xs
xsm
sm
md
lg

สภาพัฒน์แนะกรมชลฯ เพิ่มความจุ “อ่างหนองปลาไหล” รองรับ กปภ.อัปเกรดประปาผลิตน้ำเข้าอู่ตะเภาเมืองการบิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สภาพัฒน์แนะกรมชลฯ เพิ่มความจุ “อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล” รองรับ กปภ.อัปเกรดประปาสาขาบ้านฉาง 1.7 พันล้าน ผลิตน้ำประปาเข้าโครงการอีอีซี พ่วงสนามบินอู่ตะเภา เมืองการบินตะวันออก ด้าน ก.คลัง จี้โครงการ 1.1 หมื่นล้าน ขยายระบบประปา 6 โครงการ ใน 9 จังหวัด เบิกจ่ายงบลงทุนไม่ให้กระทบงบฯ หวั่นล่าช้าจนค่าใช้จ่ายเพิ่ม หลังพบปี 61 หน่วยงานเบิกต่ำกว่าเป้า ส่วนเกษตร-ทรัพย์ฯ ย้ำทำความเข้าใจกับภาคประชาชนในพื้นที่ แนะกำหนดหลักเกณฑ์การใช้น้ำร่วมกัน ป้องกันปัญหาแย่งใช้น้ำเหมือนในอดีต

วันนี้ (23 ก.ย.) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับความเห็นชอบให้ใช้งบประมาณตามโครงการเพื่อการพัฒนาปี 2561 (เพิ่มเติม) ของ กปภ. ภายหลังคณะรัฐมนตรีได้รับหลักการโครงการก่อสร้างจำนวน 6 โครงการ วงเงินงบประมาณอุดหนุน (ร้อยละ 75) 7,332.69 ล้านบาท ใช้เงินกู้ในประเทศ (ร้อยละ 25) 2,444.23 ล้านบาท และเงินรายได้ของ กปภ.เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย 1,250.031 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 11,026.952 ล้านบาท เป็นโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยาย สาขาของ กปภ. ประกอบด้วย

(1) โครงการฯ สาขาบ้านฉาง (รองรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก อีอีซี) อ.บ้านฉาง-อ.เมืองระยอง-นิคมพัฒนา-ปลวกแดง จ.ระยอง วงเงินงบฯ 1,136.03 ล้านบาท ใช้เงินกู้ในประเทศ 378.675 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย 221.309.309 ล้านบาท รวม 1,736.01 ล้านบาท โดยในโครงการนี้สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เห็นควรให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จัดสรรน้ำต้นทุนจากการเพิ่มความจุน้ำโครงการฯ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการฯประปาบ้านฉาง เพื่อให้การดำเนินการโครงการมีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอในการดำเนินงาน

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกพอ.) เห็นว่า โครงการนี้จะสามารถดำเนินการได้เต็มศักยภาพภายในปี 2562 นี้ สามารถรองทั้งสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินตะวันออก รวมถึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการใช้น้ำดิบเพื่อทำน้ำประปาจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ในการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ กปภ.สาขาบ้านฉาง เพิ่งปรับปรุงระยะเร่งด่วน ล่าสุดดำเนินการปรับปรุงระบบผลิตเมื่อ เดือน ก.ค. 2561 มีกำลังการผลิตรวม 3,100 ลบ.ม./ชม. ซึ่งสามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้น้ำได้สูงสุดถึง 329,153 ราย

สำหรับโครงการอื่นๆ ประกอบด้วย (2) โครงการฯ สาขาพังงา อ.ตะกั่วทุ่ง-ภูเก็ต อ.เมืองฯ วงเงินงบฯ 2,638.34 ล้านบาท ใช้เงินกู้ในประเทศ 879.446 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย 353.123 ล้านบาท รวม 3,870.91 ล้านบาท (3) โครงการฯ สาขาอุดรธานี อ.เมืองอุดรธานี/อ.เพ็ญ/อ.หนองวัวซอ-สาขาหนองคาย อ.เมือง/อ.สระใคร้-สาขาหนองบัวลำภู อ.เมือง/อ.โนนสัง วงเงินงบฯ 1,603.80 ล้านบาท ใช้เงินกู้ในประเทศ 534.6 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย 386.398 ล้านบาท รวม 2,506.80 ล้านบาท

(4) โครงการฯ สาขาแม่สาย-(ห้วยไคร้)-(แม่จัน)-(เชียงแสน) อ.แม่สาย/อ.แม่จัน/อ.เชียงแสน จ.เชียงราย วงเงินงบฯ 687.07 ล้านบาท ใช้เงินกู้ในประเทศ 229.024ล้านบาท ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย 169.713 ล้านบาท รวม 1,085.81 ล้านบาท (5) โครงการฯ สาขานครศรีธรรมราช (ส่วนที่ 1-3) อ.พระพรหม/ร่อนพิบูลย์/เมืองนครฯ/เฉลิมพระเกียรติ/เชียรใหญ่ วงเงินงบฯ 1,034.7 ล้านบาท ใช้เงินกู้ในประเทศ 344.905 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย 91.448 ล้านบาท รวม 1,477.11 ล้านบาท

(6) โครงการฯ สาขากันตัง (สิเกา-ปากเมง) อ.กันตัง อ.สิเกา จ.ตรัง วงเงินงบฯ 232.741 ล้านบาท ใช้เงินกู้ในประเทศ 77.58 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย 46 ล้านบาท รวม 356.321 ล้านบาท

ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยแจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กปภ.ครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561 ระบุว่าสำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณ รายจ่ายปี 2562 รองรับไว้แล้ว ส่วนที่เหลือให้ขอผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความต้องการใช้เงินในแต่ละปี และ กปภ.แจ้งว่า 6 โครงการไม่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)และเป็นโครงการที่มีความพร้อมเรื่องที่ดิน แต่เพื่อให้การดำเนินงานของโครงการฯ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่น้อยที่สุด กปภ. จึงได้จัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (ระยะก่อสร้าง)

โดย 6 โครงการฯ จะมีการก่อสร้างวางท่อส่งน้ำ ท่อจ่ายน้ำ ปรับปรุงเส้นท่อที่ชำรุด และวางท่อใหม่ในเขตจ่ายน้ำต่าง ๆ และพื้นที่ข้างเคียง ความยาวรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,727.402 กิโลเมตร และมีระบบผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายกำลังผลิต จาก 416,280 ลูกบาศก์เมตร/วัน เพิ่มขึ้นอีก 332,400 ลูกบาศก์เมตร/วัน รวมเป็น 748,680 ลูกบาศก์เมตร/วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้น จาก 232,879 ราย เพิ่มขึ้นอีก 239,618 ราย รวมเป็น 472,497 ราย

ทั้งนี้ โครงการมีวงเงินลงทุน ทั้งสิ้น 11,026.952 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินอุดหนุน 7,332.691 ล้านบาท เงินกู้ในประเทศ 2,444.230 ล้านบาท และเงินรายได้ของ กปภ.1,250.031 ล้านบาท

สำหรับโครงการนี้ กระทรวงการคลังให้ความเห็นว่า เนื่องจากในปี 2561 กปภ.มีการเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำที่ร้อยละ 43.504 ของกรอบวงเงินงบประมาณประจำปี 2561 ดังนั้น กปภ.จึงควรกำกับติดตามงบลงทุนอย่างเคร่งครัดตามเป้าหมาย เพื่อไม่ให้โครงการมีความล่าช้าจนอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น (Cost Overrun) รวมถึงให้กำหนดแนวทางและมาตรการบริหารจัดการน้ำสูญเสียให้มีประสิทธิภาพ โดยลดอัตราน้ำสูญเสียให้เหลือร้อยละ 20 ตามที่ตั้งเป้า เพื่อเป็นการลดต้นทุนการบริหารระยะยาวของ กปภ.

“กปภ.ยังควรศึกษาหาแหล่งเงินทุนเพื่อเป็นทางเลือกนอกจากกู้เงินในประเทศ เช่น การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) หรือการลงทุนในรูปแบบบริษัทในเครือ เป็นต้น”

ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่า กปภ.ควรทำความเข้าใจกับภาคประชาชนในพื้นที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์การสูบน้ำร่วมกัน เพื่อป้องกันการความขัดแย้งด้านน้ำ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน รวมถึงจัดหาแหล่งน้ำเก็บกักเพื่มเติม เช่นเดียวกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นว่า กปภ.ควรพิจารณาความเป็นธรรมในการบริหารจัดการน้ำประปาให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและคลอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะกับโครงการอีอีซี

เมื่อต้นปี ครม.เพิ่งรับหลักการ 2 โครงการของ กปภ.วงเงินลงทุนรวม 1,749 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ประกอบด้วย โครงการปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค สาขาพนมสารคาม-บางคล้า-(แปลงยาว)-(คลองนา)-(เทพราช) อำเภอพนมสารคาม-บางคล้า-แปลงยาว- เมืองฉะเชิงเทรา-บ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา รองรับ อีอีซี จำนวนเงิน 1,684.6 ล้านบาท และโครงการปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเวียงเชียงของ จำนวนเงิน 64.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2561-2563

สำหรับแหล่งเงินทุนของทั้ง 2 โครงการ เป็นเงินอุดหนุน 1,331.8 ล้านบาท และเงินกู้ในประเทศ จำนวน 437.2 ล้านบาท



กำลังโหลดความคิดเห็น...