xs
xsm
sm
md
lg

“ปิยบุตร” ไม่เห็นชอบ พ.ร.ก.โอนย้ายกำลังพล ซัดไม่เป็นไปตาม รธน.172

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ปิยบุตร” นำ 70 อนค.โหวตไม่อนุมัติ พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ ชี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินตาม รธน.ม.172 อัด “บิ๊กตู่” หมด ม.44 หันมาใช้ พ.ร.ก.เสริมอำนาจพิเศษ ถึงเวลาดัดนิสัย หากปล่อยไปหวั่นสร้างบรรทัดฐานผิดๆ ด้าน “พีระพันธุ์” ระบุความปลอดภัยสถาบันกษัตริย์เร่งด่วนเทียบเท่าความมั่นคงชาติ





วันนี้ (17 ต.ค.) เมื่อเวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 ซึ่งมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้เสนอเหตุผลว่าเพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่การถวายพระเกียรติและการรักษาความปลอดภัยขององค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งให้การปฏิบัติภารกิจทั้งปวงตามพระราชอัธยาศัย และตามพระราชประเพณีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และเกิดความปลอดภัยสูงสุดจึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงในการที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรากฎหมายฉบับนี้

ต่อมาสมาชิกได้อภิปราย โดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นอภิปรายคนแรกว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ารับหน้าที่เป็นเวลา 3 เดือน ตรา พ.ร.ก.ไปแล้ว 2 ฉบับ สองฉบับนี้มีปัญหาว่าเป็น พ.ร.ก.ที่เข้าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ จากเหตุผลดังกล่าวเท่ากับว่า ครม.อ้างเหตุเรื่องความปลอดภัยของประเทศ และยืนยันว่าเป็นกรณีฉุกเฉิกที่มีความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ถูกต้องว่าองค์พระมหากษัตริย์เป็นหลักสำคัญของประเทศ เป็นประมุขของประเทศไทย การถวายความปลอดภัยแด่องค์มหากษัตริย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ตรงนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่า กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งคิดว่าเป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ เพราะคำว่า “ฉุกเฉิน” คือสิ่งที่เป็นไปปัจจุบันทันด่วนและแก้ไขโดยพลัน และคำว่าจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หมายถึงต้องทำทันที ถ้าไม่ทำจะเกิดผลร้ายแรงตามมา และในหมายเหตุท้าย พ.ร.ก.ยืนยันว่าเป็นไปเพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์เกี่ยวกับการถวายอารักขา ถวายพระเกียรติ และถวายรักษาความปลอดภัย นี่คือวัตถุประสงค์ของกฏหมาย แต่ประเด็นคือ ถ้าหากว่า ครม.ยืนยันว่า พ.ร.ก.นี้มีความจำเป็นรีบด่วน ครม.จำเป็นต้องแสดงข้อเท็จจริงให้สภาฯทราบว่า ณ วันที่ออก พ.ร.ก.มีเรื่องอะไรที่กระทบต่อการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ แต่ ครม.ไม่ได้ชี้แจงเลย

“สิ่งเหล่านี้มีปัญหากับการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่คุ้นชินกับการมีอำนาจพิเศษ และอำนาจมาตรา 44 ที่ใช้มา 5 ปีเศษ ประเภทเปิดปุ๊บติดปั๊บ ตลอด 5 ปี ที่ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งมาแล้วเกิดความผิดพลาดมากมาย บางกรณีก็ใช้มาตรา 44 แก้ไข มาตรา 44 ที่ออกมาผิดพลาด วันนี้เราเข้าสู่ระบบปกติแล้ว เราใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ท่านไม่มีมาตรา 44 อีกแล้ว ไม่มีมนต์วิเศษ ประเภทที่สั่งอะไรแล้วไม่ขัดรัฐธรรมนูญไม่มีอีกแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรี และ ครม.ต้องไม่ลืมว่ามีสภาฯ แล้ว เขาไม่ใช่ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน การใช้อำนาจของ ครม.จึงต้องเคารพรัฐธรรมนูญ และระมัดระวังรอบคอบกว่าเดิม ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำ ผมเห็นว่าการตรา พ.ร.ก.นี้ เป็นข้อยกเว้นยอมให้อำนาจกับ ครม. ดังนั้นจึงต้องทำอย่างจำกัดเคร่งครัดตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนด”

นายปิยุบตรกล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเคยชินจะใช้ช่องทางตามมาตรา 172 เสมือนกับมีอำนาจตามมาตรา 44 ไม่ได้ และหากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้เท่ากับว่าเรากำหนดสนับสนุนนิสัยการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยืนยันว่าอะไรก็จะใช้อำนาจรวดเร็วเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่เสมอ หากไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้เราจะช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อำนาจ แต่หากปล่อยผ่านเรื่องนี้จะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิด นายกฯ อยากได้อะไร ขี้เกียจรอสภา นานวันเข้าการออก พ.ร.ก.จะกลายสภาพเป็นมาตรา 44 จำแลง เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ทั้งการถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ แถลงนโยบายไม่แจ้งที่มาของงบประมาณ และการออก พ.ร.ก.2 ฉบับ เป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมาได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญจนกระทั่งถึงวันนี้ สภาฯ จะยินยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญอีกต่อไปหรือ ตนคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นติดกันหลายเรื่อง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ชัดเจนว่านี่คือการแสดงอาการของโรค พล.อ.ประยุทธ์ คือ โรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ

“ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร และรัฐธรรมนูญไทยก็รับรองต่อเนื่องเรื่อยมา คือประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตยผ่านทางรัฐสภา ครม. และศาล พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำอะไรผิด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงต้องรับผิดชอบ แต่รัฐมนตรีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ และไม่ใช่แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3/2562 ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื้อหาของคำวินิจฉัยของศาลยืนยันว่ามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นกลางทางการเมือง และใช้คำว่าปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง หนังสือตำราหลายเล่มของนักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งก็อยู่ในรัฐมนตรีชุดนี้ด้วยก็เขียนเรื่องนี้เช่นกันว่าระบอบนี้คือพระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ” นายปิยบุตรกล่าว

นายปิยบุตรกล่าวทิ้งทายว่า พรรคอนาคตใหม่และตนยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การอภิปรายในวันนี้เป็นไปเพื่อยืนยันอำนาจของสภาฯ ตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร รักษาระบบรัฐสภา ที่สำคัญที่สุดคือการรักษา ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี มิใช่ชี้หน้าด่าคนอื่นว่าไม่จงรักภักดี การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีไม่ใช่การใช้อำนาจกระทำการใดเพื่อทำให้คนคิดว่าพระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ ด้วยเหตุผลที่อภิปรายทั้งหมด เห็นว่า พ.ร.ก.ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามมาตรา 172 ตนในฐานะ ส.ส.ไม่สามารถลงมติอนุมัติ พ.ร.ก.นี้ได้

ด้าน พล.อ.ชัยชาญชี้แจงว่า กระทรวงกลาโหมมีภารกิจตามที่กฎหมายกำหนด โดยกองทัพบพกำหนดให้กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นหน่วยทหารหลักที่มีภาระกิจโดยตรงในการถวายความปลอดภัยต่อพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ อันเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งที่ต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักของคนไทยทุกคนเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ สำหรับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์นั้น เดิมขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม ต่อมาได้ปรับเป็นส่วนราชการในพระองค์ มีหน้าที่ในการวางแผน ดำเนินการประสานงาน บังคับบัญชา ควบคุมกำกับดูแลและปฏิบัติงานในการถวายอารักขาและถวายพระเกียรติ พระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี รัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลอื่น รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชพิธีรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพระราชฐาน ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติภาระกิจในการพิทักษ์รักษาปกป้องตลอดจนสนับสนุนภาระกิจของสถาบันกษัตริย์เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพราะการถวายความปลอดภัยต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะต้องไม่มีข้อบกพร่องเด็ดขาด

“การปรับโอนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ไปเป็นของส่วนราชการในพระองค์จึงต้องดำเนินการโอนอัตราทั้งสองหน่วยไปเพื่อให้หน่วยมีความพร้อมทุกด้านตลอดเวลา มีการจัดอัตรากำลังพลที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับการต้องมีหมุนเวียนกำลังพลต่างๆ ตามอำนาจหน้าที่ที่รับผิดชอบ และมีการฝึกเพิ่มพูลความรู้ความสามารถให้มีความพร้อมอยู่เสมอ และต้องไม่มีข้อบกพร่องโดยเด็ดขาด และให้สอดคล้องกับการบริการจัดการเรื่องงบประมาณให้สอดคล้องงบปี 63 จึงถือเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ” พล.อ.ชัยชาญย้ำ

ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ชาติและความเป็นมาไม่เหมือนประเทศอื่น ที่เรายืนยาวมาถึงวันนี้ได้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ หากไม่มีสถาบันนี้ก็คงไม่มีพวกเรามาถึงวันนี้ แต่ด้วยวิวัฒนาการของประเทสและโลกทำให้ระบบสถาบันกษัตริย์มีความเปลี่ยนแปลงไป จนมาเป็นสถาบันระบบประมุขของระบอบประชาธิปไตยของไทย ดังนั้น ความเป็นราชอาณาจักรไทยไม่สามารถแบ่งแยกออกได้ระหว่างความมั่นคงของประเทศกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน อะไรที่กระทบสถาบันกษัตริย์ก็เท่ากับกระทบความมั่นคงของประเทศด้วยเช่นกัน

“ดังนั้น การถวายความปลอดภัยแด่พระมหากษัตริย์จึงเปรียบเสมือนการถวายความปลอดภัยให้แก่ประเทศชาติ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศที่ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ในเมื่อความปลอดภัยของประเทศถือเป็นเรื่องเร่งด่วน อะไรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสถาบันกษัตริย์จึงไม่ต่างกัน ส่วนอะไรถือเป็นเร่งด่วนหรือไม่เราควรให้อำนาจฝ่ายบริหารพิจารณา เราในฐานะสภาผู้แทนฯควรพิจารณาว่าเหตุผลนั้นเห็นด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละท่าน หากไม่เห็นด้วยก็ใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด แต่สำหรับผมเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและให้การรับรอง” นายพีระพันธุ์กล่าว

จากนั้นที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่มีมติอนุมัติด้วยคะแนน 374 ต่อ 70 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง

ด้วยการออกเสียงระบุว่า มีผู้อนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว 374 คน ไม่เห็นด้วย 70 คน และงดออกเสียง 2 คน สำหรับส.ส.ที่ไม่อนุมัติจำนวนดังกล่าวเป็น ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมด แต่ก็มีบางส่วนที่อนุมัติด้วย คือ นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่, นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี, พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี ส่วน น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ เป็น 1 เสียงที่งดออกเสียง ร่วมกับ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีสมาชิกที่มาร่วมประชุมทั้งสิ้น 446 คน

สำหรับร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้จะส่งต่อให้วุฒิสภาให้ความอนุมัติอีกครั้งในวันที่ 20 ต.ค.นี้ เพื่อเป็นสถานะพระราชบัญญัติต่อไป





กำลังโหลดความคิดเห็น...