาจะต้องขายกิจการ และคนที่จะเข้ามาซื้อก็ไม่พ้นจีน เพราะฉะนั้นฮ่องกงยิ่งเละเท่าไร จีนก็เข้ามาเทกโอเวอร์ฮ่องกงได้มากขึ้น จีนจึงไม่ได้กังวลกับการประท้วงในฮ่องกงเลย

ส่วนเหตุการณ์จะจบลงเมื่อไหร่นั้น นายสนธิ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จะเอาอย่างไร จะให้จบเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เมื่อเขาเห็นว่าจีนได้ประโยชน์มากที่สุด ขอให้ลืมไปเลยว่าจะมีประชาธิปไตยในฮ่องกง แล้วจีนก็จะเข้ามาเปลี่ยนระบบการศึกษาในฮ่องกงให้ไปในแนวทางเดียวกับจีน

“นี่คือการล้างแค้นของ สี จิ้นผิง ที่มีต่อตะวันตก ที่ใช้ฮ่องกง ยึดฮ่องกงไปนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ อังกฤษนี่ยังมีรากเหง้าอยู่ในฮ่องกงเยอะ เพราะฉะนั้นแล้ว ด้วยวิธีนี้วิธีเดียว ถึงสามารถจะล้าง ชำระล้างรากเหง้าของอังกฤษที่ฝังอยู่ในฮ่องกง” นายสนธิ กล่าว

คำต่อคำ : SONDHI TALK [25 ต.ค.2562] จีนจะทำอย่างไรกับวิกฤตม็อบฮ่องกง

สวัสดีครับท่านผู้ชมที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม อีกไม่กี่วันก็จะครบเดือนตุลาคม แล้วก็จะเริ่มต้นเดือนพฤศจิกายนแล้ว วันนี้ผมกลับมาตามคำเรียกร้องอย่างมากเลยที่ท่านผู้ชมมากมาย หลากหลาย ที่พยายามขอให้ผมพูดเรื่องฮ่องกง

ก่อนจะพูดเรื่องฮ่องกงนั้น มีเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่จะเรียนให้ท่านผู้ชมทราบ และอยากจะชวนท่านผู้ชมมาทำบุญกับพวกเราสักนิดหนึ่ง ในวันที่ 3 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ผม สนธิ ลิ้มทองกุล และสถานีโทรทัศน์ News1 จะนำกองกฐินกองหนึ่งไปร่วมทำบุญทอดกฐิน และขอเชิญท่านผู้ชมร่วมทำบุญทอดกฐินสามัคคีเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรสืบไป

ในวันที่ 3 พฤศจิกายน เราจะทอดกฐินถวาย ณ วัดป่าภูแปก ญาณสัมปันโน บ้านกกบก ต.หนองงิ้ว อ.วังสะพุง จ.เลย ท่านผู้ชมสามารถจะร่วมทำบุญได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ News1 โทรศัพท์ 02-629-2948 และอีกเบอร์หนึ่งคือ 095-586-4741 ท่านผู้ชมอย่าลืมนะครับ มาร่วมกันทำบุญทอดกฐินที่วัดป่าภูแปก

ก่อนจะถึงเรื่องของฮ่องกงและจีนนั้น ก็ขอแสดงความยินดีที่ในที่สุดแล้ว คณะกรรมการสารพิษมีมติที่จะแบนสารพิษที่เราต่อสู้มาตลอด อันนี้ไม่ใช่ฝีมือของผม แต่เป็นการเริ่มต้นของพ่อแม่พี่น้องประชาชน และภาคประชาชนทั้งหลาย ตลอดจนที่ต้องให้เครดิตมากๆ คือ นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนคุณวิฑูรย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าและแกนนำของไบโอไทย ที่ต่อสู้เรื่องนี้มาตลอด และต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ไม่ว่าจะเป็น คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นหัวหอกในเรื่องนี้ เนื่องจากว่าแพทย์ทั้งหลายของกระทรวงสาธารณสุขทนไม่ไหวที่สารพิษนี้ได้คร่าชีวิตคนไปปีละหลายร้อย และหลายปีที่ผ่านก็เป็นหลายพันคน ตลอดจนต้องขอขอบคุณ คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ คุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และต้องขอบคุณเป็นพิเศษกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ คุณมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ที่เป็นหัวหอกในการต่อสู้ครั้งนี้

ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะของประชาชน ไม่ใช่เป็นชัยชนะของผู้ใดผู้หนึ่ง อะไรก็ตามที่เราทำเพื่อส่วนรวม แล้วส่วนรวมดีขึ้น ส่วนรวมไม่มีการล้มหายตายจาก จากสารพิษนี้ ผมถือว่าเป็นบุญกุศลที่พวกเราได้ทำกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเตือนสติพวกเรานิดหนึ่ง สั้นๆ ก็แล้วกัน ช่วง 2-3 วันนี้ ก็มีแต่เรื่องของตี๋ใส่แว่นหัวร้อน ผมก็มีข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ เราอย่าไปบ้าตามตี๋ใส่แว่นหัวร้อน เขาเป็นคนบ้า จิตไม่ปกติ แล้วทำไมพวกเราต้องแสดงความบ้าของเราไปด้วย ในการไปดูเขา จะไปด่าเขา ช่างมันเถอะครับ อย่าไปถือคนบ้า อย่าไปว่าคนเมา ก็เป็นเรื่องที่ต้องสงสารตัวเขา และต้องสงสารครอบครัวของเขาที่มีลูกที่มีจิตไม่ปกติแบบนี้ เรายิ่งแสดงออกมากเท่าไรในเรื่องนี้ จริงๆ แล้วมันก็เป็นการแสดงความบ้าของเราเหมือนกัน ผมคิดว่าระงับเรื่องนี้เอาไว้ก่อนดีกว่านะ ให้เขาเผชิญความทุกข์ทรมานจากการที่โดนสังคมรังเกียจเขามาตลอดนะ

ท่านผู้ชมครับ เรื่องฮ่องกง กับเรื่องจีนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ใช่พูดกันง่ายๆ วันนี้อาจจะต้องยาวสักนิด อาจจะเป็นการไลฟ์เฟซบุ๊กที่ยาวที่สุดตั้งแต่ผมเคยไลฟ์มา

ประการแรก ก่อนที่ท่านผู้ชมจะเข้าใจเรื่องอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น ทุกเรื่องให้จำเอาไว้ มันจะมีที่มาที่ไป ไม่มีเรื่องอะไรหรอกที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป และที่สำคัญที่สุด บางเรื่องนั้นที่มาที่ไปมันยาวนานเป็นประวัติศาสตร์เป็นร้อยๆ ปี เหมือนอย่างเรื่องฮ่องกงกับประเทศจีน อย่าเห็นว่า เพราะว่ามีคนฮ่องกงจำนวน 1-2 ล้านคน ออกมาประท้วง แล้วการประท้วงก็รุนแรงมากขึ้น หลายคนก็สงสัย หลายคนก็มองว่า อาจจะต้องไล่แคร์รี แลม ซึ่งเป็นผู้ว่าการฮ่องกงออกจากตำแหน่ง แต่วันนี้แคร์รี แลม กลับไม่ใช่ประเด็นสำคัญแล้ว ประเด็นสำคัญคือว่า ตอนนี้มีการต่อต้านและต่อสู้เพื่อปลดปล่อยฮ่องกงจากเงื้อมมือจีน เพื่อให้ฮ่องกงเป็นอิสรภาพ

ดูง่ายๆ ก็แล้วกัน มีการทำสำรวจประชากรในฮ่องกง โดยมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่มีชื่อเสียงที่สุดในฮ่องกง ถามคำถามง่ายๆ ว่าคุณคิดว่าคุณเป็นคนจีนหรือเปล่า ที่น่าสนใจคือ 75 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่ตอบแบบสอบถามนี้ หรือตอบคำถามให้กับผู้ที่ไปสอบถาม 75 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าเขาไม่ใช่คนจีน แต่เขาเป็นคนฮ่องกง มีที่มาที่ไปอย่างไร

ปัญหาฮ่องกง ในที่สุดแล้ว ผมเคยพูดไปแล้วครั้งหนึ่ง และหลายๆ ครั้งว่าในที่สุดแล้ว จีนก็ชนะ ทำไมจีนถึงจะต้องชนะ หลายคนที่เคยชินกับสื่อสารมวลชนทางตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น CNN ไม่ว่าจะเป็นรอยเตอร์ส หรือไม่ว่าจะเป็นไฟแนนเชียลไทมส์ หรือว่าหลายคนที่หมกมุ่นกับวิถีทางประชาธิปไตยของตะวันตก ก็บอกว่า ฮ่องกง จีนไม่มีทางที่จะทำอะไรได้ เพราะประชาชนลุกฮือขึ้นมา แล้วในที่สุดประเทศจีนก็จะยอมตามฮ่องกง ไม่มีทางครับ ชีวิตนี้ ผมเอาหัวเป็นประกัน ประเทศจีนไม่มีวันที่จะยอมให้ฮ่องกงได้รับชัยชนะโดยคนที่ประท้วงเป็นอันขาด

แต่ทำไมเรื่องราวการประท้วงครั้งนี้มันถึงยาวยืดมาตั้งนมตั้งนาน หลายเดือนแล้ว น่าจะมี 4-5 เดือนได้แล้ว และทำไมเรื่องไม่สงบเสียที แล้วทำไมมันถึงร้อนแรง และรุนแรงขึ้นมาทุกครั้งๆ และประเทศจีนทำไมถึงนิ่งเงียบ หลายๆ คนก็บอกว่าประเทศจีนไม่น่าจะนิ่งเงียบ จีนน่าจะวางแผนอะไรอยู่ จริงๆ จีนเขามีวางแผนอยู่แล้วครับ เขาใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว

แต่ก่อนเราจะเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องดูว่าประเทศจีนนี่ การวิเคราะห์ฮ่องกง โดยไม่วิเคราะห์ประเทศจีนนี่ไม่ได้ เราต้องวิเคราะห์เสียก่อนว่า ฮ่องกงในสายตาประเทศจีนเป็นอย่างไร ผมเคยพูดมานานแล้วว่า ความแตกต่างระหว่างฮ่องกับไต้หวัน แตกต่างกันอย่างไร

ฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ไต้หวัน ประเทศจีนก็ยืนยันว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนเช่นกัน แต่ความแตกต่างระหว่างฮ่องกงกับไต้หวันมีดังนี้ครับ อุปมาอุปไมย ฮ่องกงนั้นเปรียบเสมือนลูกสาวคนหนึ่งที่ถูกลักพาขโมยตัวไป ไปอยู่ข้างนอกถึง 99 ปี และถึงเวลาแล้วที่ลูกสาวจะถูกดึงตัวกลับบ้านมาสู่อ้อมอกของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นแล้ว ฮ่องกงก็คือลูกที่ถูกขโมยตัวไปจากการที่จีนถูกบังคับให้เซ็นสัญญาให้เช่าเกาะฮ่องกงเป็นเวลา 99 ปี และสัญญานั้นหมดอายุเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2540 หรือว่าปี ค.ศ.1997 ส่วนไต้หวันนั้นเปรียบเสมือนกับพี่น้องสองคน ก็คือประธานเหมา เจ๋อ ตุง และจอมพลเจียง ไค เช็ก ซึ่งประธานเหมา เจ๋อ ตุง นั้นเป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน หรือภาษาจีนกลางเขาเรียกกันว่า ก้ง ฉัน ตั่ง ส่วนเจียง ไค เช็ก นั้นเป็นหัวหน้าพรรคกั๋วหมินตั๋ง

พี่น้องสองคนนี้ทะเลาะกันในประเทศ ในบ้าน เสร็จเรียบร้อย พี่คนหนึ่ง ก็คือจอมพลเจียง ไค เช็ก สู้น้องชายไม่ได้ พี่ก็เลยหนีออกจากบ้าน ไปอยู่ที่เกาะไต้หวัน ไปตั้งรกราก ไปสร้างบ้านใหม่ที่นั่น ไปออกลูกออกหลานที่นั่น แล้วไปทำมาค้าขายในหมู่บ้านซึ่งเป็นโลกของเราทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นว่า สถานภาพระหว่างจีน-ไต้หวัน กับจีน-ฮ่องกง ไม่เหมือนกันเลย แต่จะไม่เหมือนกันอย่างไรก็ตาม จีนยืนยันเสมอว่า ทั้งสองแห่งนั้นเป็นอาณาเขตของประเทศจีน จะอย่างไรก็ตาม ต้องอยู่ในอาณัติของจีน จะแยกตัวเป็นอิสระไม่ได้

เรามาย้อนหลังกันสักนิดหนึ่ง สมัยราชวงศ์ชิง ก็ประมาณสมัยสองร้อยกว่าปีที่แล้ว ที่มีเรื่องมีราวขึ้นมา มันเกิดเหตุจากวันหนึ่งที่ประเทศอังกฤษเข้าไปยึดประเทศอินเดียด้วยอาวุธ แล้วปกครองอินเดียอยู่ แล้วในการยึดประเทศอินเดียนั้น ก็ตั้งบริษัทๆ หนึ่งขึ้นมาในประเทศอินเดีย ชื่อบริษัท อีสต์อินเดีย คอมปานี ลิมิเต็ด

ทีนี้ บริษัท อีสต์อินเดีย คอมปานี ลิมิเต็ด ใครเป็นเจ้าของ ที่แท้จริงคนที่เป็นเจ้าของคือชาวยิวที่อยู่ที่อังกฤษ ยิวที่อยู่ในอังกฤษและในยุโรปนั้น กำลังหมดสถานภาพ เพราะว่าถูกขับไล่ คนไม่พอใจที่ชาวยิวทำงานอยู่ในอังกฤษและค้าขายในอังกฤษ และเป็นคนที่ค่อนข้างจะเค็ม เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ไม่คำนึงถึงส่วนรวม

ท่านผู้ชม ถ้าท่านผู้ชมท่านใดที่เคยเรียนวรรณกรรมเชกสเปียร์ จะเห็นว่าแม้กระทั่งเชกสเปียร์ ซึ่งเป็นนักเขียนบทละครที่มีชื่อที่สุดในอังกฤษนั้น ยังเขียนถึงชาวยิวในอังกฤษในลักษณะที่ไม่ดีเลย บทละครนั้นถ้าท่านผู้ชมจำได้ คือเรื่อง เวนิสวาณิช หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า The Merchant of Venice ในเรื่องนี้สะท้อนภาพให้เห็นถึงความไร้ความปราณีของนายทุนชาวยิว เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเชกสเปียร์เกลียดคนยิวสมัยอังกฤษสมัยโบราณ ก็แสดงว่าคนยิวไม่ได้เป็นที่ต้อนรับ พวกนี้ก็เลยหาทางที่จะออกไปทำมาค้าขายนอกประเทศ พวกนี้เมื่อจะไปทำมาค้าขายนอกประเทศ วิธีง่ายๆ ก็คือไปเจรจาหรือส่งสัญญาณไปที่ผู้มีอำนาจในอังกฤษตอนนั้น ก็คือกษัตริย์อังกฤษ หรือพระราชินี อย่างเช่นควีนวิคตอเรีย อะไรทำนองนั้น เพื่อขอสัมปทานในการออกไป เพื่อทำมาค้าขายข้างนอก แต่ขอได้รับการปกป้องจากราชอาณาจักรอังกฤษ เพราะฉะนั้นแล้ว ชาวยิวพวกนี้ก็จะจัดตั้งกองเรือ หรือไปจัดตั้งบริษัท อย่างเช่นอีสต์อินเดีย

กองเรือนั้น ทหารที่อยู่ในกองเรือนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นทหารรับจ้าง โดยชาวยิวเป็นคนจ้างคนพวกนี้มา แล้วพวกนี้บางครั้งก็จะกระทำตนเป็นโจรสลัด ท่านผู้ชมทราบหรือไม่ว่าบริษัทอังกฤษใหญ่ๆ หลายบริษัทที่ตั้งอยู่ในฮ่องกงนั้น ถ้าเช็กประวัติให้ดี จะเห็นได้ชัดเลยว่าต้นตระกูลของเขาก็คือโจรสลัดนั่นเอง โจรสลัดที่ล่องเรืออยู่ในทะเลจีนตอนใต้ แล้วพึ่งพาอำนาจอิทธิพลของอังกฤษ เพื่อจะร่อนเร่มาแล้วก็ปล้นสะดมช่วงชิง ตลอดจนเข้าไปยึดพื้นที่หลายๆ พื้นที่ ซึ่งชนพื้นเมืองไม่มีทางที่จะสู้ทหารอังกฤษได้ ไม่มีทางที่จะสู้คนที่มีปืน และคนที่มีปืนใหญ่ คนพื้นเมืองพวกนี้ก็จะใช้หอก ใช้ธนู ใช้ดาบ ใช้โล่ ทุกอย่าง

คนพวกนี้ปัจจุบันนี้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัท ท่านผู้ชมรู้หรือเปล่าว่า บริษัทเช่น John Swire & Sons ที่มีชื่อมากในฮ่องกง แล้ว John Swire & Sons ตอนนี้ย้ายสำนักงานใหญ่จากฮ่องกงไปอยู่ที่อังกฤษแล้ว หลังจากที่จีนได้ยึดฮ่องกงไป ท่านผู้ชมรู้หรือเปล่าว่า John Swire & Sons ถือหุ้นอะไรอยู่ John Swire & Sons ถือหุ้นอยู่ในสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค 40 เปอร์เซ็นต์ แต่นี่คือปัจจุบัน ย้อนหลังกลับไปสองร้อยกว่าปี John Swire & Sons คือหัวหน้าโจรสลัดคนหนึ่ง แล้วก็ยังมีคนอังกฤษอีกหลายคนที่ทำหน้าที่แบบนี้

เอาล่ะ เรากลับมาที่ประเทศอินเดีย เมื่ออังกฤษยึดอินเดียไปแล้ว ก็ตั้งบริษัท อีสต์ อินเดีย คอมปานี ลิมิเต็ด บริษัทนี้เอาฝิ่นส่งมาขายที่เมืองจีน เพราะต้องการจะทำกำไร เมื่อเอาฝิ่นส่งกลับมาชายที่เมืองจีน โดยนำเข้าเมื่อปี ค.ศ. 1773 หรือประมาณ พ.ศ. 2316 ประมาณ 246 ปีที่แล้ว ถ้านับระยะเวลาช่วงนั้น ก็จะเป็นช่วงตอนปลายของกรุงศรีอยุธยาที่ตอนใกล้กรุงจะแตก ทำไมอังกฤษถึงทำเช่นนั้น เพราะอังกฤษต้องการถ่วงดุลการค้ากับจีน เพราะอังกฤษขาดดุลการค้ากับจีนมาตลอด เพราะอังกฤษ หรือยุโรป จะสั่งใบชา สั่งผ้าไหม สั่งกระเบื้องเคลือบ สั่งเครื่องเคลือบต่างๆ ถ้วยชาม ด้วยเหตุนี้ มีแต่ซื้อของจีนเข้ามา แต่ไม่เคยขายอะไรให้ประเทศจีนได้ ก็เลยเอาฝิ่นเข้ามาขายแทน แล้วไม่ใช่มีเฉพาะประเทศอังกฤษนะ มีทั้งอเมริกาก็มี ฝรั่งเศสก็มี รัสเซียก็มี ที่เอาฝิ่นเข้าไปขาย เพราะฉะนั้นแล้ว 40 ปีก่อนที่จะเกิดสงครามฝิ่นขึ้นมา ท่านผู้ชมรู้ไหม อังกฤษส่งฝิ่นเข้าไปขายที่ประเทศจีน 4 แสนลัง 4 แสนลังนี้ขายแล้วดูดเงินที่ชาวจีนใช้เงินแท่งไปซื้อฝิ่นสูบ ออกไปถึง 300-400 ล้านแท่ง

ท่านผู้ชมครับ สองร้อยกว่าปีที่แล้ว แท่งเงิน 300-400 ล้านแท่ง มันยิ่งใหญ่มากมายขนาดไหน มันมากพอที่จะทำให้เงินแท่งที่อยู่ในประเทศจีนขาดแคลนตลาด ก็เลยทำให้ราคาเงินแท่งสูงกว่าเดิมหนึ่งเท่าตัว เมื่อมันเป็นเช่นนี้ คนก็เลยจน จนมากมายก่ายกอง ข้าราชการก็ลำบาก ประเทศไม่มีเงินไม่มีทอง แล้วคนที่ติดฝิ่นช่วงหลังก็กลายเป็นข้าราชการ ทหาร เจ้าของที่ดิน พ่อค้า บัณฑิต ชาวไร่ชาวนา ช่าง แรงงาน ติดฝิ่นกันไปหมดเลย ด้วยเหตุนี้ประเทศจีนก็เลยลำบาก จนกระทั่งผู้บัญชาการทหารคนหนึ่งทนไม่ไหว รายงานกับฮ่องเต้จีนในขณะนั้นซึ่งอยู่ในราชวงศ์ชิง คนจีนติดฝิ่นในยุคนั้น 2 ล้านคน เขารายงานกับฮ่องเต้ว่า หากยังปล่อยให้มีการซื้อขายฝิ่นได้โดยเสรีแบบนี้แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า อีกหน่อยจีนจะไม่มีทหารที่จะพร้อมรบ เพราะทหารจีนทุกคนจะติดฝิ่นหมด ฮ่องเต้ฟังแล้วก็ตกใจ เพราะทหารคือฐานกำลังและขุมกำลังที่ะทำให้ฮ่องเต้สามารถปกป้องราชวงศ์ตัวเองได้ ก็เลยสั่งให้ปราบปรามฝิ่นอย่างหนัก เขาก็เลยจับฝิ่น เอาฝิ่นไปเผา จับคนที่สูบฝิ่นติดคุก ขังคุก ไล่พวกต่างชาติที่เอาฝิ่นมาขายออกไป ในที่สุดก็มีการไปฟ้องราชินีอังกฤษตอนนั้น ไปฟ้องบอกว่าประเทศจีนกีดกันทางการค้า นั่นคือที่มา โดยที่เขาไม่ได้คำนึงว่าการค้าของเขาคือการเอายาพิษมาให้กับคนจีน เรื่องมันคล้ายๆ กับสารพิษของเรา ท่านผู้ชม คิดดูให้ดี เรื่องมันคล้ายกับสารพิษนะ ต่างเวลาแต่ว่ากรรมเหมือนกัน ทำไมบริษัทที่ผลิตสารพิษมันถึงไม่ให้ขายในประเทศมันล่ะ แต่มันทะลึ่งส่งมาขายในประเทศไทย เพราะฉะนั้นแล้ว นิสัยใจคอของพวกนี้มันอำมหิต ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ยุคสมัยบรรพบุรุษของพวกมันแล้ว มาจนถึงยุคสมัยนี้

พอพวกนี้ ซึ่งเป็นพวกคนขายฝิ่นแล้วถูกทางการจีนไล่ ท่านผู้ชมอย่าลืมนะ ในยุคนั้น พอบริษัทอีสต์อินเดียฯ มันเอาฝิ่นเข้ามาขายในประเทศจีน บรรดาโจรสลัดทั้งหลายที่มันทำมาหากินอยู่ย่านทะเลจีนตอนใต้ โจรสลัดเยอะมาก พวกนี้ก็ได้รับผลเหมือนกัน เพราะไม่สามารถที่จะเอาฝิ่นซึ่งตัวเองลงทุนซื้อมา แล้วจะเอามาขายที่เมืองท่ากวางตุ้ง หรือหลายๆ เมืองในประเทศจีน เพราะประเทศจีนติดเมืองท่าทั้งหมด มันก็เลยเข้าแถวเข้าไปร้องเรียน ว่าไม่มีการค้าขายเสรีในประเทศจีน กีดกันทางการค้า เหมือนสมัยนี้ไหมครับ ตอนนี้ทรัมป์กำลังกีดกันทางการค้าจีน ฉันใดฉันนั้น ต่างกาลต่างเวลา แต่กรรมมันเหมือนกันหมดเลย ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์มันย้อนกลับมาหาเราได้ทุกๆ เวลา

ในที่สุดแล้ว อังกฤษก็เลยตัดสินใจส่งข้าหลวงพาณิชย์ ชื่อ ชาร์ลส เอลลิอ็อต ข้าหลวงพาณิชย์นำเรือมากว่า 40 ลำ ทหาร 4 พันคน มาตั้งอยู่ที่มาเก๊า แล้วบุกเข้าไปเพื่อที่จะปราบปราม หรือเพื่อที่จะยึดครองเมืองท่าต่างๆ แต่ประเทศจีนเตรียมพร้อมแล้ว ตั้งรับไว้เรียบร้อยแล้ว ก็เลยรบกัน รบกันแหลกราญเลย มีแพ้บ้าง ชนะบ้าง ผู้คนตายกันเป็นเบือ รบเสร็จ เจรจากัน พอเจรจาเสร็จแล้วก็รบกันต่อ จนกระทั่งในที่สุดรัฐบาลอังกฤษก็ตัดสินใจส่งนายทหารคนหนึ่งผู้อาวุโสซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการรบ คือ เซอร์เฮนรี พอตทิงเจอร์

เซอร์เฮนรี พอตทิงเจอร์ ก็เอาเรือมา 37 ลำ เรือนี่ไม่ใช่เรือธรรมดานะ คือเรือรบ เรือปืน และทหารอีกประมาณ 2,500 คน บุกเข้ามาที่ประเทศจีน บุกเข้ามาเลย จุดแรกที่บุกคือเมืองเซียะเหมิน ที่มณฑลฮกเกี้ยน พอบุกเข้ามาที่เซียะเหมิน ก็ยึดเซียะเหมิน แล้วยึดไปเรื่อยๆ เมืองเป่าซาน ไปหนิงปอ ไปเมืองเจิ้นไห่ ติ้งไห่ แล้วมาถึงเซี่ยงไฮ้ ไปจนกระทั่งถึงทางใต้ของเมืองนานกิง ซึ่งเขาเรียกว่าหนานจิง เมืองนานกิงในอดีตเคยเป็นเมืองหลวง เป็นราชธานีของราชวงศ์จีนหลายๆ ราชวงศ์ พอเข้าถึงเมืองนานกิง จีนซึ่งตอนนั้นแพ้สงคราม เพราะอาวุธสู้ไม่ได้ ก็พยายามเจรจากับอังกฤษอยู่ตลอดเวลา อังกฤษก็ไม่ยอมเจรจา เพราะตัวเองกำลังรบชนะ ซึ่งเป็นใคร ใครก็ไม่เจรจา เป็นผม ผมก็ไม่เจรจา ก็บุกไปเรื่อยๆ จนในที่สุด อังกฤษคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะเจรจา โดยยื่นเงื่อนไขที่เลวทรามที่สุด ซึ่งจีนไม่มีทางเลือก จีนต้องรับไป เงื่อนไขตรงนั้นก็คือที่มาของสนธิสัญญานานกิง

สนธิสัญญานานกิง เป็นอย่างไร ถ้าท่านผู้ชมฟังรายละเอียดสนธิสัญญานานกิงกับผมแล้ว ท่านผู้ชมจะเข้าใจเลยว่าทำไมเรื่องฮ่องกงมันถึงเป็นเหล็กแหลมที่ตำอยู่ในหัวใจของคนจีน และผู้นำจีนทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตาม จะเป็นยุคเหมา เจ๋อตง จะเป็นยุคเจียง เจ๋อหมิน จะเป็นยุคโจว เอินไหล จะเป็นยุคเติ้ง เสี่ยวผิง ไล่มาเรื่อยๆ จนถึงเจียง เจ๋อหมิน หู จิ่นเทา มาจนกระทั่งสี จิ้นผิง นี่คือเหล็กแหลมที่ตำใจ คาใจ นี่คือความอัปยศของคนจีน ของประเทศจีน ที่ทุกคนในประเทศจีนจำได้หมด เพราะว่าเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้อยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของจีนที่เด็กรุ่นหลัง หรือเด็กรุ่นใหม่ หรือเด็กรุ่นเก่า จะเรียนรู้หมด

สนธิสัญญานานกิง มีดังต่อไปนี้ ประการแรก บังคับให้ประเทศจีนต้องชดใช้สินไหมสงคราม 20 กว่าล้านเหรียญเงิน 23 ล้านเงินแท่ง นี่ไม่ใช่น้อยๆ นะ มหาศาลนะ ข้อที่หนึ่งสนธิสัญญานานกิง ต้องยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษโดยเด็ดขาด ข้อที่สอง หลังจากนั้นยังมีต่อด้วยอนุสัญญาปักกิ่ง คือมีอยู่ครั้งหนึ่งหลังจากที่มีสงครามฝิ่นแล้ว เสร็จเรียบร้อยแล้วพวกฝรั่งทั้งหลายนี่ก็บุกเข้าไปที่เมืองปักกิ่ง ใกล้เข้าไปอยู่ในเมืองปักกิ่ง ก็เลยมีการเจรจาสงบศึก มีสนธิสัญญาปักกิ่ง เขาเรียกอนุสัญญาปักกิ่ง ร่างขึ้นปี พ.ศ. 2403 ตรงนี้มีเพิ่มเติมขึ้นมา อังกฤษได้เกาะฮ่องกงไปแล้ว ก็ขอพ่วงบ้าง ขอเกาลูนบ้าง ซึ่งคนจีนเขาเรียกว่าจิ่วหลง ยกให้อังกฤษโดยเด็ดขาด เสร็จเรียบร้อยแล้วหลังจากนั้นยังมีข้อตกลงพิเศษอีก ว่าด้วยการขยายอาณาเขตเกาะฮ่องกง เพราะเกาะฮ่องกงมีเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่รอบ ประมาณ 200 กว่าเกาะ โดยทำเป็นเรื่องของสัญญาเช่า สัญญาเช่า 99 ปี ในปี 2441 หรือ ค.ศ.1898 สัญญาเช่าเกาลูนและหมู่เกาะโดยรอบอีก 200 กว่าเกาะ เป็นสัญญาเช่าทั้งหมด 99 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดลงปี ค.ศ.1997 หรือ 2540

ท่านผู้ชมต้องจำเอาไว้อย่างนะ สัญญาเช่าอันนี้เป็นสัญญาเช่าเกาะเกาลูนและเกาะรอบๆ 200 เกาะ ไม่ได้เกี่ยวกับฮ่องกง เพราะฮ่องกงนั้น อังกฤษบอกในสนธิสัญญาว่ายึดเป็นของอังกฤษเลย ไม่มีสัญญาเช่า ก็คือว่า 99 ปีที่พูดถึงนั้น พูดถึงเกาะเกาลูน และพูดถึงเกาะรอบๆ 200 เกาะ ตรงนี้เป็นที่คาใจของคนจีนมาตลอด และตอนที่กองทัพพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี บุกปักกิ่ง ท่านผู้ชมครับ ที่ปักกิ่งนอกจากพระราชวังต้องห้าม แล้วก็สวนสาธารณะที่สวย มันยังมีวนอุทยานที่เขาเรียกว่า หยวนหมิงหยวน สวยงามมาก แล้วข้างในนั้นมีวัตถุโบราณ ของล้ำค่ามหาศาล ที่วางเอาไว้ ตกแต่งสถานที่ ตอนที่กองทัพอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อเมริกา บุกเข้าไปนั้น พวกทหารต่างชาติเข้าไปยึดวัตถุโบราณพวกนี้ ที่สวนวนอุทยานหยวนหมิงหยวน แล้วก็ขนวัตถุโบราณพวกนี้กลับไปประเทศตัวเอง หลายๆ ชิ้นไปปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงลอนดอน หลายๆ ชิ้นปรากฏอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประเทศฝรั่งเศส ที่ลูฟ หลายๆ ชิ้นก็ตกอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ที่อเมริกา ที่มหานครนิวยอร์ก หลายๆ ชิ้นก็ถูกขายต่อไป ไปอยู่ในมือของเอกชนที่สนใจในการสะสมของล้ำค่า ถ้าท่านผู้ชมเป็นคนจีน ท่านผู้ชมจะรู้สึกอย่างไรกับความรู้สึกเช่นนี้

บางครั้งทุกๆ อย่างที่เกิด สงครามฝิ่น และสนธิสัญญาที่อยุติธรรมมากกับคนจีน สนธิสัญญานานกิง ตลอดจนสัญญาเช่าเกาะพวกนี้ และการขโมยทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่าในสวนหยวนหมิงหยวนพวกนี้ ท่านผู้ชมครับ เป็นไปได้ไหมที่ความเจ็บแค้นพวกนี้มันอยู่ในหัวใจของคนจีน และอยู่ในหัวใจของผู้นำจีนทุกคน ที่วันหนึ่งเขาต้องการประกาศศักดาว่าประเทศจีนวันนี้ ไม่ใช่ประเทศจีนที่พวกคุณเคยรังแกผมมาก่อน ผมว่าเป็นไปได้ และนี่ก็คือส่วนหนึ่งที่ผมจะพูดในภาคหลังของเรื่องนี้

ในการเจรจาเอาเกาะฮ่องกงคืนระหว่างจีน-อังกฤษ มีการเจรจาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2525 ค.ศ. 1982 ในการเจรจาครั้งนั้น คนที่เข้ามาเจรจาก็คือ นางมาร์กาเรต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แล้วตัวแทนจีนก็คือ ท่านผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง เป็นผู้เจรจา มีการเจรจากันสำคัญมาก 3 ชั่วโมง ท่านผู้ชมรู้ไหมครับ ว่าตอนที่เจรจาเสร็จแล้ว มาร์กาเรต แทตเชอร์ เดินออกจากมหาศาลาประชาคม แล้วเชาอกว่าสะดุดพรม หกล้มจับกบอยู่บนพื้นดิน หลายคนก็บอกว่ามาร์กาเรต แทตเชอร์ นั้นเจรจาหนัก เหนื่อย หลายคนก็บอกว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้ เจรจาแล้วรู้สึกว่าจีนแข็งกร้าว มาร์กาเรต แทตเชอร์ ก็เลยมีความรู้สึกว่ากลัว หรือมีความรู้สึกว่าสั่นสะเทือนในหัวจิตหัวใจ ก็เลยทำให้ตัวเองทรุดเซ

แต่ผมจะเล่าเบื้องหลังให้ฟังเรื่องหนึ่ง เพื่อนผม สนิทมากคนหนึ่ง อยู่ที่ปักกิ่ง ก็อายุเท่าผมนะ พ่อเขาเป็นล่าม เป็นล่ามให้กับเติ้ง เสี่ยวผิง ระหว่างที่เจรจากับมาร์กาเรต แทตเชอร์ เพื่อนผมคนนี้เล่าให้ผมฟังว่าพ่อเล่าให้ฟัง ว่ามาร์กาเรต แทตเชอร์ มาเจรจากับเติ้ง เสี่ยวผิง โดยพยายามยืนอยู่บนความชอบธรรมของสนธิสัญญานานกิง ว่าสนธิสัญญานานกิงนั้นยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษแล้วโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นจะเอาเกาะฮ่องกงคืนไม่ได้ แต่ว่าถ้าจะเอาเกาลูน กับเกาะรอบๆ อีกกว่า 200 เกาะนั้น อังกฤษยินดีเจรจา ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ท่านก็สุดยอด ท่านบอกว่า ไม่สนใจ สนใจแต่ว่า 99 ปี สัญญานี้ 1997 จะครบ 99 ปี จีนจะเอากลับหมดทั้งฮ่องกง ถ้าจำเป็นจะต้องยกทหารเข้ามายึดฮ่องกง จีนก็จะทำเช่นนั้น แทตเชอร์ไม่รู้จะทำอย่างไร พูดไม่ออก เพราะว่านั่งในมหาศาลาประชาคม แล้วเติ้ง เสี่ยวผิง ธรรมดาที่ไหน ท่านก็บอกว่าประชาชนจีน ตอนนั้นยังไม่ถึง 1,400 ล้าน ประมาณ 1,000 ล้านคน พร้อมที่จะยาตราเข้าไปเหยียบย่ำเกาะฮ่องกงแล้วไล่อังกฤษออกไป ตอนนั้นมาร์กาเรต แทตเชอร์ ไปด้วยความยะโสโอหัง เพราะว่าตอนนั้นอังกฤษเพิ่งจะรบชนะอาร์เจนตินาในการช่วงชิงหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ อังกฤษก็เลยคิดว่าถ้าอังกฤษบอกว่าเกาะฮ่องกงเป็นของอังกฤษ อังกฤษพร้อมที่จะปกป้อง จีนก็น่าจะถอย แต่จีนไม่ถอย เติ้ง เสี่ยวผิง ไม่ถอย ในที่สุดแล้ว ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของมาร์กาเรต แทตเชอร์ ก็เปลี่ยนไป วิธีเปลี่ยน เปลี่ยนอย่างไร ก็เปลี่ยนไปว่า เอาอย่างนี้ได้ไหม ถ้าอย่างนั้นเกาะฮ่องกง จีนจะเอาคืนก็ได้ แต่ให้อังกฤษเช่าต่อได้ไหม ราคาเท่าไรก็ได้ ก็ปรากฏว่า เติ้ง เสี่ยวผิง ก็บอกล่าม บอกว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้

ในการเจรจา 3 ชั่วโมง ชั่วโมงสุดท้ายเป็นการเจรจาที่แทตเชอร์พยายามตื๊อเติ้ง เสี่ยวผิง เพื่อขอเช่าเกาะฮ่องกงต่อ เพราะทำไม เพราะว่านักธุรกิจที่ลงทุนของอังกฤษที่อยู่ในฮ่องกง ไม่ว่าจะเป็น John Swire & Sons ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบงก์ HSBC : Hong Kong and Shanghai Bank ไม่ว่าจะเป็นสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ทุกคน แล้วคนที่ลงทุนในเรื่องของการอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกง ล้วนแล้วแต่พร้อมที่จะเอาเงินมาใส่ เพื่อที่จะเช่าเกาะฮ่องกงกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่สัญญา 99 ปีหมด ถึงแม้ว่าจีนจะบอกว่าจีนจะยึดไป และอังกฤษจะไม่ยอม แต่เมื่อจีนยืนยันว่าจะยึดด้วยกำลังก็พร้อมจะทำ อังกฤษก็เลยอ่อนข้อ ก็เลยเสนอการเช่าต่อไป พูดตลอดเวลาเรื่องนี้ ขอเช่าๆ จนกระทั่ง ... นี่เพื่อนผมเล่าให้ฟังนะ ว่าพ่อเขาเล่าให้ฟังว่า เติ้ง เสี่ยวผิง รำคาญ เติ้ง เสี่ยวผิง ก็เลยโบกมือแบบนี้ แล้วก็บอกล่ามว่า เฮ้ย คุณแปลที่ผมพูดไปตามตรง แล้วก็อย่าไปผิดเพี้ยนเลยแม้แต่คำเดียว สิ่งที่เติ้ง เสี่ยวผิง พูดกับมาร์กาเรต แทตเชอร์ พูดเป็นภาษาอังกฤษว่า Please, tell that bitch (bitch ในภาษาไทยนี่ถ้าไม่สุภาพ ก็คือ อีดอก) ช่วยบอกอีดอกนี่ Please, tell that bitch I don't wanna talk about it anymore บอกว่าฉันไม่อยากจะพูดในเรื่องการเช่าเกาะฮ่องกง อย่ามาพูดอีกนะ ช่วยบอกอีดอกนั่นด้วย นั่นล่ะครับคือสาเหตุที่ทำให้มาร์กาเรต แทตเชอร์ เดินสะดุดและตะครุบกบ เพราะนึกไม่ถึง มาร์กาเรต แทตเชอร์ นี่เป็นเลดี้มาร์กาเรต แทตเชอร์ นะครับ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้รับการแต่งตั้งจากควีนเอลิซาเบธ แล้วโดนท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ด่าแบบนี้ นี่คือเบื้องหลังที่เกิดขึ้น และในที่สุดแล้ว อังกฤษก็เลยต้องจำใจจำยอมที่จะคืนเกาะฮ่องกงให้ในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1997 / 2540

ท่านผู้ชมครับ วันที่ 30 มิถุนายน 1997 ผมได้เดินทางเข้าฮ่องกง เพราะผมต้องการที่จะไปเป็นประจักษ์พยาน โดยใช้พาสปอร์ตเข้าวันที่ 30 ตราที่ประทับเป็นอังกฤษ แล้ววันที่ 1 ผมเดินทางกลับประเทศไทย ตราที่ประทับในพาสปอร์ต เป็นตราของประเทศจีน ผมต้องการเพียงแค่นี้เอง และผมก็ได้เห็นบรรยากาศของคนอังกฤษ คนอังกฤษ เจ้าฟ้าชายชาร์ลสนั่งเรือรบมา เข้ามาในอ่าวฮ่องกง แล้วเข้าไปในปะรำพิธี มีทหารอังกฤษเดินสวนสนาม ทหารจีนเดินสวนสนาม แลกเปลี่ยนธงกัน เสร็จเรียบร้อยแล้วผมเห็นบรรดาผู้รากมากดีของคนฮ่องกงที่มีการศึกษาที่อังกฤษ นั่งอยู่ น้ำตาไหลพราก ผมนั่งดูเหตุการณ์นี้ในทีวีที่โรงแรมคอนราด ที่ฮ่องกง ผมยังจำได้ โต๊ะข้างๆ ผมนั่งกันเต็มเลย หลายคน ผมดูออกเลยแต่ละคนเป็นประเภทไฮโซในฮ่องกงทั้งสิ้น ประเภทศึกษา เรียนที่อังกฤษมา บางคนก็พูดภาษาอังกฤษได้คล่องกว่าพูดภาษาจีนกวางตุ้ง แต่ในที่สุดแล้วเมื่อเห็นฉากที่ธงอังกฤษ ที่เขาเรียกว่า Union Jack จะต้องถูกปิดลงวันนั้น แต่ละคนมอง คนอายุมากหน่อยมอง ผมเห็นผู้หญิงบางคนน้ำตาไหล น้ำตาซึมไหลออกมาเลย ผมมองด้วยความสะใจ เพราะว่าผมมีความรู้สึกว่า นี่คือเอเชีย เอเชียเป็นของคนจีน คนจีนคือคนเอเชีย เป็นครั้งแรกที่ประเทศจีนลุกขึ้นมาแล้วประจันหน้ากับมหาอำนาจทางตะวันตก คืออังกฤษ แล้วบอกชัดๆ ว่าจะเอาเกาะคืน คุณจะให้คืนโดยดีก็ดี ถ้าคุณไม่ให้คืนโดยดี ผมจะยึดคืน แล้วอังกฤษก็ต้องถอย แล้ววันนั้นฝนตกหนักมหาศาล เหมือนกับว่าฟ้าเป็นใจบอกอังกฤษ คือเป็นการไล่อังกฤษไป

แล้วในที่สุด เมื่อแลกเสร็จเรียบร้อย รับธงเสร็จเรียบร้อย เจ้าฟ้าชายชาร์ลสก็เดินลงจากปะรำพิธี แล้วออกไปขึ้นเรือรบ ออกไปจากฮ่องกงเลย คือทำตามประเพณีเดิมทั้งหมด

ท่านผู้ชมครับ มาถึงตรงนี้ผมมีความจำเป็นที่จะต้องเล่าให้ฟังว่า ตรงนี้ เกาะฮ่องกงเป็นจุดที่ทำให้ประเทศจีนมีความมุ่งมั่นมากที่จะแสดงให้โลกเห็น ว่าอะไรที่เป็นของจีน จีนจะเอาคืน จีนเอาเกาะฮ่องกงคืนได้เรียบร้อยแล้ว จีนได้มาเก๊าคืนจากโปรตุเกสแล้ว ก็เหลือเพียงไต้หวัน แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกงตอนนี้ มันแปลว่าอะไร ท่านผู้ชมครับ ตามผมมาแล้วกัน แล้วเดี๋ยวผมค่อยมาเล่าเรื่องสี จิ้นผิง ให้ฟังในตอนสุดท้าย ท่านผู้ชมจะได้เข้าใจทุกอย่างที่ผมพูดให้หมดเลย

ฮ่องกงนั้นตกอยู่ในเงื้อมมืออังกฤษมา 99 ปี ณ วันนี้ ถ้านับถึงวันนี้แล้ว จนวันนี้ปี 2562 ฮ่องกงหลุดพ้นออกจากเมืองอังกฤษมา 21 ปี 21 ปีที่จีนปกครองฮ่องกงโดยผ่าน proxy ตัวแทน ก็คือผู้ว่าการฮ่องกง เมื่อจีนได้ฮ่องกงแล้ว จีนไม่มีทางที่จะทำให้ฮ่องกงวุ่นวายไปแบบอังกฤษ ด้วยเหตุนี้จีนถึงไม่มีการเลือกผู้ว่าฯ โดยตรง เพราะเขารู้ว่าถ้าเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยตรง แล้วผู้ว่าฯ คนใหม่ขึ้นมา ก็อาจจะไม่ใช่คนซึ่ง favor ทางจีน อาจจะ favor ทางอังกฤษ เพราะจีนยังต้องการที่จะแทรกแซงเข้ามา เป็นปกติธรรมดา ท่านผู้ชม ผมไม่ได้ตำหนิจีน เมื่อจีนเขารอตั้ง 99 ปี อีก 50 ปี ถ้าบอกจะให้ฮ่องกงเป็นอิสระในการปกครอง ในการที่จะทำงานต่างๆ เพื่อที่จะก้าวไปสู่การรวมชาติในที่สุด เขาก็บอกเอาเป็นสองระบบก็แล้วกัน ระบบประเทศจีนคือคอมมิวนิสต์ ระบบฮ่องกงก็คือทุนนิยม แต่จีนจะไม่ปล่อยให้ทุนนิยมนั้นเฟื่องฟูในฮ่องกงจนกระทั่งเป็นอันตรายต่อจีน

ท่านผู้ชมรู้ไหม ก่อนที่อังกฤษจะคืนเกาะฮ่องกง อังกฤษใช้งบประมาณที่เหลือที่มีอยู่ สร้างสนามบินเชกแลปก๊ก สนามบินที่ท่านผู้ชมไปฮ่องกงแล้วลงกันนั่นล่ะ ฝีมืออังกฤษทั้งนั้น ผู้รับเหมาคนอังกฤษ เงินคนอังกฤษ ทุกอย่าง ก็คือว่าให้ธุรกิจ... คือพูดง่ายๆ ว่า ล้างคลังกระเป๋าของสถานภาพคลังทางฮ่องกงเอามาลงทุนในสนามบินเชกแลปก๊กหมดเลย เพราะฉะนั้นแล้วอังกฤษก็ทำทุกอย่างเพื่อสูบเงิน เพราะรู้ว่าตัวเองไหนๆ ก็จะไปแล้ว จะไม่อยู่

ท่านผู้ชมครับ ย้อนกลับมา 21 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 มาจนถึง 2562 ยี่สิบสองปี ย้อนหลังกลับไปสัก 20 ปี เป็น 42 ปี ผมกำลังพูดถึงคนฮ่องกงที่อายุสี่สิบ สี่สิบกว่า คนที่อายุสี่สิบ สี่สิบกว่า ในวัยเด็ก ในวัยที่เรียนมัธยม ม.ปลาย หรือในวัยมหาวิทยาลัย ก็เรียนจบและใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ แต่ว่า 22 ปีให้หลังจากปี 2540 มา เด็กรุ่นใหม่ที่ถ้าวันนี้ ถ้าเรียนหนังสือปีแรก ที่เกิดปีแรกเมื่อปี 2540 วันนี้เขาอายุ 22 แล้ว เมื่อเขาอายุ 22 เขาต้องผ่านมัธยม ผ่าน ม.ปลาย และผ่านมหาวิทยาลัยมา แล้วทำไมคนพวกนี้ถึงไม่ได้เป็นคนจีนเสียที เหตุผลเพราะว่าระบบการศึกษาในฮ่องกง ใช้ระบบอังกฤษ และระบบการศึกษานี้ฝังรากลึกลงไปอย่างมาก จนกระทั่งจีนไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ทันที ก็คือสอนแบบอังกฤษ ให้คิดแบบคนอังกฤษ ระบบอังกฤษยั่งยืนมานานแล้ว จนกระทั่งจีนไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เริ่มด้วยวิธีการบังคับให้โรงเรียนในฮ่องกงให้สอนภาษาจีนกลาง เพราะว่าโรงเรียนในฮ่องกง โรงเรียนมัธยม ทั้งมัธยมต้น มัธยมปลายนั้น เขาใช้ภาษาท้องถิ่น คือภาษากวางตุ้ง ที่เขาเรียกว่า กว๋างตงกว่า จีนต้องการให้ใช้มาตรฐานภาษาจีนกลางทั่วประเทศของตัวเองอยู่แล้ว คนที่อยู่ที่กวางตุ้งในขณะนี้ ถ้าพูดภาษากวางตุ้ง เขาไม่ให้พูดแล้วนะ เขาให้พูดภาษาจีนกลางแทน มันก็กระทบฮ่องกง แล้วยิ่งมาบังคับให้เรียนภาษาจีนกลางอีก เพราะว่าฮ่องกง-กวางตุ้งผูกพันกันมาก ย่านนั้น กว่างโจว ตงก่วน พวกนี้เป็นคนเชื้อสายเดียวกัน หลายๆ คน ท่านผู้ชมเคยชมภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง อย่างเช่นยิปมัน ยิปมันแต่ก่อนก็เป็นคนกวางตุ้ง เสร็จเรียบร้อยแล้วย้ายมาอยู่ฮ่องกง แม้กระทั่ง ดร.ซุน ยัตเซ็น ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ล้มล้างราชวงศ์ชิง ก็เคยมาใช้ชีวิตอยู่ที่ฮ่องกงระยะหนึ่ง เอาเป็นว่า การปฏิวัติในจีนในยุคแรกๆ สมัยราชวงศ์ชิงที่โค่นล้มจักรพรรดินี ซูสีไทเฮา นั้น จุดเริ่มต้น จุดเริ่มที่กวางตุ้ง เริ่มที่กวางตุ้ง แล้วพอราชวงศ์ชิงปราบปรามหนัก ก็หนีเข้ามาที่ฮ่องกง เพราะฉะนั้นแล้ว กวางตุ้งกับฮ่องกงเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้ภาษาเดียวกัน คนกวางตุ้ง และต้นตระกูลของคนฮ่องกง เมื่อไปสืบแล้ว 90 เปอร์เซ็นต์ของคนฮ่องกง มาจากกวางตุ้งทั้งนั้น แต่มาวันนี้ 75 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าเขาไม่ใช่คนจีนแล้ว เขาเป็นคนฮ่องกง ผมเป็นคนฮ่องกง ผมไม่ใช่คนจีน เหมือนกับคุณบอกว่า คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า ไม่ใช่ ผมเป็นคนเชียงใหม่ คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า ไม่ใช่ ผมเป็นคนยะลา นึกออกไหม ตรงนี้จีนรับไม่ได้

แล้วทำไมคนรุ่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในฮ่องกง ตลอดจนคนรุ่นที่อยู่ เกินก่อนที่จีนจะมาเทคโอเวอร์ในปี 2540 อย่างที่ผมบอกว่า คนอายุ 40 ปีขึ้นไปตอนนี้ ตอนเป็นหนุ่ม จนเรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วจีนมาเข้าเทคโอเวอร์ ตอนนั้นเขาอายุ 20-20 กว่า วันนี้ผ่านมาอีก 22 ปี เขาก็ 40 กว่าแล้ว เพราะฉะนั้นคนพวกนี้มีความผูกพันกับระบบการปกครองของฮ่องกงที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ อังกฤษขับรถพวงมาลัยขวา การจราจรอังกฤษก็เหมือนประเทศไทย กฎหมายอังกฤษที่อยู่ในนี้ก็คล้ายๆ ประเทศไทย

ทีนี้ มันเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อระบบอังกฤษยังมีอิทธิพลสูงอยู่ในเด็กในฮ่องกง 22 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าประเทศจีนเข้ามาแทรกแซงในฮ่องกงไม่น้อยเลย ซึ่งผมไม่ตำหนิเขา เพราะเขาเป็นเจ้าของฮ่องกง เขาเป็นเพียงแต่มีผู้ว่าฯ เป็นตัวแทนเขามานั่งอยู่ ผู้ว่าฯ คนแรกที่นั่งในฮ่องกง ชื่อนายตง เจี้ยนหวา นายตง เจี้ยนหวา มีธุรกิจการเดินเรือ และนายตง เจี้ยนหวา เป็นคนของจีนแผ่นดินใหญ่เต็มตัวเลย ผู้ว่าฯ แทบจะทุกคนที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็น proxy เป็นตัวแทน นอมินีของประเทศจีนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อผู้ว่าฯ ถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นคนของประเทศจีนทั้งสิ้น ไม่มีการเลือกตรงที่เขาเรียกว่า Direct Election น่ะ ไม่มี เมื่อไม่มีแล้ว คนพวกนี้ก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของจีน และจีนเข้ามาแทรกแซงเพราะว่าฮ่องกงเป็นดินแดนของคนลี้ภัยที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจีน ไม่ว่าใครก็ตามที่มา พวกเทียนอันเหมิน สมัยก่อนที่ต่อต้านเรื่องของเทียนอันเหมินแล้วถูกยิง และเป็นผู้นำประชาชน ก็หนีเข้ามาในฮ่องกง แล้วใช้ base ฮ่องกงหนีต่อไป เพราะว่าในฮ่องกงจะอย่างไรก็ตาม จีนจะแทรกแซงในแง่กฎหมายคงจะยาก แต่ว่าจีนใช้อำนาจมืดได้ เช่น จีนอุ้มและหิ้วเจ้าของร้านหนังสือ 3-4 คน ร้านหนังสือ 3-4 ร้าน ที่เป็นร้านที่ขายหนังสือต่อต้านจีนที่คุณหาซื้อในปักกิ่งไม่ได้ ในประเทศจีน แต่คุณมาหาซื้อในฮ่องกงได้

จีนก็แก้ปัญหาแบบเถื่อนๆ ก็คือเอาคนไปอุ้มมาเลย อุ้มแล้วใส่รถ แล้วส่งเข้าเซินเจิ้น เข้าประเทศจีน ไปดำเนินคดี ถามว่าตำรวจฮ่องกงรู้ไหม รู้ แต่ก็ไม่ทำอะไร

เพราะฉะนั้นลักษณะการณ์แบบนี้จีนทำมาตลอด แม้กระทั่งนักธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จีนไม่ต้องการ ก็เข้ามาอุ้ม แล้วก็ว่ากันว่า ตอนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังกวาดล้างเรื่องคอร์รัปชันในประเทศอย่างหนัก ข้าราชการเยอะแยะเลยที่โดนจับเข้าคุก เข้าตารางหมด ทีนี้ ข้าราชการทั้งระดับกลาง ระดับสูง ล้วนแล้วแต่ต้องมีการติดต่อนักธุรกิจทั้งสิ้น ถ้าไม่มีการติดต่อนักธุรกิจ แล้วจะคอร์รัปชันได้อย่างไร นักธุรกิจพวกนี้รู้ตัวว่าภัยจะต้องมาถึงตัวแน่ ก็เลยลี้ภัย ลี้ภัยจากประเทศจีนเข้ามาพำนักที่ฮ่องกง ขนเงินขนทองมาอยู่ที่ฮ่องกง นั่นคือข้อหนึ่ง เพราะฉะนั้นพวกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ประเทศจีนต้องการจะเอากลับ แต่จะมาอุ้มกันเป็นรายวันก็คงจะทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้วนั่นคือที่มาของประเด็นแรก พอดีจังหวะเหมาะ พอดีเลย ที่มีไอ้หนุ่มฮ่องกงคนหนึ่ง อายุ 20 ปี ซึ่งเพิ่งถูกปล่อยตัวเมื่อ 1-2 วันนี้ ไปอยู่ที่ไต้หวัน แล้วไปฆ่าแฟนของตัวเอง แล้วหมกศพไว้ในโรงแรม แล้วก็หนีจากไต้หวันมาฮ่องกง ไต้หวันกับฮ่องกงไม่สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพราะฉะนั้นแล้ว ไต้หวันไม่รู้จะทำอย่างไร ยื่นเรื่องขอคำร้องไปเพื่อส่งตัวมา ฮ่องกงก็บอกว่าไม่มีสัญญา ผมไม่ส่ง ก็เลยเป็นสาเหตุจูงใจทำให้แคร์รี แลม และผู้ที่วางแผน อยู่เบื้องหลัง ว่าถ้าอย่างนั้นแก้กฎหมาย หรือเพิ่มกฎหมายสิ ให้สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ เพราะว่าตรงนี้ก็จะเป็นไฟเขียวเปิดประตูให้จีนสามารถที่จะยื่นเรื่อง ชี้ไปได้เลยว่านักธุรกิจคนนี้ๆๆ คนนี้ซื้ออพาร์ตเมนต์อยู่ที่ชั้นบน โรงแรมโฟร์ซีซันส์ คนนี้ๆ ทำผิดกฎหมายจีน 1..2..3..4..5.. แล้วยื่นเรื่องไป แล้วก็ผ่านไป ที่เขากลัว เขากลัวตรงนี้ และที่สำคัญคนที่ออกมาประท้วงในตอนแรกสุด เขากลัวว่า เนื่องจากเขาไม่เชื่อในระบบยุติธรรมของจีน และในข้อเท็จจริงเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะระบบยุติธรรมของจีนนั้นก็คือว่า ถ้านโยบายของรัฐบาลจะเอาอย่างนี้ ผู้พิพากษาก็สอบไปอย่างนั้น และในที่สุดก็พิพากษาไปตามนโยบายของจีน บางทีจับเข้าไป หายตัวไป 3 เดือน ลูกเมียไม่มีสิทธิ์ได้เจอผู้ต้องหาเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่รู้อยู่ที่ไหน 6 เดือนให้หลัง ถ้ามีการร้องสถานทูต หรือถ้ามีการร้องสิทธิมนุษยชน หรือว่าถ้ามีการร้องโน่นร้องนี่ จีนก็อาจจะเอามาโผล่ขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง บอกสบายดี ไม่ได้เป็นอะไร

แม้กระทั่งหลิว เสี่ยวโป ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล ก็ยังถูกจับเข้าคุก แล้วในที่สุดถึงจะได้รับรางวัลโนเบล ก็ไม่ให้ไปรับรางวัล แล้วเมียก็ถูกกักขัง เขาเรียกว่า house arrest ถูกจับกุมอยู่ในบ้าน ไม่ให้ออกนอกบ้าน จะมีตำรวจลับอยู่ประจำ 2 คนที่อยู่หน้าบ้าน โทรศัพท์ใช้ได้ก็เหมือนใช้ไม่ได้ เพราะจะถูกดักฟังตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล้ว จีนจะมีข้อเสียตรงนี้ แต่เขามีความจำเป็นที่ต้องทำเพื่อความมั่นคงของเขา ขึ้นอยู่กับมิติมุมมองของคุณ คุณจะมองในรูปแบบไหน ถ้าคุณมองในรูปแบบประชาธิปไตยทางตะวันตก ของจีนนี่อำมหิต แต่ถ้าคุณมองว่าเพื่อความมั่นคงของจีนแล้ว จีนเขาพร้อมที่จะทำได้ทุกเรื่อง เขาไม่แคร์ ด้วยเหตุนี้ก็เลยเกิดการประท้วงขึ้นมา

จริงๆ แล้วการประท้วงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ในอดีตมีการประท้วงหลายครั้ง ประท้วงวิธีเลือกตั้ง คนฮ่องกงประท้วงว่าการเลือกตั้งระบบจีนนั้นไม่แฟร์ ก็คือจีนเขาจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง หรือเลือกมาชุดหนึ่ง แล้วเขาจะบอกเอาชุดนี้ ให้คนสมัครมาสำหรับคนที่ต้องการจะเป็นผู้ว่าฯ ฮ่องกง แล้วให้กรรมการชุดนี้พิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสม อ๋อ แน่นอนที่สุด ก็เลยต้องลงไปที่คนที่จีนส่งเข้ามาสมัครทุกครั้ง ผู้ว่าฯ ทุกคนจะโดนแบบนี้หมด เป็นอย่างนี้หมด เพราะฉะนั้นแล้ว คนฮ่องกงก็เลยบอกว่า ไม่เอา อย่างนี้ได้ไหม ผู้ว่าฯ ฮ่องกงให้ลงเลือกตั้ง แล้วก็ให้ประชาชนตัดสิน จีนก็ไม่ทำ จนกระทั่งมีการประท้วงที่เขาเรียกว่า การประท้วงร่ม Umbrella Movement ที่มีการถือร่มกัน และประท้วง เป็นสัญลักษณ์ของการประท้วง ไปเรื่อยๆ ก็ยังประท้วงในเรื่องของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุด แคร์รี แลม และที่ปรึกษาแคร์รี แลม หรือคนที่อยู่เบื้องหลังแคร์รี แลม อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ทำงานผิดพลาดที่สุดในชีวิต ก็คือต้องการแก้กฎหมายเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็เลยทำให้มีการเรียกร้องคนทั้งฮ่องกงออกมาต่อต้าน เพราะว่าไม่ไว้ใจกฎหมายจีน ไม่ไว้ใจระบบและกระบวนการยุติธรรมของจีน ก็เลยทำให้การประท้วงนั้นขยายตัวออกไปมากขึ้นๆๆ

เอาล่ะ ทีนี้ต้องถามว่าทำไมการประท้วงนี้ถึงยืดยาวและลำบาก และในที่สุดแล้วมีคนเข้ามาร่วมเยอะเหลือเกิน และจนตอนนี้ก็ยังไม่จบ ที่มันไม่จบ ที่ผมเคยพูดนะ ว่าคนหนุ่มคนสาวที่ฮ่องกงก็ไม่ได้ต่างจากคนหนุ่มคนสาวในประเทศไทย คนหนุ่มคนสาวในฮ่องกงวันนี้อยู่ยาก อยู่ลำบาก ไม่มีอนาคต คุณเรียนจบปริญญาตรี คุณเคยมีเงิน มีทอง มีการค้าขาย ธุรกิจฮ่องกงเป็นธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจใหญ่ๆ เช่น ธุรกิจที่เป็นอุตสาหกรรม เป็นธุรกิจทางด้านไอที เทคโนโลยี มันย้ายข้ามพรมแดนไปแล้ว มันย้ายไปอยู่เซินเจิ้น มันย้ายไปอยู่กวางตุ้ง มันย้ายไปสู่เมืองตงกวน มันย้ายไปอยู่เมืองจูไห่ เพราะฉะนั้นธุรกิจหลักๆ หรือธุรกิจการเงินของฮ่องกง และธุรกิจการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวก็มีการค้าปลีก มีร้านอาหาร มีชอปปิง ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยว แล้วตอนหลังนี่มันยิ่งหนักขึ้น เพราะว่ากว่า เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ของนักท่องเที่ยวที่มาใช้เงินในฮ่องกงนั้น เป็นคนจีน

สำหรับคนหนุ่มคนสาวแล้ว งานก็หายากขึ้น เพราะว่า ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Perl River Delta กลุ่มลุ่มแม่น้ำเพิร์ล ก็คือเป็นลุ่มแม่น้ำที่อยู่ที่กวางตุ้ง กวางโจว และเป็นลุ่มแม่น้ำที่อยู่ที่เมืองจูไห่ และเป็นลุ่มแม่น้ำที่อยู่แถวๆ มาเก๊า เขาบอกว่าลุ่มนี้จะเป็นจุดที่จะทำให้ประเทศจีนเจริญรุ่งเรือง จีนก็เลยมุ่งสนับสนุนเซี่ยงไฮ้ กวางโจว จูไห่ มาเก๊าเพิ่มเติม เจริญเติบโตจนกระทั่งมีศักยภาพเริ่มเข้าใกล้ฮ่องกงไปทุกวัน

ท่านผู้ชมครับ ใครที่เคยไปเซินเจิ้นวันนี้ และใครที่เคยไปเซินเจิ้นเมื่อสิบปีที่แล้ว จะเห็นความแตกต่างในเซินเจิ้น วันนี้จีนได้พัฒนาเซินเจิ้นมาจนกระทั่งผมเกรงว่า จีนพร้อมที่จะปล่อยให้ฮ่องกงล่มสลาย แล้วทุกอย่าง ศูนย์กลางทางการเงิน ก็จะย้ายไปอยู่ที่เซินเจิ้นหมด เพราะฉะนั้นแล้ว ผมเชื่อว่าจีนเตรียมพร้อมในเรื่องนี้มานานพอสมควร ที่เซี่ยงไฮ้ก็ได้มีการทดลองเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตพื้นที่พิเศษ ที่ใครก็ตามไปลงทุนที่นั่นไม่ต้องเสียภาษี คือทำทุกอย่างที่จะให้เหมือนฮ่องกง

ทีนี้ คนที่เป็นคนหนุ่มคนสาว นอกจากงานหายากแล้ว แล้วโตขึ้นมาไม่มีอนาคต ปัญหาที่สำคัญที่สุด ท่านผู้ชมคืออะไรรู้ไหม ไม่มีบ้านอยู่ ที่ไม่มีบ้านอยู่ เพราะในฮ่องกงมันมีเศรษฐีอยู่ไม่เกิน 10-15 คน ที่มันลงทุนทางด้านอสังหาริมทรัพย์ แล้วมันผูกขาดการทำอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมา ทำให้ราคาคอนโดฯ ราคาอพาร์ตเมนต์ในฮ่องกงมันแพงมาก มันแพง คนฮ่องกง บางคนถ้ามาอยู่ที่เมืองไทย มาเห็นเมืองไทยตารางเมตรละประมาณ 1 แสน - 1 แสน 5 หมื่นบาท ก็ตกใจ พวกเราตกใจว่ามันแพง แต่สำหรับคนฮ่องกงจะบอก ราคาเด็กๆ เพราะฉะนั้นแล้ว คนฮ่องกง คนหนุ่มคนสาว จะไม่มีปัญญาซื้อบ้านอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว แล้วพวกนี้ก็จะอยู่กับพ่อแม่ บางทีพ่อแม่อยู่ในอพาร์ตเมนต์เพียง 30 กว่าตารางเมตร ถ้าเป็นตารางฟุต ก็เอา 10 คูณไป 300 กว่าตารางฟุต อาจจะมีสักห้องเล็กๆ 3-4 ห้องนอน พ่อแม่อยู่ห้องหนึ่ง ลูกอยู่อีกคนละห้อง แล้วพอลูกชายแต่งงานขึ้นมา ก็จะเอาเมียเข้ามาอยู่ด้วยกับพ่อ เอาเมียเข้ามาอยู่ด้วย ออกลูกออกหลานก็อยู่กันในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ นี่

ท่านผู้ชมเคยสงสัยไหมว่าในฮ่องกง ท่านผู้ชมที่เคยไปฮ่องกงตอนที่ยังไม่มีเรื่องไม่มีราว สังเกตไหมตอนกลางคืนคนเดินถนนเยอะมาก ท่านผู้ชมสังเกตไหม ผมสังเกต แล้วผมค่อยรู้มาทีหลังว่า อ๋อ มันไม่อยากอยู่ที่บ้าน เพราะเข้าไปในบ้าน โซฟาก็เป็นที่นอนของน้องชาย พ่อแม่อยู่ในห้อง พี่ชายก็มีเมียและมีลูกอีกคน เวลามันจะกินข้าวมันก็เลยเดินเล่นอยู่ข้างนอก หรือว่านัดกินข้าวเย็นกันข้างนอก เพราะฉะนั้นอาหารการกิน ร้านอาหารที่ฮ่องกงมันถึงเจริญเติบโต เวลาคุณเข้าไปหลายๆ ร้านที่คนฮ่องกงไป คุณจะเห็นเลยครอบครัวนั่งเป็นโต๊ะๆ นั่งกินกัน ยิ่งวันเสาร์-อาทิตย์ยิ่งแน่น รอจนกระทั่งดึกๆ 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม ง่วงนอนแล้ว ก็นั่งรถกลับบ้าน ขึ้นไปที่อพาร์ตเมนต์ พอเข้าไปก็ซุกหัวนอนเลย แล้วตื่นตอนเช้าก็ออกจากบ้าน เพราะฉะนั้นแล้วในที่สุดอพาร์ตเมนต์ก็เลยกลายเป็นที่ซุกหัวนอน

ตอนหลังยิ่งร้ายกว่านั้นอีก คนจีนที่มีเงินเหลือ ก็ขนเงินเข้ามาที่ฮ่องกง มาไล่ซื้ออพาร์ตเมนต์ มาไล่ซื้อคอนโดฯ มันก็เลยทำให้ราคาอพาร์ตเมนต์ ราคาคอนโดฯ สูงขึ้น มันเลยทำให้คน อย่างเช่นคนหนุ่มคนสาวที่คิดว่าตัวเองไม่มีทางที่จะซื้อบ้านในราคานี้ หมดประตูเลย ก็ตัดสินใจว่า ในชีวิตนี้ ไม่ใช่ตอนนี้ ในชีวิตนี้ไม่มีวันที่จะซื้อบ้านได้

ทีนี้ ถ้าคุณเป็นคนหนุ่มคนสาว สมมุติคุณเรียนจบ University of Hong Kong ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในฮ่องกง คุณได้งานที่ดี เงินเดือนๆ ละประมาณ 3 หมื่นเหรียญฮ่องกง ประมาณ 1 แสนบาท ผมถามว่าค่าครองชีพในฮ่องกง โน่นนี่นั่น แล้วคุณจะซื้อคอนโดฯ ในฮ่องกงได้อย่างไร ก็ในเมื่อราคาคอนโดฯ ในฮ่องกงในขณะนี้ ที่ถูกที่สุดของมันตกประมาณตารางเมตรหนึ่งต้องมี 2-3 แสนบาท 2-3 แสนบาท ถ้ามันอยู่กันเล็กๆ มันอยู่กันประมาณ 20 ตารางเมตร หรือ 30 ตารางเมตร 30 ตารางเมตร 3 แสนเหรียญ ก็ 9 ล้านบาทแล้วนะ ในขณะที่ 30 ตารางเมตรของเราในคอนโดฯ จะ LPN ก็ตาม อยู่โน่นนี่นั่น ตกห้องหนึ่งประมาณ 30 ตารางเมตร ก็ห้องหนึ่งไม่เกิน 3-5 ล้าน ของมันต้องใช้ 9 ล้าน หรือ 10 กว่าล้าน จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ เงินทองก็ไม่ค่อยมี งานก็ไม่ค่อยมี ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ชนวนของการต่อสู้ในเรื่องของกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนถูกขยับขยายมา มาถึงความไม่พอใจของคนในฮ่องกง คนหนุ่มคนสาวในฮ่องกง แล้วพ่อแม่ คนโบราณ คนอายุมากในฮ่องกง ก็สนับสนุนคนพวกนี้ เพราะว่าพวกนี้คือลูกหลานเขา เขาเห็นแล้วว่าคนจีนคือตัวปัญหา วันนี้คนฮ่องกงไม่ได้เกลียดประเทศจีน แต่เกลียดคนจีน เพราะคนจีนมีเงินแล้วมาสร้างปัญหาให้พวกมัน

เมืองที่อยู่ติดชายแดนระหว่างฮ่องกงกับประเทศจีน ถ้าท่านผู้ชมเคยไป หรือท่านผู้ชมอ่านข่าว ท่านผู้ชมจะเห็น พอวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีคนจีนทะลักเข้ามาเป็นหมื่นคนเลย เข้ามาไล่ซื้อของในดีพาร์ตเมนต์สโตร์ แล้วก็กวาดของไปหมดเลย แล้วก็ขนกลับไปขายต่อ หรือเอาไปใช้เอง มีอยู่พักหนึ่งที่นมผมเลี้ยงเด็กที่ประเทศจีนมีปัญหา กินแล้วเด็กตาย เพราะว่าผสมสารอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เด็กตาย เรียกว่านมผงในฮ่องกงแทบจะหมดตลาดไปเลย สั่งเข้ามาเท่าไรก็ไม่พอ เพราะคนจีนเข้ามา 1 คน หิ้วกลับไป 10 กระป๋อง 20 กระป๋อง บางคนหิ้วไปเป็นร้อยกระป๋อง

เอาเป็นง่ายๆ คนจีนถ้าชอบอะไรแล้ว ซื้อแหลก เมล็ดนมของโครงการหลวงที่ขาย ไปถามบิ๊กซีราชดำริดูสิ ว่าคนจีนมาที ซื้อใส่กระเป๋าใบใหญ่ๆ ซื้อไปทีสิบกระเป๋า เอาไปกิน เอาไปกิน เอาไปขายต่อ นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ นะ เพราะฉะนั้นแล้ว ความเกลียดชังที่คนฮ่องกงมีต่อคนจีน นับวันก็ยิ่งมากขึ้นๆๆ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ การประท้วง เจอร้านอาหารไหนที่เป็นร้านของคนจีนแผ่นดินใหญ่ ก็บุกเข้าไปทุบ เข้าไปทำลาย เจอคนจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งอยู่ที่สนามบิน กำลังจะเดินทางเข้าหรือเดินทางกลับ ก็ไปกล่าวหาว่าเขาเป็นสายของแผ่นดินใหญ่ ก็ไปทุบไปตี ขนาดคนจีนคนหนึ่งซึ่งเกิดที่อเมริกานะ ชื่อ ออเดรย์ หลี่ เป็นนักข่าวอยู่หนังสือพิมพ์เซาท์ไชนา มอร์นิง โพสต์ เผอิญแกพลาดท่า แกไปพูดภาษาจีนกลางในระหว่างที่แกทำข่าวอยู่ ผมก็ไม่รู้แกโดนทั้งหมัด ทั้งก้อนหิน ทั้งอะไรไม่รู้ ตาแตกหมดเลย แว่นแตกไม่มีเหลือเลย ตอนนี้อะไร คนสิงคโปร์ไปพูดภาษาจีนกลางในฮ่องกงก็โดนกระทืบ ใครก็ตามที่หน้าจีนๆ แล้วทะลึ่งไปพูดภาษาจีนกลางแถวนั้นนะ โดนกระทืบหมดเลย เพราะฉะนั้นคนไทยที่พูดภาษาจีนกลางได้ ถ้าจะไปฮ่องกงให้พูดแต่ภาษาไทย อย่าทะลึ่งไปพูดภาษาจีนกลาง หรือไม่ก็พูดภาษาอังกฤษซะ

แต่วันนี้ฮ่องกงกำลังแย่ ฮ่องกงกำลังแย่ก็เพราะว่า เศรษฐกิจฮ่องกงพึ่งการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวฮ่องกงหายไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ ร้านค้าต่างๆ ถูกปิดหมด การเดินทางลำบากยากเย็นมาก เมื่อยากเย็นมากแล้วเกิดอะไรขึ้น คนก็ไม่ไปกัน คนไปทำงานก็ลำบาก คนจะขึ้นรถไฟใต้ดิน สถานีรถไฟใต้ดินก็ถูกปิดเป็นสิบๆ สถานี เศรษฐกิจฮ่องกงกำลังดิ่งเหว ตลาดหุ้นฮ่องกงก็ไม่ดีขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว

ถามว่า เหตุการณ์แบบนี้จะดำเนินการต่อไปอีกนานไหม ผมตอบอย่างนี้ เหตุการณ์แบบนี้จะดำเนินการต่อไปอีกนาน จนกว่าฮ่องกงจะเจ๊ง ล่มสลาย เพราะนั่นคือสิ่งที่สี จิ้นผิง และประเทศจีนต้องการให้ฮ่องกงเจ๊งและล่มสลาย เมื่อล่มสลายถึงวันนั้นแล้ว คนจีนทุกวันนี้บุกเข้าไปในฮ่องกง กว้านซื้อที่ดิน ซื้อตึก ในราคาถูก ซื้อเก็บๆๆ บริษัทห้างร้านของจีนแผ่นดินใหญ่ก็เข้ามาในฮ่องกง ซื้อเก็บๆๆ เขาต้องการจะยึดฮ่องกง โดยจีน โดยวิธีการให้มันมีความวุ่นวาย แล้วให้ทุกอย่าง ราคาที่เคยสูง ตกมาในราคาต่ำๆ แล้วเข้ามากว้านซื้อ

ท่านผู้ชมลองคิดตามผมนิดนึง ตอนนี้แบงก์ที่พิมพ์แบงก์ฮ่องกง ก็เหมือนแบงก์ชาติ เหมือนธนาคารชาติประเทศไทยพิมพ์แบงก์ไทยออกมา แบงก์ที่รับผิดชอบในการพิมพ์แบงก์ในฮ่องกงมีอยู่ 3 แบงก์ แบงก์แรกคือ HSBC : Hong Kong and Shanghai Bank แบงก์ที่สองคือ Standard Chartered แบงก์ที่สามคือ Bank of China สามคนนี้รับผิดชอบเงินสดหมุนเวียนที่อยู่ในฮ่องกง สมมุติวันหนึ่งผมบอกว่า มีข่าวปล่อยออกมา และลือออกมา ตอนนี้ HSBC คือคนประท้วงในฮ่องกงเอาแบงก์ฮ่องกงมาประทับตราประท้วงปัง เพื่อให้รู้ว่าแบงก์นี้อยู่ในมือผู้ประท้วงแล้ว แล้วก็ซื้อขายออกไป กระจายในตลาด HSBC ประกาศว่าแบงก์ไหนมีตราประทับของผู้ประท้วง ถือว่าเป็นแบงก์ชำรุด ไม่รับแลก แล้วถ้าเกิดมีคนบอกว่า HSBC ไม่มีเงินเหลือแล้วนะ ภาษาอังกฤษเขาเรียก รัน แบงก์รัน คุณไปเบิกเงิน แบงก์บอกให้รอ 2 วันค่อยหาแบงก์มา ถ้าแบงก์มันรัน หรือว่าแบงก์ฮ่องกงไม่มีมูลค่าอีกต่อไปแล้ว คนที่ถือทรัพย์สินหรือถือเงินสดในฮ่องกง convert เงินฮ่องกงเป็นเงินดอลลาร์ HSBC กับ Standard Chartered จะมีปัญญาเอาดอลลาร์มาได้ไหม ไม่ได้ ด้วยคนประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งเกาะ convert เปลี่ยนจากฮ่องกงเป็นเงินดอลลาร์ สถานภาพของแบงก์ก็จะร่วงลงมา หุ้นแบงก์ก็จะตก จะเกิดความวุ่นวายอย่างมากมาย

HSBC สำนักงานใหญ่ที่ลอนดอน ถ้าเห็นที่ฮ่องกงเป็นอย่างนี้ ขายทิ้งดีกว่ามั้ง ไม่มีประโยชน์ Standard Chartered ก็บอกขายทิ้งดีกว่ามั้ง ไม่มีประโยชน์ แล้วท่านผู้ชมคิดดู แล้วใครจะเข้ามาซื้อแบงก์ 2 แบงก์นี้ หนีไม่พ้นประเทศจีน อุปมาอุปไมยเหมือนกับว่า ถ้าฮ่องกงยิ่งเละเท่าไร จีนยิ่งได้กำไรมากขึ้น ฮ่องกงยิ่งเละเท่าไร จีนก็เข้ามาเทคโอเวอร์ฮ่องกงได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นแล้วเขาไม่ได้กังวลเลยแม้แต่นิดเดียว เขาไม่ได้กังวล และในขณะเดียวกัน อังกฤษกับอเมริกาต้องแทรกแซงเข้ามาในการประท้วงของฮ่องกงแน่นอน แต่แทรกแซงด้วยวิธีที่เงียบ ไม่สังเกตเหรอครับว่า ไม่ว่าโจชัว หว่อง หรือไม่ว่านักประท้วงในฮ่องกง พวกนี้ชอบเดินทางไปอเมริกา ไปพบสภาคอเกรสของอเมริกา ไปร้องเรียนโน่นนี่นั่น คล้ายๆ กับคุณธนาธรที่ไป ที่จะต้องอเมริกา เพื่อไปฟ้อง เขาไปฟ้องพวกวุฒิสมาชิกของอเมริกา ไปฟ้องเพื่อบอกว่า ฮ่องกงใช้ไม่ได้นะ ฮ่องกงเผด็จการ ขอให้ช่วยหน่อย จนในที่สุดสภาคองเกรสของอเมริกา และวุฒิสมาชิก ออกแถลงการณ์ประณาม ประณามประเทศจีน ประณามการปราบปรามผู้ประท้วงในฮ่องกง ผมถามว่าจีนเขาแคร์หรือเปล่า จีนเขาไม่แคร์

ในการประท้วงที่เทียนอันเหมิน นายกรัฐมนตรีจ้าว จื่อหยาง ไม่ยอมสั่งให้ทหารจัดการอย่างเด็ดขาดกับนักศึกษาผู้ประท้วง ไม่ยอม จนกระทั่งจ้าว จื่อหยาง โดนจับและโดนปลดออกจากทุกตำแหน่งในพรรคคอมมิวนิสต์ และถูกจับอยู่ที่บ้าน จนกระทั่งเพิ่งตายไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และเพิ่งมีโอกาสได้เอาเศษขี้เถ้าออกมาแล้วเอาไปฝังในสุสานประชาชนคนธรรมดา เพราะธรรมดาแล้วนายกรัฐมนตรีจ้าว จื่อหยาง เวลาตายคนที่เป็นระดับนายกรัฐมนตรี เขาจะมีสุสานของผู้นำจีน เขาไม่ให้แม้กระทั่งเอาอัฐิไปฝังอยู่ในสุสานที่มีชื่อของผู้นำ นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟัง เพราะฉะนั้นจ้าว จื่อหยาง ก็หมดไป กลับกลายเป็นเติ้ง เสี่ยวผิง ขึ้นมามีอำนาจตอนนั้น เขามีอำนาจอยู่แล้ว เขาสั่งให้ทหารปราบปรามอย่างรุนแรง ก็ปรากฏว่าจีนก็ถดถอยไป 1-2 ปี พอจีนถดถอยไป 1-2 ปีแล้ว ทุกอย่างก็ถูกลืมไปอีก เพราะจีนมีประชากรอยู่ 1,400 ล้านคน ทั้งยุโรป ทั้งอียู ทั้งอเมริกา อยากค้าขายกับจีน ก็ถ้าอยากค้าขายกับจีนก็จะไม่พูดเรื่องเทียนอันเหมิน อีกหน่อยคนอยากค้าขายกับจีนก็ต้องไม่พูดเรื่องฮ่องกง ฉันใดฉันนั้น เพราะถ้าท่านผู้ชมยึดถือหลักการว่า จีนไม่มีวันปล่อยฮ่องกงไปเด็ดขาด

วันนี้ฮ่องกงจะสงบหรือไม่สงบ ขึ้นอยู่กับ สี จิ้นผิง คนเดียว ถ้า สี จิ้นผิง เคาะปัง จบ ให้ แคร์รี แลม ลาออก ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว และยอมตามข้อเรียกร้องของคนฮ่องกง ก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ สี จิ้นผิง กลับมองว่า ถ้ามันยิ่งวุ่นวาย ยิ่งมีเรื่องมีราวมากขึ้น ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ยิ่งเผาอาคารสถานที่มากขึ้น ยิ่งขว้างระเบิดใส่มากขึ้น ยิ่งทำร้ายประชาชนมากขึ้น เขามองว่ามันยิ่งจะใกล้การล่มสลายแล้ว แล้วเข้าสู่ตอนล่มสลายไม่ดีกว่าเหรอ และในที่สุดแล้ว ถ้าฮ่องกงเป็นอัมพาตในที่สุด ก็คือ คนไปทำงานไม่ได้ ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินก็ไม่ได้ ค้าขายก็ไม่ได้ เชื่อผมสิว่า แคร์รี แลม ผู้ว่าการฮ่องกง และคณะรัฐมนตรีฮ่องกง ตลอดจนสภาฮ่องกง ซึ่งจีนคุมเป็นเสียงส่วนใหญ่ ก็จะลงมติกันเป็นเอกฉันท์ เชิญจีนเข้ามาช่วยจัดการปัญหาในฮ่องกงได้ไหม ตรงนั้นและวันนั้น สี จิ้นผิง ก็จะบอกว่า เอ้าทหาร ปลดแอกประชาชน PLA : People's Liberation Army เข้าไปเลย ทั้งรถถัง ทั้งทหาร เข้าไป ทั้งปืน แล้วเข้าไปต้านมัน มันยิงตายสัก 100-200 ศพ 1,000-2,000 ศพ เขาไม่แคร์หรอก เชื่อผมสิท่านผู้ชม เขาไม่แคร์

แต่พอเรื่องราวมันสงบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดแล้ว ทุกอย่างในฮ่องกง ไม่ต้องรอ 50 ปีแล้ว ให้ครบ เพื่อโอนเข้ามาเป็นระบบของจีน จีนก็จะใช้ระบบของตัวเองเข้ามาปกครองทันทีเลย shortcut แล้วถ้านักลงทุนทั้งหลาย แบงก์ทั้งหลาย ไม่อยากอยู่ฮ่องกง เขามีแล้วนี่ เซินเจิ้น เขามีเซี่ยงไฮ้ซึ่งกำลังพัฒนาต่อไป มีตัวแทนตัวตายอยู่เรียบร้อยแล้ว ที่จูไห่ก็มีเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว ฮ่องกงก็ยังกลับเป็นฮ่องกงเหมือนเดิม แต่จะไม่ใช่อยู่ในเงื้อมมือของตัวแทนของจีนอีกต่อไป แต่จะถูกปกครองตรงเลยจากจีน จีนไม่แคร์ เพราะว่าจีนถือว่า ถ้าฮ่องกงคุณเชิญผมเข้ามาแล้ว ผมก็สามารถที่จะเข้ามายึดครองโน่นยึดครองนี่ คุณจะว่าอะไรผมไม่ได้นะตอนนี้

ผมคิดว่าทั้งหมดอยู่ที่สี จิ้นผิง คนเดียว เขาจะเคาะเมื่อไรก็ได้ เขาจะเคาะให้จบวันนี้ก็เคาะได้ เขาจะรอเคาะเมื่อฮ่องกงล่มสลาย เขาก็สามารถเคาะได้

ท่านผู้ชมครับ สิ่งที่ผมพูดไปนี้ มันมีอยู่ตัวหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าฮ่องกงล่มสลาย แล้วถ้าเขาสามารถทำให้ HSBC สาขาฮ่องกง แบงก์ฝรั่งที่ Yield ถือหุ้นใหญ่ ถือหุ้นอยู่ ตลอดจน Standard Chartered ล้มในฮ่องกงได้ สี จิ้นผิง และประเทศจีน จะมีความสุขมาก เพราะถ้าเขาสามารถจะซื้อแบงก์พวกนี้ไปได้ ท่านผู้ชมครับ ที่สำคัญไม่ใช่ทรัพย์สินของแบงก์ที่แบงก์นี้มี ที่สำคัญคือข้อมูลข่าวสาร คนทั้งหมดที่ HSBC เคยทำธุรกิจกับคนในฮ่องกง หรือคนจีนที่อยู่นอกประเทศ หรือ Standard Chartered ข้อมูลฝ่ายต่อต้านจีนที่มาใช้เงินที่นี่ เขาจะรู้หมดเลย และจีนเก่งในเรื่องของเทคโนโลยีพวกนี้มาก เขาสามารถจะเช็กได้ บัญชีนี้เข้าบัญชีใครๆๆ เขาจะรู้เส้นสายทางตะวันตกหมดว่าเป็นอย่างไร หรืออีกนัยหนึ่ง ผมกลับมองว่า ณ วันนี้ ด้วยเหตุโดยบังเอิญของแคร์รี แลม อันนี้ ที่เขาสร้างเรื่องขึ้นมา เปิดโอกาสให้จีนสามารถเข้ามาเทคโอเวอร์ในเรื่องข้อมูลข่าวสาร โดยผ่านทางการยึดธนาคาร HSBC หรือ Standard Chartered เชื่อผมเถอะครับ ธนาคาร 2 ธนาคารนี้ จากนี้ไปจะอยู่อย่างไม่เป็นสุข และมิหนำซ้ำผมยังเชื่อว่าผู้ประท้วงอาจจะซาลงไป แต่อาจจะมีผู้หวังดีจากประเทศจีนช่วยประท้วงต่อ เหมือนกับเมืองไทยเป๊ะเลย ไม่มีอะไรต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะฉะนั้นแล้ว ข้อแรกที่ผมพูดได้ ฮ่องกง คนในฮ่องกง ไม่มีวันชนะจีน ไม่มี ข้อที่สอง เรื่องนี้จะจบหรือไม่จบอยู่ที่สี จิ้นผิง จะเอาอย่างไร จะจบอย่างไรก็ตาม สี จิ้นผิง จะเอาอย่างไรก็ตาม ประโยชน์ต้องอยู่ที่จีน ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มผู้ประท้วง เขาไม่สนใจ ท่านผู้ชม เขาไม่สนใจ คุณจะมีคน 1 ล้าน 2 ล้านคนยังไง พวกนี้ต้องกิน ต้องใช้ ต้องอยู่ ถ้าฮ่องกงไม่สามารถอยู่ได้ ไม่มีงานให้ทำ ไม่มีข้าวให้กิน มันจะอยู่ทำไม เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้ว จีนก็หวังว่าถึงวันหนึ่งคนพวกนี้จะบอกว่า เอาล่ะ ช่างมันเถอะอุดมการณ์ทางการเมือง ขอให้มีกินมีใช้ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องการประท้วงในขณะนี้ จริงๆ มันเป็นการต่อเนื่องและก็จะไม่จบ มันจะจบก็ต่อเมื่อจีนเห็นว่าจะจบช่วงไหนก็ตาม จีนจะต้องได้ประโยชน์มากที่สุดจากตรงนั้น แต่ลืมไปเลย ประชาธิปไตยในฮ่องกงไม่มีหรอกครับ การเลือกผู้ว่าฯ ก็ยังคงเหมือนเดิม ก็คือเลือกโดยคณะกรรมการของคนจีน ที่ประเทศจีนเขาแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีหรอกครับ ที่ลงเข้าไปในคูหาแล้วกดเลือกผู้ว่าฯ โดยตรง ไม่มี จากวันนี้ไปก็จะไม่มี แล้วจีนก็จะเริ่มเข้ามาเปลี่ยนระบบการศึกษาในฮ่องกงให้มากขึ้น ให้ไปในแนวทางเดียวกับจีน

ทำไมต้องเป็นเช่นนี้ นี่คือการล้างแค้นของสี จิ้นผิง ที่มีต่อตะวันตก ที่ใช้ฮ่องกง ยึดฮ่องกงไปนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ อังกฤษนี่ยังมีรากเหง้าอยู่ในฮ่องกงเยอะ เพราะฉะนั้นแล้ว ด้วยวิธีนี้วิธีเดียว ถึงสามารถจะล้าง ชำระล้างรากเหง้าของอังกฤษที่ฝังอยู่ในฮ่องกง อาจจะไม่ใช่เป็นตัวอังกฤษเอง แต่อาจจะผ่านคนซึ่งได้รับการศึกษาจากอังกฤษ แล้วคิดแบบตะวันตก เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะเรียนให้กับท่านผู้ชมรู้ ว่ามันเป็นของมันอย่างนี้จริงๆ

ส่วนเรื่องของสี จิ้นผิง ผมอยากจะพูดต่อ แต่วันนี้อาจจะยาวไปหน่อย ผมคิดว่าอย่าไปพูดเลย เอาไว้งวดหน้า วันดีคืนดีผมจะอธิบายเรื่องสี จิ้นผิง ให้ฟัง ว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร พูดสั้นๆ เอายั่วน้ำลายกันนิดหน่อยก็แล้วกันว่า วันนี้ สี จิ้นผิง พยายามทำประเทศจีนให้เหมือนกับประเทศจีนในยุคสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งประมาณ 600-700 ปีที่แล้ว ในยุคของจักรพรรดิหย่งเล่อ จักรพรรดิหย่งเล่อ เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ต่อจากปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิง ก็คือ ท่านจู หยวนจาง คั่นระหว่างท่านจู หยวนจาง กับหย่งเล่อ จะมีหลานคนหนึ่งขึ้นมา ชื่อ เหวินตี้ฮ่องเต้ ซึ่งเป็นลูกของรัชทายาทที่เสียชีวิตไป แต่เป็นแค่ 2-3 ปี แล้วโดนหย่งเล่อฮ่องเต้ ซึ่งยุคนั้นเป็นอ๋องคนหนึ่ง ปกครองอยู่ที่ปักกิ่ง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ชื่อ เอี้ยนอ๋อง กบฏขึ้นมาแล้วก็ปราบจักรพรรดิเหวินตี้ ซึ่งเป็นหลานของตัวเอง แล้วขับไล่ออกไป เสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งตัวเป็นจักรพรรดิหย่งเล่อฮ่องเต้ ยุคหย่งเล่อฮ่องเต้ เป็นยุคที่ประเทศจีนประกาศศักยภาพและแสนยานุภาพ ศักดานุภาพ ไปทั่วโลก โดยให้เจิ้งเหอ แม่ทัพเรือจีน นำเรือของจีนหลายพันลำแล่นออกจากเมืองกวางเจา แล้วออกไปผ่านช่องแคบมะละกา ผ่านไปหมด ทางมาดากัสการ์ ผ่านไปทางอินเดีย ไปทางยุโรป ไปทางฝรั่งเศส ไปทางประเทศต่างๆ ช่วงนั้นประเทศจีนเป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคหย่งเล่อฮ่องเต้

วันนี้ สี จิ้นผิง เปิดเส้นทางทั้งทางบกและทางทะเล ทางทะเล สี จิ้นผิง เสริมสร้างกองเรือที่เริ่มใหญ่โตมโหฬาร ถึงแม้จะไม่เท่ากับอเมริกา แต่ก็เป็นกองเรือที่โตตลอดเวลา จีนเริ่มมีเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำแล้ว และผมเชื่อว่าลำที่ 3 ลำที่ 4 ก็จะมีต่อมาอีก ทางบก สี จิ้นผิง กำลังเริ่ม 1 แถบ 1 เส้นทาง One Belt One Road ก็คืออีกหน่อยเส้นทางสายไหมของจีนก็จะไปทั้งทางทะเลและทางบก นั่นก็คือการสานต่อหรือว่ามาเชิดชู สร้างความยิ่งใหญ่ของจีน ให้ยิ่งใหญ่พอๆ หรือยิ่งใหญ่กว่าสมัยยุคหย่งเล่อฮ่องเต้ แล้ววันหลังเดี๋ยวผมจะเปรียบเทียบให้ฟัง ว่าเหมือนกันตรงไหน และต่างกันตรงไหน ผมได้อ่านความคิดของสี จิ้นผิง มานานพอสมควร และผมก็คิดว่าผมรู้ เดาออก ว่าเขากำลังจะเดินทางไปทางไหน เพราะฉะนั้นแล้ว การที่เขาสู้รบกับอเมริกาตอนนี้เป็นเรื่องจิ๊บๆ ท่านผู้ชมอาจจะถามผมว่า แล้วสงครามการค้าใครแพ้ ใครชนะ ยังไงอเมริกาก็แพ้ เหตุผลง่ายนิดเดียว เพราะอเมริกาถูกปกครองโดยคนบ้า แต่สี จิ้นผิง เป็นปราชญ์ทางจีนที่ลึกซึ้ง

ประธานเหมา เจ๋อตง เคยพูดบอกว่า ลมตะวันออกเริ่มเกิดขึ้นแล้ว ลมตะวันออกในที่สุดต้องพัดจนกระทั่งลมตะวันตกหายไป เพราะสมัยก่อนลมตะวันตกพัดมาทางเอเชีย ทางตะวันออก นำพาหายนะ นำพาสงคราม นำพาการกดขี่ การปกครอง การขูดรีด การล่าอาณานิคมเข้ามา ตอนนี้ลมทางตะวันออกต้องพัดไปโดยนำสันติภาพและการพัฒนาต่อไป เพราะฉะนั้นแล้ว นั่นคือที่มาของ 1 แถบ 1 ถนน 1 เส้นทาง และในที่สุดแล้ว เมื่อ 1 แถบ 1 ถนน 1 เส้นทาง เจริญมากขึ้น การค้าก็จะเจริญเติบโตต่อไป จีนในอนาคตแทบจะไม่ต้องพึ่งพาอเมริกาเลยแม้แต่นิดเดียว ลำพังเฉพาะประเทศที่อยู่ข้างๆ 1 แถบ 1 เส้นทาง ถ้าเขาค้าขายกันได้ไปเรื่อยๆ อีกหลายสิบปีต่อไปข้างหน้า อเมริกาจะไม่มีความหมาย

ท่านผู้ชมครับ วันนี้พูดความจริง จะหาว่าผมเข้าข้างจีนมากก็ช่วยไม่ได้ เพราะว่าความจริงมันเป็นเช่นนั้น และความจริงก็มีอยู่ว่า ท่านผู้ชมจะปฏิเสธประเทศที่มีอยู่ 1,400 ล้านคน ไม่ได้หรอก แล้วมีผู้นำอย่างเช่น สี จิ้นผิง เทคโนโลยีของ สี จิ้นผิง ก้าวล้ำนำยุคในยุคจีน มีที่ไหนที่เน้นเรื่อง 5G จีนเป็นประเทศแรกที่ริเริ่ม 5G ในขณะที่ยุโรปยังไม่เริ่มเลย แล้วเมื่อเทคโนโลยี 5G ขนาดหัวเว่ยตัวเดียว ก็ยังทำให้เทคโนโลยีทั่วโลกสะเทือน แล้วถ้า 5G เกิดขึ้น แล้วประเทศจีนทั้งประเทศมันใช้ 5G ขึ้นมา แล้ว 5G สามารถจะสร้างโน่นสร้างนี่ จะนำนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา โลกจะกระเทือนแค่ไหน ประเทศไทยเป็นจุดสำคัญที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศจีนมองประเทศไทยสำคัญกว่าทุกประเทศในอาเซียน เวียดนามก็สู้ไม่ได้ เพราะเวียดนามเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับจีนมานมนานแล้ว คำถามมีอยู่อย่างนี้ คำถามมีอยู่ว่า จีนรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องการประเทศไทย คำถามมีอยู่ว่า เวลาเราคุยกับจีน เราจะทำอย่างไรที่ให้เราได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่ให้จีนได้ประโยชน์มากที่สุด ถ้าเราตั้งเงื่อนไขต่อสู้ เรียกร้องเขา ในที่สุดแล้วประเทศจีนก็ยอม เพราะว่าประเทศไทยเป็นจุดที่ประเทศจีนต้องการพึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน ขอแต่ให้เพียงคนของเราอย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม เจรจาให้เป็น เหมือนมหาเธร์ มาเลเซีย ท่านผู้ชม ถ้าจำได้ สมัย นาจิบ ราซะก์ นายกรัฐมนตรีเก่าของมาเลเซีย ตอนนั้นคอร์รัปชันหนัก ประเทศจีนจะมาทำรถไฟความเร็วสูงในมาเลเซีย ก็เซ็นสัญญาให้ทำ พอมหาเธร์ขึ้นมา มหาเธร์บอกว่า มาเลเซียจน จนมาก ขอยกเลิกสัญญานี้ได้ไหม ปรากฏว่า ประเทศจีนสุมหัวกันแล้วประชุม แล้วบอกว่าเชิญมหาเธร์มาคุยกัน ก็ลดราคาค่าสร้างรถไฟความเร็วสูง ลดลงไปให้ถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ 30-40 เปอร์เซ็นต์ จากการที่มหาเธร์เจรจาเป็น ผมก็หวังว่าประเทศไทยเราก็น่าจะเจรจาเป็นเหมือนกันนะครับ เพราะว่าจีนต้องการให้ประเทศไทยที่จะต้องเชื่อมจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และทางใต้ของจีน ลงมาทางเวียดนาม ลงมาทางลาว หรือลงมาทางเชียงราย เชียงของ แล้วไล่มาจากทางภาคเหนือยาวลงมาถึงกรุงเทพฯ จากกรุงเทพฯ ต่อไปจนถึงทางใต้ แล้วก็ไปต่อมาเลเซีย มันจะทำให้ 1 เส้นทาง One Belt One Road ของจีนสมบูรณ์แบบ ฉะนั้น ขบวนรถไฟความเร็วสูงของเขาจะเชื่อมได้หมดทุกจุด ในขณะนี้ยังเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีเวียดนาม มีไทย มีเขมร และมีสิงคโปร์ มีมาเลเซีย ยังเชื่อมไม่ได้ เพราะเมืองไทยอยู่ตรงกลาง ฉะนั้น ถ้าเราเจรจาเป็น เราจะได้ของดี ในราคาที่ถูก และเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด สรุปก็คือ เรายังต้องพึ่งจีนอยู่ แต่เราต้องเจรจาเป็น เพราะจีนมีเงินมาก มีอำนาจมาก การที่เขาต้องสูญเสียให้เราบ้างบางจุด เขาพร้อมจะสูญเสีย ขอให้เรายอมเขาบ้างในบางจุด ก็คือ พูดง่ายๆ ว่า อย่าคิดแต่เรื่องของตัวเอง ให้คิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก

ท่านผู้ชมครับ รออาทิตย์หน้าเราค่อยคุยกันต่อ วันนี้เอาเพียงแค่นี้ วันนี้ก็เยอะพอสมควร หวังว่าทุกท่านคงจะมีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ สวัสดีครับ









กำลังโหลดความคิดเห็น...