xs
xsm
sm
md
lg

ฟัง“ผู้พิพากษาท่านหนึ่ง” วิเคราะห์ “เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จากกรณีผู้พิพากษาก่อเหตุยิงตัวเองในห้องพิจารณาคดี ของศาลจังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา ต่อมามีผู้พิพากษาหญิงท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ แสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “บทวิเคราะห์ในเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด” มีเนื้อหาดังนี้

บทวิเคราะห์ในเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

ขอขึ้นต้นว่า ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะคะ แต่ยืนยันว่ามาจากการเสพข้อมูลอย่างมากที่สุดและเสพซ้ำๆ จนตกผลึกทางความคิด แล้วจึงนำมาวิเคราะห์เป็นบทความนี้

และอยากให้ท่านที่จะอ่านบทวิเคราะห์นี้ ได้กลับไปอ่าน ไปเสพข้อมูลให้หมด ด้วยตนเองให้ครบเสียก่อนถึงจะมาอ่านบทวิเคราะห์ต่อไปค่ะ

เพราะนี่อาจเป็นบททดสอบสำคัญว่า ท่านมีทักษะการเสพข้อมูลดีพอหรือยัง

ขอวิเคราะห์จากการถอดความแถลงการณ์ของท่าน...รวม 25 หน้าและข้อความในเฟซบุ๊กของท่านเอง ดังต่อไปนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดที่ท่านเขียนคือ การแทรกแซงการเขียนคำพิพากษาและการตรวจร่างนั้น มีจริงหรือไม่ เป็นอย่างไร

ข้อนี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า กระบวนการตรวจร่างคำพิพากษามีที่มาอย่างไร

การตรวจร่างคำพิพากษานั้น คือการให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนที่เขียนคำพิพากษาแล้ว ส่งร่างดังกล่าวไปยังสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาของแต่ละพื้นที่ได้ตรวจก่อนอ่าน

ซึ่งระเบียบนี้ใช้บังคับทั่วทั้งประเทศ ใช้บังคับมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว โดยกำหนดประเภทคดีที่ต้องส่งตรวจตามความสำคัญ(ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราโทษและบริบทอื่น เช่นสถานะของคู่ความ จำนวนความเสียหาย ฯลฯ)

สำหรับกระบวนการตรวจสำนวน เมื่อส่งไปที่สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคแล้ว อธ.(ต่อไปขอใช้เป็นชื่อย่อของตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษา) จะจ่ายให้ รอง อธ.และหน.ภาค(หัวหน้าศาลประจำภาค)เป็นผู้ตรวจ

กรณีที่ผู้ตรวจไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา รอง อธ.จะทำความเห็นพร้อมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและเหตุผล เสนอ อธ.

หาก อธ. เห็นตามด้วยจะมีหนังสือให้ เจ้าของสำนวนพิจารณาทบทวน ถ้าเจ้าของสำนวนยังยืนยันความเห็นเดิม ก็จะให้รอง อธ.ทราบ ซึ่งรอง อธ.จะมีความเห็นแย้งหรือไม่ก็ได้ (ปกติไม่มีความเห็นแย้ง)

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของทางวิชาการและการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ทำเป็นเอกสารตอบโต้กันเพื่อให้เกิดความชัดเจน

กระบวนการตรวจร่างคำพิพากษานี้เป็นแนวคิดที่สร้างขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลายประการ แต่ขอยกมาแค่สองประการคือ

1 การตรวจร่างคำพิพากษาจะช่วยเกลางานเขียนที่อาจขาดคุณภาพและประสบการณ์ได้ในระดับหนึ่ง เพราะในความเป็นจริง ก็มีคำพิพากษาบางฉบับที่ไม่ได้คุณภาพพอที่จะอธิบายสังคมได้อย่างสิ้นกระแสความ (คนในวงการก็รับรู้ดี)

2 การตรวจร่างคำพิพากษาช่วยรักษาความเป็นเอกภาพ ขององค์กรตุลาการ เพราะบางครั้งดุลพินิจของผู้พิพากษาเองก็มีหลากหลาย ตามจำนวนผู้พิพากษาที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนสังคมเคยมองว่า ต่างคนต่างตัดสินตามใจฉัน โดยขึ้นกับ ประสบการณ์ ทัศนคติ และการอบรมสั่งสอน ทำให้ผลกระทบแห่งความแตกต่างตกแก่ประชาชน

นี่ก็เป็นข้อดีของการมีระเบียบให้ต้องตรวจร่างคำพิพากษาก่อนการอ่าน หาใช่ว่าไม่มีประโยชน์เสียเลย

ปัญหาที่น่าคิดคือ ท่านถูกแทรกแซงจากการตรวจร่างคำพิพากษาหรือไม่ ขอใช้ข้อมูลที่เขียนโดยท่านเองมาวิเคราะห์นะคะ

1) คดีนี้ท่านอ่านคำพิพากษาตัดสินยกฟ้อง(แล้วจึงก่อเหตุยิงตัวเอง) คำพิพากษาจึงเป็นไปตามความคิดท่าน เพราะท่านอ้างว่าถูกแทรกแซงให้พิพากษาลงโทษจำเลย แต่สุดท้ายท่านยกฟ้อง แสดงว่าการแทรกแซง(ถ้าจะมี)ก็ไม่เป็นผล และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ท่านจะต้องกระทำการทำร้ายตนเองรุนแรงเช่นนี้

จึงน่าคิดต่อว่า การแทรกแซงในความหมายของท่านคืออะไร เช่น ทางภาคเห็นไม่ตรงกับท่าน และทำเอกสารมาเพื่อให้แสดงเหตุผล เช่นนี้จะเป็นการแทรกแซงในความหมายของท่านหรือไม่

แต่ต้องยอมรับว่า ความเห็นทางวิชาการนั้น ทุกคนมีอิสระที่จะแสดงได้ (แค่ในวงการศาล อาจมีทัศนคติว่า คนมีพรรษามาก่อน น่าจะมีประสบการณ์กว่ามองอะไรชัดเจนกว่า)

2 )การแทรกแซงในกรณีเช่นนี้ ใครได้อะไร

เพราะการแทรกแซงนั้น ควรแทรกแซงให้ท่านพิพากษายกฟ้อง ไม่ใช่แทรกแซงให้ลงโทษ ซึ่งพอคิดได้ว่า คนแทรกแซงอาจจะมีนอกมีในกัน แต่คดีนี้ทางภาคมีความเห็นต่างจากท่าน โดยทางภาคเห็นว่าพยานหลักฐานพอที่จะลงโทษได้ (ประเด็นการเรียกรับผลประโยชน์จึงไม่ควรเอามาคิดให้เสียเวลา)

3) แถลงการณ์ของท่านอ้างถึงหนังสือของภาคหลายฉบับ แสดงให้เห็นว่า มีการทำเป็นเอกสารกัน จึงน่าคิดต่อว่า คนจะแทรกแซง ต้องทำหลักฐานมัดตัวเองด้วยหรือ

4) หนังสือลับ ที่ถูกอ้างถึง ถ้าอ่านผ่านๆ อาจเข้าใจว่า หนังสือที่มีลับลมคมใน หรือลับๆ ล่อๆ แต่ความจริงคือ หนังสือนี้ควรรู้แค่คนตรวจกับเจ้าของสำนวนเพราะคำพิพากษาที่ยังไม่ได้อ่าน ไม่พึงให้ใครล่วงรู้ นี่คือความหมายสั้นๆ ของคำว่า หนังสือลับ

5) ที่ท่านอ้างว่าจะถูกย้ายหรือไล่ออกนั้น อาชีพผู้พิพากษาเป็นอาชีพได้รับความคุ้มครองความเป็นอิสระมากกว่าอาชีพอื่น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่แค่ไม่ปฏิบัติตามใจนายแล้ว จะถูกไล่ออกหรือถูกย้าย ประโยคของท่านที่ว่า ท่านจะถูกไล่ออกจึงสุดโต่งเกินไป น่าคิดว่ายังมีภูมิหลังอะไรระหว่างท่านกับผู้บังคับบัญชา ซึ่งยังรอการคลี่คลายปมนี้อยู่

6) พออ่านแถลงการณ์ไปเรื่อยๆ จะพบร่องรอยว่า ทั้งฝ่ายผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชา มีภูมิหลังในหลายๆเหตุการณ์ ก่อนมาเป็นเหตุการณ์นี้

ในที่นี้จึงขออนุญาต แสดงความเห็น(แท้ๆ)สักหน่อยนะคะ เพราะอ่านทั้งหมดแล้ว รู้สึกได้ว่าน่าจะเป็นแบบนั้น

ขอพูดแบบห้วนๆ ว่า เรื่องนี้อาจเป็นแค่ การที่คนเอาแต่ใจตัวเองสองคน มาปะทะทางอารมณ์กัน

คนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาต้องการให้งานเป็นไปตามนโยบายของตน(ตามความมุ่งมั่นและเจตนาดีต่อราชการ)แต่ขาดความกล่อมกล่อมในการมีคำสั่ง เข้มงวดในระเบียบ ขาดศิลปะในการประนีประนอม จนกระทั่งกลายเป็นอึดอัดของผู้ใต้บังคับบัญชา(บุคลิกของผู้นำเช่นนี้เชื่อว่าทุกองค์กรมีหมด ท่านคงนึกภาพออก) ที่วิเคราะห์แบบนี้เพราะระเบียบการตรวจร่างคำพิพากษานี้ มีทุกภาคและใช้มาหลายรุ่นอธิบดีแล้ว รุ่นก่อนๆ ก็ไม่เคยถูก ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงอาการแบบนี้ นั่นส่อให้เห็นว่า เจตนาดีของท่าน อธ. อาจแสดงออกมาภายใต้บุคลิกที่ไม่ประนีประนอมเกินไป (อันเป็นคุณลักษณะที่ดีของผู้บริหาร) จนนำมาสู่ทางออกแบบนี้

ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ที่อาจจะขาดทักษะในการคิด ยึดมั่นในความคิดตนเองสูง ผลที่ออกมาเลยเป็นเช่นนี้

ทั้งหมดจึงอาจมีที่มาจากการขาดทักษะในการสื่อสารของคนที่เป็นเจ้านายและลูกน้อง ที่มีเจตนาดีกันทั้งคู่ แต่ผลออกมารุนแรงเกินกว่าที่คาดไว้(บทสรุปนี้จึงอาจจบลงที่ว่า มนุษย์ขัดแย้งกันเพราะเจตนาดีก็มีได้)

7) ส่วนที่ท่านระบุเรื่องเงินตอบแทนด้วยนั้น ดิฉันขอข้ามการวิเคราะห์ไปนะคะ เพราะไม่มีความยึดโยงกับประเด็นหลัก และถึงตอนนี้ ดิฉันยังไม่เข้าใจว่าวิธีใช้ความรุนแรงแบบนี้จะสมเหตุสมผลต่อข้อเรียกร้องหรือไม่

ท้ายที่สุด อยากให้ทุกคนตั้งสติในการเสพข่าว แล้ว

1. ภาวนาให้ท่านหายดี เพื่อกลับมาหาครอบครัวอันเป็นที่รัก กลับมาทบทวนว่า สิ่งที่ทำไปนั้นคุ้มค่ากันหรือไม่

อยากให้ท่านรับรู้ว่า มีคนเป็นห่วง มีคนอยากบอกท่านว่าวิธีเช่นนี้ไม่ควรเกิดกับยุคปัจจุบันอีก ควรใช้วิธีอื่นที่ท่านไม่ต้องแลก ไม่ต้องเสี่ยง ว่าจะได้อยู่เห็นการเปลี่ยนแปลงตามที่ท่านเรียกร้องต่อสู้หรือไม่

2. ขอให้เป็นบทเรียนของผู้บริหารว่า นโยบายที่ดี การบริหารงานบุคคลที่ดี และเจตนาต่อราชการที่ดีนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของศาสตร์และศิลป์ในการครองตน ครองคน และครองใจ ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี (ดังคำโบราณว่า ปกครองคน อย่าใช้แต่พระเดช ให้มีพระคุณรวมอยู่ด้วย)

มิฉะนั้นแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป ซึ่งกว่าจะฟื้นฟูใจเขาและฟื้นฟูชื่อเสียงของเรากลับคืนมา(จากข่าวสารที่ไปไวกว่าสายลม)นั้น มันยากและนานเหลือเกิน

ปล. ดิฉันจะไม่รับฟังความเห็นของใครไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้ว จนกว่าท่านจะได้อ่านและเสพข้อมูลทุกอย่างจนครบถ้วนด้วยตัวของท่านเองก่อน เพราะนั่นคือสิ่งที่ดิฉัน เสียเวลาทำมาก่อนแล้ว

ก่อนที่จะมาเขียนบทความนี้ให้ท่านอ่านกัน

ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองท่าน...ค่ะ สาธุ....


กำลังโหลดความคิดเห็น...