xs
xsm
sm
md
lg

“สนธิ” ย้ำไร้ข้อแลกเปลี่ยนพ้นคุก เตือนพวกมโนให้ระวัง ลั่นไม่ให้ใครหลอกใช้อีก ชี้ “แม้ว-ปู” พลาดมหันต์ไม่ยอมติดคุก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“สนธิ” เปิดใจผ่านรายการ “News Talk ตัวจริงเสียงจริง” ยันออกจากเรือนจำตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ มีผู้ได้อานิสงส์กรณีเดียวกัน 8 คน ไม่มีการต่อรองแลกเปลี่ยน เตือนพวกมโนระวังให้ดี ลั่นไม่ลงถนน “ตัดชุดวิวาห์ให้คนอื่นใส่” หรือให้ใครมาหลอกใช้อีก ชี้ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” พลาดอย่างแรงหลงคิดว่าตระกูลชินวัตรต้องไม่ติดคุก สุดท้ายต้องเร่ร่อนน่าสมเพช พร้อมระบุปฏิรูปประเทศไม่คืบหน้า เพราะมีข้าราชการเป็นตัวถ่วง อนาคตใหม่เกิดได้ เพราะคนรุ่นใหม่ถูกกดมานาน ย้ำใช้เวลาที่เหลือในชีวิตให้ปัญญาประชาชน



วันนี้ (16 ก.ย.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ในรายการ News Talk ตัวจริงเสียงจริง ทางสถานีโทรทัศน์ NEWS1 ถือเป็นการเปิดใจต่อสื่อมวลชนเป็นทางการครั้งแรก หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษและออกจากเรือนจำตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา

พ้นเรือนจำ ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ

นายสนธิกล่าวถึงการได้รับการปล่อยตัวว่า เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในโอกาสพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งตามปกติพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษจะมีบัญชีแนบท้ายความผิดที่จะไม่ได้ลดโทษเต็มที่ เช่น คดียาเสพติด คดีข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ คดีค้ามนุษย์ คดีผิดต่อหน้าที่ ม.157 ม.149 และคดีฉ้อโกงประชาชน แต่หลังจากที่คนเข้าเรือนจำ จู่ๆ มีคนใส่คดีหลักทรัพย์เข้ามาด้วย แต่ตนก็ไม่ได้ติดใจอะไร แต่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังคนหนึ่งโดนโทษเด็ดขาดไปแล้ว เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม เมื่อมาถึงพิธีบรมราชาภิเษก เขาหวังว่าเขาจะได้ลดครึ่งหนึ่งเพราะว่าเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม ซึ่งจะอยู่ในมาตรา 7 แต่เขาไปอยู่ในมาตรา 8 แสดงว่าเขาได้ลดแค่ 1 ใน 3 เหตุผลเพราะว่ามี พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เขาเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทอินเทอร์เน็ต ในการทำให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ต และเขาโดนข้อหาปั่นหุ้น โดนโน่นโดนนี่ ก็เลยโดนเสียบ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เข้าไปด้วย เพราะมีการซื้อขายหุ้นกัน เขาก็เลยให้ทนายความศึกษาโดยละเอียด เห็นว่ามีการตีความเรื่อง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ผิดทำให้ลูกความของเขาเสียประโยชน์ เสียสิทธิ จึงทำหนังสือร้องเรียนไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เรือนจำก็เอาข้อท้วงติงของเขาเสนอไปที่ศาลอาญา เสนอไปที่ท่านรองอธิบดีศาลอาญา รองอธิบดีฯ ท่านก็อ่านข้อเหตุผล โดยเขาเถียงว่าเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เขามุ่งเน้นเฉพาะคนที่อยู่ในสถาบันการเงิน ตลอดจนสถาบันการเงินทั้งหลาย บริษัทของเขาเป็นบริษัทสื่อสาร ทำอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้นเขาไม่เข้าข่าย รองอธิบดีฯ พิจารณาแล้ว มีการประชุมแล้ว ก็เลยแทงหนังสือไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ บอกว่าคำร้องของผู้ร้องนี้ฟังขึ้น โปรดกรุณาแก้ไขทำให้ถูกต้อง ทำให้ผู้ร้องคนนี้ได้ปรับเปลี่ยนจากมาตรา 8 ขึ้นเป็นมาตรา 7 ก็คือ ไม่ได้รับ 1 ใน 3 แล้ว ได้รับ 1 ใน 2 ก็ทำให้โทษของเขาที่จะมีเท่าไรก็ตามในกรณีของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ หารสองไปเลย

“ทีนี้ ทางกรมฯ เขาก็ต้องกังวลสิ เพราะเขาจะเลือกปฏิบัติเฉพาะคนนี้ไม่ได้ เมื่อศาลชี้มาแล้วเขาก็เลยต้องไปสืบมาว่า ในเรือนจำทั้งหลายผู้ที่โดน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ แล้วถูกจับอยู่ในมาตรา 8 แล้วแทนที่จะได้ลดครึ่ง ลด 1 ใน 3 เหลืออีกกี่คน ก็สรุปแล้วเหลืออีกประมาณ 7-8 คน เผอิญผมเป็น 1 ใน 8 นั้น เพราะว่าผมทำสื่อ ผมไม่ได้ทำให้สถาบันการเงินเสียหายอะไร ซึ่งเรื่องนี้เดี๋ยวผมจะพูด เพราะว่ามีคนมโนเยอะเหลือเกิน ถ้าเป็นสมัยก่อนนะ ผมยังห้าวอยู่ ยังไม่ได้ไปสงบสติอารมณ์ในคุกนะ ผมต้องหาเรื่องตบปากแล้วพวกนี้ แต่ไม่เป็นไร ช่างเขา

สรุปแล้วเขาก็เลยบอก คุณสนธิ คนญี่ปุ่นคนหนึ่ง และอีกหลายคนเขาอยู่ในข่ายนี้ ก็เลยต้องปรับ 8 คนนี้ จากมาตรา 8 ขึ้นเป็นมาตรา 7 แต่ทีนี้ ผมมีโชคต่อไป ก็คือว่า มาตรา 7 ผมได้เผื่อโบนัสมาตรา 6 มาตรา 6 คืออะไร มาตรา 6 เขาระบุว่าคนที่อายุเกิน 60 ปี ถ้าโทษต่ำกว่า 3 ปี ให้ปล่อย แต่คนอายุ 70 โทษเหลือเท่าไร ให้ปล่อยหมด”

ผมอยากจะเรียนทุกท่านที่ดูรายการนี้ ตลอดจนบรรดาผู้ที่มโน งานนี้เป็นงานที่ผมเข้าข่ายได้รับการพระราชทานอภัยโทษถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่การพักโทษ ถ้าการพักโทษยังมีการถกเถียงอยู่ เหมือนสมัยหนึ่งกำนันเป๊าะได้รับการพักโทษ คนก็บอกว่าการพักโทษนี่เพราะมีการแลกเปลี่ยนทางการเมืองหรือเปล่า เพราะการพักโทษเป็นอำนาจของกรมฯ และกระทรวง ถ้ากรมฯ ให้ผ่าน กระทรวงให้ผ่าน ก็ได้มีสิทธิพักโทษ แต่ของผมนี่ไม่เกี่ยว ของผมนี่กรมฯ ทำอะไรไม่ได้ กระทรวงฯ ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าเข้าข่ายการได้รับพระราชทานอภัยโทษ เพราะฉะนั้นใครจะวิพากษ์วิจารณ์ให้ระวังหน่อย”

นายสนธิกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ชี้แจงไปแล้ว แต่คนไม่รู้อ่านไม่ออก หรือว่าอ่านรายละเอียดแล้ว ใจยังมีอคติอยู่ เลยอยากจะเตือนบรรดาพวกที่สนุกสนาน นักเฟซบุ๊ก ให้ระวังนิดหนึ่ง เพราะว่ากรณีนี้เป็นกรณีพระราชทานอภัยโทษ ตนไม่ได้รับเงื่อนไขนี้คนเดียว แต่มี 8 คน และมีนักโทษชาวต่างชาติคือชาวญี่ปุ่นอีก 1 คน

ไม่มีการต่อรอง มีแต่ถูกจับตา

กรณีที่มีข่าวลือว่า ได้รับการปล่อยตัวโดยมีการต่อรองแลกเปลี่ยน นายสนธิกล่าวว่า สังคมไทยมันเป็นสังคมอย่างนี้ และมันไม่ใช่แค่สังคมเดียว สังคมมนุษย์มีอะไรที่ตัวเองได้ยินมา เชื่อก็เชื่อ แต่หลักการที่ได้อธิบายให้ฟังแล้วมันพิสูจน์ชัดว่ากฎหมายอนุญาตให้เขาปล่อยตัว และเขาอ่านกฎหมายผิดตั้งแต่ต้น และคนที่ร้องเรื่องนี้ก็เป็นคนอื่น ตนเพียงแต่ได้รับอานิสงส์ เพราะฉะนั้นแล้วมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และถ้าเขาจะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ทำไมเขาต้องเก็บไว้ตั้ง 3 ปี ไม่มีเหตุผล แล้วตนเคยถวายฎีกาเป็นส่วนบุคคล ตามสิทธิของนักโทษทุกคน แต่ปรากฏว่าฎีกาถูกตีตก ทุกคนถูกตีตกหมด

นายสนธิกล่าวอีกว่า ระหว่างอยู่ในเรือนจำคลองเปรม ตลอดเวลา 2 ปี 11 เดือน 27 วัน ไม่มีใครเข้าไปพูดคุยเพื่อต่อรองอะไร มีแต่ถูกจับตา โทรศัพท์ที่มีญาติมาเยี่ยมจะต้องถูกดักฟังตลอด ยุคก่อนที่ พ.ต.อ.ณรัชต์จะมาเป็นอธิบดี ทุกๆ เดือนเรือนจำคลองเปรมต้องสรุป ขอรายชื่อคนมาเยี่ยมว่ามีใครมาบ้าง เพราะตอนนั้นการเมืองเขายังระแวงอยู่ วันดีคืนดีมีหน่วยจู่โจมพิเศษเข้าไปในแดน 7 เข้าไปค้นห้อง ค้นตู้ล็อกเกอร์ ค้นตัว ค้นเสื้อผ้า 3-4 ครั้ง เพราะว่ามีรายงานข่าวมาจากน้องชายผู้มีอำนาจคนหนึ่งใน คสช.แจ้งไปทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่าตนได้แอบใช้โทรศัพท์ในเรือนจำคลองเปรมไปยุยงปลุกปั่นคนข้างนอก เขาก็เลยมาค้น ค้นจนกระทั่งหัวหน้าแดนต้องเดินไปหาผู้บัญชาการเรือนจำคลองเปรม บอกว่าเอาหัวเป็นประกัน เอาชีวิตเป็นประกัน คุณสนธิไม่ได้ใช้โทรศัพท์เลย ไม่มีเลย เรื่องจึงค่อยๆ ซาไป

นายสนธิกล่าวว่า อยู่ในเรือนจำตนถูกจับตา ถูกรายงานตลอดเวลา และถูกกดดันมาตลอด แต่รู้สึกเฉยๆ เพราะว่าตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันคืออยู่ในคุก เมื่ออยู่ในคุกแล้วไม่มีสิทธิไม่มีเสียงอะไรทั้งสิ้น เขาจะปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรก็ต้องทำตามที่เขาบอก ตราบใดที่เขาไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือละเมิดความเป็นมนุษย์ เขาจะให้ทำอย่างไร ยินดีที่จะทำให้

เจอ “จตุพร” ที่ศาล ไม่ใช่เรือนจำ

กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อ้างว่าระหว่างอยู่ในเรือนจำได้พูดคุยกันหลายครั้ง และก็มีการเห็นชอบในแนวทางและแนวคิดในทางการเมือง ในการขับเคลื่อนงานการเมืองร่วมกัน นายสนธิกล่าวว่า นายจตุพรไม่ได้เจอตนในคุก เพราะนายจตุพรอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ตนอยู่เรือนจำคลองเปรม ได้ไปเจอนายจตุพรที่ศาลอาญาตอนขึ้นศาล ระหว่างที่อยู่ใต้ถุนศาลก็นั่งด้วยกัน จึงได้คุยกันยาว

“ผมคุยกับคุณตู่เฉยๆ ว่า เฮ้ย ตู่ สิ่งที่คุณสู้ กับสิ่งที่ผมสู้น่ะ ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าคุณก้าวไม่ข้ามทักษิณ ชินวัตร นั่นข้อแรกซึ่งผมไม่เห็นด้วย ข้อที่ 2 พวกคุณเสื้อแดงไม่ได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เลยแม้แต่นิดเดียว และมิหนำซ้ำ กลุ่มพวกคุณ ไม่ว่าจะเป็นจักรภพ เพ็ญแข ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่หนีอยู่ต่างประเทศ เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพวกคุณโดยตรง แล้วก็มีพฤติกรรมก้าวร้าว จาบจ้วง และมีเจตนารมณ์ที่ไม่ต้องการให้ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าคุณตัดเรื่องทักษิณ ตัดเรื่องนี้ออกไป ผมถามว่าสิ่งที่คุณสู้กับสิ่งที่ผมสู้ หลักการไม่ได้ต่างกันเลย คุณสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตย คุณสู้เพื่อการกระจายอำนาจ คุณสู้โน่นสู้นี่ เหมือนกัน ผมก็เช่นกัน ผมสู้เพื่อความโปร่งใส สู้เพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน เราไม่ต่างอะไรกันเลย ต่างกันแค่ 2 ข้อนี้ นี่คือสิ่งที่ผมพูดกับเขา”

ไม่ตัดชุดวิวาห์ให้คนอื่นใส่อีกแล้ว

นายสนธิได้กล่าวเพิ่มเติมกรณีที่ประกาศเมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ต่อไปก็จะไม่ออกมาต่อสู้ทางถนนอีกแล้วว่า ตนต่อสู้บนถนนมาในฐานะแกนนำมวลชนตั้งแต่ปี 2548 ตั้งแต่การออกทีวีช่อง 9 เมืองไทยรายสัปดาห์ ตอนที่สู้กับทักษิณนั้น ไม่มีใครกล้าสู้เลย นายสุเทพก็ไม่กล้าสู้ อยู่แต่ในสภาฯ อาจจะมีข้อจำกัดที่เป็น ส.ส.

“อุปมาอุปไมยเหมือนบ้านไฟดับ ผมคือสวิตช์ไฟใหญ่ พอผมสับสวิตช์ปั๊บ ไฟมันเปิดปุ๊บ ก็มีคนวิ่งเข้ามาเสียบปลั๊กโทรศัพท์มือถือ เสียบปลั๊กพัดลม คุณเข้าใจหรือเปล่า เสียบปลั๊กเครื่องปิ้งขนมปัง มีคนมาร่วมเยอะมาก มาร่วมโดยที่กลุ่มคนพวกนี้ไม่ชอบทักษิณ ไม่เห็นด้วยกับทักษิณ ไม่ชอบเสื้อแดง แต่ขาดคนที่จะนำหน้า เผอิญผมนำหน้าแล้วประชาชนเห็นว่าสิ่งที่ผมสู้นั้น และสิ่งที่ผมสู้ผมไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เพราะผมไม่ใช่นักการเมือง ผมสู้เพราะผมทนไม่ได้กับการที่คุณทักษิณทำร้ายประเทศไทยหลายๆ กรณีและหลายๆ วิธี ก็เลยมีคนเข้ามาร่วมเยอะแยะไปหมดเลย”

“เมื่อมาถึงวันนี้คุณถามว่าตัดเสื้อวิวาห์ให้คนอื่นหรือเปล่า ก็อาจจะจริง เพราะผมจำได้ว่าวันที่เราชุมนุมที่สนามบิน แล้วศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไปเรียบร้อยแล้ว และมีการตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นในค่ายทหาร แล้วคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี คุมตำรวจ ผมก็ดีใจ คิดว่าอย่างน้อยที่สุดผมก็คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ดีที่สุดในเวลานั้น ในเวลานั้นนะ

แต่พอพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมามีอำนาจ สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำก็ไม่ได้ต่างจากพรรคเพื่อไทยที่ทำ ก็คือ แสวงหาอำนาจ เพิ่มเติมอำนาจ พยายามต่อยอดอำนาจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคุณสุเทพทำ ก็ไม่ต่างกว่าพรรคเพื่อไทยทำ ไม่ได้ต่างกว่า คสช.ทำ ไม่ได้ต่างกว่า พล.อ.ประยุทธ์ นี่คือการเมือง และผมก็ผิดหวัง ผิดหวังตรงที่ว่าในระหว่างที่เราประท้วง หลายๆ ประเด็น เรื่องเขมร เรื่อง ปตท. พวกนี้ เขาเห็นด้วยกับเรา เมื่อเขาเห็นด้วยกับเรา แต่พอเขาขึ้นมาปั๊บ เขาเริ่มไม่เห็นด้วยกับเราแล้ว”

นายสนธิกล่าวอีกว่า หลังจากพรรคประชาธิปัตย์สูญเสียอำนาจแล้ว รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเข้ามา จำได้ว่ามีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์โทรศัพท์มาหา “แล้วบอกว่าคุณสนธิจะชุมนุมไหม จะให้ผมออกอีกไง แต่ผมรู้ทัน ผมตั้งเป้าไว้แล้วว่ากูจะไม่ให้มึงหลอกใช้กูอีก ผมก็เลยบอกยังงี้ว่า ผมก็เลยประกาศกับแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งมีทั้งคุณจำลอง ศรีเมือง คุณพิภพ ธงไชย คุณปานเทพ ผมบอกกับปานเทพเป็นคนแรกว่า ผมอยากจะสลายแกนนำ คุณจำได้ไหม นั่นหละสัญชาตญาณผมบอกว่าไม่ได้ละ สลายดีกว่า”

มันก็เลยกลายเป็นการไฟต์บังคับให้คุณสุเทพต้องออก ส่วนคุณสุเทพจะไปแอบจับมือตกลงกับใคร ผมไม่รู้ แล้วหลังจากนั้นก็เลยเกิด กปปส. เมื่อเกิด กปปส.แล้ว ผมก็เห็นพันธมิตรฯ ที่จำนวนก็ไม่น้อย มีความรู้สึกว่าในเมื่อผมไม่ออกแล้ว คุณสุเทพออก ลุงสุเทพออก ก็เลยไปร่วมกับลุงสุเทพ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า มาสุดท้ายแล้วผมตัดสินใจว่าผมไม่ตัดชุดวิวาห์ให้คนอื่นหรอก เพราะผมอยู่ในเรือนจำ ผมก็มัน ท่องตลอดเวลาว่ากูจะไม่ยอมให้ใครมาหลอกใช้กูอีกต่อไป”

หนุนปรองดอง นิรโทษคดีการเมืองยกเว้นคนผิด ม.112-คดีอาญา

กรณีกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรม ยกเว้นคดีทุจริต คดีอาญารุนแรง และความผิดต่อมาตรา 112 นายสนธิกล่าวว่า เห็นด้วยเพื่อให้เกิดการปรองดองที่แท้จริง การประชุมประท้วง ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง กปปส. เป็นการแสดงออกทางการเมือง ถ้าอยากให้ชาติบ้านเมืองสงบ เราต้องกำจัดข้อสงสัยตรงนี้ออกไป ถ้าตัดเรื่อง ม.112 เรื่องอาญารุนแรง แล้วก็ทุจริต การชุมนุมทางการเมืองพวกนี้ต้องนิรโทษกรรมให้หมด ถึงจะเริ่มนั่งคุยกันได้ สมัย คสช. ที่ พล.อ.ประวิตรเป็นประธานในการปรองดอง มันไม่สำเร็จ เอาคนไปนั่งคุยกัน มันก็นั่งฉีกยิ้ม แต่ในใจเขาไม่ยอมรับ การปรองดองในยุค คสช.ต้องถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าจะสร้างภาพขนาดไหน แต่ผลที่ออกมาเป็นข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัด

“ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” พลาด ไม่ยอมติดคุก

นายสนธิกล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่หนีคดีไปต่างประเทศ ไม่ยอมคิดคุกตามคำพิพากษาของศาล ว่าเป็นข้อผิดพลาดในชีวิตของนายทักษิณ

“โทษ 2 ปี เขามีอำนาจอยู่ในมือ รัฐบาลเป็นของเขา เขาควรจะเดินเข้าคุกอย่างสง่าผ่าเผย แล้วการซึ่งเขามีอำนาจรัฐบาลอยู่ในมือ รัฐมนตรียุติธรรมอยู่ในมือของเขา เป็นคนของเขา เขาเข้าคุก เขาสบายกว่าผมล้านเท่า เขาไม่เดือดร้อน ไม่เดือดร้อนเลย นี่คือข้อผิดพลาดของเขา คือผมจะไม่ให้พี่น้องผม ตระกูลผม เข้าคุกเลยแม้แต่คนเดียว เขาเคยพูด คุณพูดอย่างนี้ได้อย่างไร แสดงว่าตระกูลชินวัตรไม่มีสิทธิติดคุกหรืออย่างไร แล้วทำไมตระกูลลิ้มทองกุลอย่างผมถึงยอมติดคุก

ผมคิดว่ากระบวนทัศน์ แนวความคิดนี้ผิด เราต้องรักษาระบอบนิติรัฐเอาไว้ให้ได้ ไม่รักษาไม่ได้ ผมถึงพูดไงว่าผมเข้าคุกตามกติกา เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่าผมผิด ผมยอมรับ แต่วงเล็บผมอาจจะไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไร ผมก็เดินเข้าอย่างสง่าผ่าเผย เข้าไป ขมขื่น เบ็ดเสร็จ โน่นนี่นั่น เสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็ออกตามกติกา โดยที่กฎหมายบอกว่าผมออกได้แล้ว เพราะฉะนั้นแล้วการติดคุกไม่น่ากลัว ถ้าคุณทำใจได้ คุณเข้าคุก คุณต้องอยู่ในคุกในฐานะเป็นนักโทษ คุณอย่าไปมโน อย่าไปทะลึ่ง ว่าคุณเป็นอดีตผู้ใหญ่ข้างนอก คนนับหน้าถือตา คุณยิ่งใหญ่ โน่นนี่นั่น

คุณมองย้อนหลังไป 2 ปี ถ้าคุณทักษิณอยู่ ผมเชื่อว่าอยู่ไม่ถึง 6 เดือน ทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ และผมเชื่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านทรงมีพระเมตตา พระองค์ท่านอาจจะเห็นว่าเป็นถึงนายกรัฐมนตรี และสำนึกผิดแล้ว พระองค์ท่านอภัยโทษให้แน่นอน แล้วคุณทักษิณก้าวออกมาด้วยความยิ่งใหญ่ และยิ่งใหญ่กว่าเดิม นี่คือความโง่”

นายสนธิกล่าวอีกว่า ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ โทษ 5 ปี ถ้าเข้าไปในช่วงนั้น วันนี้ออกแล้ว ไม่ต้องร่อนเร่พเนจร เป็นวิญญาณเร่ร่อนที่น่าสงสารมาก และเขาก็ไม่รู้ตัวเขาว่าทั้งพี่ชายและน้องสาวว่าเขาไปเที่ยวเดินชอปปิ้ง ไปเดิน มีรูปมาลงอินสตาแกรม เป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นคนที่น่าสังเวชมาก น่าเวทนา แทนที่จะอยู่เงียบๆ มีเงินมีทอง ไหนๆ ก็หนีแล้ว ไปยุโรป เงินทองก็มี มีบ้านที่มอนเตเนโกร ก็อยู่ที่นั่น แต่ความกระสันที่อยากจะเอาอำนาจกลับมาหาตัวเอง มันยิ่งนานยิ่งถลำ ยิ่งถลำตัวเองลงไปลึกเข้าๆ

“และผมก็เห็นว่า คสช.จะเป็นยังไงก็ตาม คุณประยุทธ์จะเป็นยังไงก็ตาม จะมีข้อกล่าวหาว่ารู้เห็นเป็นใจปล่อยคุณยิ่งลักษณ์ แต่ผมก็เห็นว่าบทบาทของ คสช.ที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม ที่ให้ดำเนินคดีกับคุณทักษิณ กับคุณยิ่งลักษณ์ เขาทำจริงจัง ไอ้ตัวนี้ก็เป็นกำแพง ผนังทองแดงกำแพงเหล็กที่ปิดกั้นไม่ให้กลุ่มทักษิณเข้ามามีอำนาจ

ไหนๆ พูดแล้ว สิ่งที่เห็นทางการเมือง ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลชุดนี้ก็บอกว่ารัฐบาลชุดนี้เล่นวิชามาร ผมกำลังบอกว่า ทุกรัฐบาลมันเล่นวิชามารกันทั้งนั้น สมัยที่คุณทักษิณมีอำนาจแล้วใช้วิชามาร แล้วใช้กับผมนะ มันหนักหนาสาหัสกว่าที่คุณโดน ผมนี่โดนทั้งทหาร โดนทั้งวิชามารของฝ่ายการเมือง ไอ้ที่ผมโดนยิง 200 นัดนี่ฝีมือใครล่ะ มันก็การเมืองบวกทหารเข้าไปทั้งสิ้น”

ให้ “ธรรมนัส” เป็นรัฐมนตรีดีกว่าอยู่ข้างนอก

นายสนธิกล่าวอีกว่า อย่าไปมโนว่าการเมืองต้องสะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม เมื่อคุณชูจริยธรรมทางการเมืองแล้ว คุณกำลังปิดตาคลำช้างอยู่ คือ คุณโกหกตัวเอง คือทางการเมืองสมัยก่อนมันมีบุ๋นกับบู๊ บุ๋นก็คือว่ากันไปตามกติกา ว่าไปตามสภา ว่าไปตามกฎหมาย บู๊ก็จะมีการทำงานทางใต้ดิน

“สมัยที่ผมประท้วงทักษิณ บุ๋นคือเขา บู๊ตอนนั้นคือใครล่ะ ยงยุทธ ติยะไพรัช จตุพร พรหมพันธุ์ นั่นคือบู๊ของเขา เอาล่ะ เสื้อเหลืองมี กูสร้างเสื้อแดงขึ้นมา แต่มันก็จะมีนักเลงอยู่ตลอดเวลา สมัยหนึ่งเขามี เสธ.ไอซ์ ใช่ไหม ทักษิณ ใช้ เสธ.ไอซ์ ไปขู่คนโน้นขู่คนนี้ หรือทักษิณใช้ เสธ.ไอซ์ ไปแสดงอำนาจว่า เฮ้ย อย่านะ เงียบๆ นะ ผมถามว่านายกฯ มีฝ่ายบู๊บ้างไหม คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มี โดยผ่านคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แล้วผมมีอะไรประหลาดใจรู้ไหม ถ้าท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มันไม่ต่างอะไรกับในสมัยโบราณเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ ร.อ.ธรรมนัส กลับเป็นคนที่บู๊แบบเปิดเผย เอาแกเข้ามาเป็นรัฐนตรี ดีกว่าเอาไปอยู่ข้างนอก

“(ถาม-ดียังไง) ก็ตรวจสอบได้ไง มองเห็นชัด อย่างน้อยก็มาเล่นงานแก จริงหรือไม่จริง ไม่รู้ เรื่องกรณีโน้นกรณีนี้ เพื่อที่จะดิสเครดิตรัฐบาลชุดนี้ ถ้าเป็นอดีต ถ้าสมมติมองในมุมกลับ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ เอาคุณธรรมนัสทิ้งไว้ข้างนอก แล้วทำงานใต้ดิน ฝ่ายค้านไม่เหนื่อยตายเหรอ ผมถามแค่นี้ จริงๆ เป็นคุณูปการ อันนี้เป็นข้อดีของ พล.อ.ประยุทธ์ และก็เป็นข้อดีของ ร.อ.ธรรมนัส”

ข้าราชการ ตัวถ่วงปฏิรูปประเทศ

นายสนธิกล่าวถึงการปฏิรูปประเทศตามที่ คสช.ได้ประกาศไว้ว่า เห็นความตั้งใจในตอนแรก ทั้งนี้ ในยุคของนายทักษิณ มีการทอนอำนาจระบบราชการลงไป ทำให้การขับเคลื่อนประเทศไปเร็วขึ้น แต่ทักษิณมีข้อเสียอย่างมากที่เอาประโยชน์เข้าตัวและพี่น้อง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาก็นำอำนาจข้าราชการกลับมา คสช.ก็เหมือนประชาธิปัตย์ เพราะว่าผู้บริหาร คสช.ทุกคนเป็นอดีตข้าราชการทั้งสิ้น เป็นการกลับมาสู่หลักการในการกุมอำนาจของระบบราชการ

“แล้วระบบราชการมีดี และมีเสีย แต่มีเสียมากกว่ามีดี ตรงที่ว่าข้าราชการ ผมไม่ได้ว่าท่านไม่มีวิสัยทัศน์ ท่านมีวิสัยทัศน์ แต่ท่านมีความกลัว เนื่องจากระบบมันบังคับท่านอยู่หลายขั้นตอน ทำให้ท่านอยากจะมีความคิดสร้างสรรค์ ท่านก็มีไม่ได้

คุณรู้ไหมว่าคนที่มีอำนาจที่สุดในระบบราชการประเทศไทยนี่นะ นักการเมืองยังสู้ไม่ได้เลย ก็คืออธิบดี อธิบดี ถ้าไม่เห็นด้วย ไม่เอาด้วย รัฐมนตรีก็สั่งไม่ได้นะ แต่เผอิญรัฐมนตรีใช้อำนาจทางการเมืองโยกย้ายอธิบดีได้ ก็เลยทำให้อธิบดีที่ยังอยากเป็นอธิบดีอยู่ ก็ต้องยอมตามนักการเมือง เพราะฉะนั้นแล้ว ผมมานั่งคิดดีๆ นะ เมืองไทยเป็นเมืองที่มีใบอนุญาตเยอะที่สุดในโลก ทำอะไรก็ต้องขออนุญาต สักวันจะหายใจต้องเขียนขออนุญาต เพราะฉะนั้นผมมองว่าระบบราชการคือตัวถ่วง ตัวถ่วงการเดินหน้าต่อไปของประเทศ”

“อนาคตใหม่” เกิดเพราะแรงกดดันจาก คสช.

กรณีพรรคอนาคตใหม่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่โดยในการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้ ส.ส.ถึง 80 ที่นั่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ทำให้พรรคประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ นายสนธิกล่าวว่า เสียงที่เลือกพรรคอนาคตใหม่เป็นเสียงที่ถูกกดมานาน ถ้าให้โอกาสเขาแสดงออกมาตั้งแต่ต้น อนาคตใหม่จะไม่เกิด

“อนาคตใหม่เกิดขึ้นก็เพราะความกดดัน 4-5 ปี ที่ คสช.มีต่อสังคมไทย มันทำให้คนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมา ไม่ยอมรับ เมื่อไม่ยอมรับแล้ว พอมีพรรคอย่างอนาคตใหม่ เขาไม่ได้สนใจว่าแบ็กกราวด์คุณธนาธรเป็นอย่างไร ไม่เหมือนคนที่อยู่ในแวดวง เขารู้ว่าคุณธนาธรมาจากไหน มีการกระทำอะไรบ้างในอดีต เขาไม่สนใจ เขาสนใจว่าสิ่งที่คุณธนาธรพูดมันโดนใจเขา นั่นคือปรากฏการณ์ที่เกิดปาฏิหาริย์ของคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว คนรุ่นใหม่ เทเสียงให้กับอนาคตใหม่ คนพวกนี้จะไม่ลึกซึ้งทางการเมือง แต่จะรู้เรื่องว่าอนาคตใหม่มันพูดเหมือนใจฉันคิด”

“มีชัย ฤชุพันธุ์” คนบาปทางการเมือง

นายสนธิกล่าวอีกว่า ส่วนกรุงเทพมหานครเป็นเวทีที่ไม่แน่นอน วันนี้พลังประชารัฐมีเสียงเข้ามา อนาคตใหม่มีเสียง ในอนาคตข้างหน้าก็อาจจะหมดไป เพราะฉะนั้นไม่อยากเอากรุงเทพมหานครเป็นตัววัด แต่ตนกลับมองว่าในการปฏิรูปการเมือง ทุกคนไปรุมยำรัฐบาล ไปรุมยำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่มีอยู่คนหนึ่งสังคมไม่พูดถึงเลย นี่คือตัวการใหญ่ที่สุด มีชัย ฤชุพันธุ์ วันนี้นั่งเงียบสนิทเลย

“ถ้า มีชัย ฤชุพันธุ์ มีจุดยืนเหมือน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปัญหาประเทศชาติไม่มีแล้ว เพราะบวรศักดิ์เขาออกรัฐธรรมนูญที่มีเหตุมีผลให้ทั้งสองฝ่าย แต่ คสช.ไม่ต้องการ ก็บีบไปทางบวรศักดิ์ บวรศักดิ์ก็เลยต้องลาออก แล้วตั้งมีชัยขึ้นมา เพราะฉะนั้นสำหรับผม คนบาปทางการเมืองน่าจะเป็น มีชัย ฤชุพันธุ์ มากกว่า เพราะว่าเขาเป็นคนร่างหมดทุกอย่าง”

“ฮ่องกง” ยังไงจีนก็ชนะ

นายสนธิแสดงความเห็นต่อการชุมนุมในฮ่องกงว่า ยังไงจีนก็ชนะ เหตุผลก็เพราะว่าจีนเขาอยู่ติดฮ่องกง และฮ่องกงเป็นของเขา ฮ่องกง กับไต้หวัน ไม่เหมือนกัน ฮ่องกงถูกอังกฤษยึดไป 99 ปี แต่ไต้หวัน เจียง ไคเช็ก แพ้สงครามในประเทศจึงย้ายจากแผ่นดินใหญ่จีนมาไต้หวัน อุปมาอุปไมยเหมือนไต้หวันเป็นพี่กับน้องทะเลาะกัน แล้วน้องหนีออกจากบ้านไปสร้างบ้านใหม่ แต่ฮ่องกงคือลูกสาวที่หายไป 99 ปี เอาสั้นๆ เพราะฉะนั้นแล้ว อังกฤษจะพูดยังไง ผู้ประท้วงจะไปต่อสู้ไปพูดที่กงสุลอังกฤษยังไง อังกฤษ อเมริกา ยุโรป ถึงจุดสุดท้ายก็ต้องถามว่าจะเลือกจีน หรือเลือกผู้ประท้วง เพื่อให้ฮ่องกงเป็นอิสระ ระหว่างผลประโยชน์ที่ค้าขายกับจีน กับสิ่งที่จะต้องสูญเสียไปในแง่ของชื่อเสียง จะเอายังไง ในที่สุดจีนก็ชนะ

และถ้าจีนจำเป็นต้องปราบฮ่องกงแบบโหดเหี้ยมเหมือนกับเทียนอันเหมิน จีนอย่างมากก็ถอยหลังเข้าคลองประมาณ 3 ปี เงียบ ทุกคนด่าจีน จีนก็เงียบ จีนจะเป็นคนที่เถียงแบบดื้อด้าน ฉันไม่เอา ฉันจะทำอย่างนี้ ประเทศของฉัน สิทธิของฉัน เรื่องภายในของฉัน คุณมายุ่งอะไรด้วย เขาพูดมิติหนึ่งก็ถูก แต่อีกมิติเขาไม่ถูก แต่เขาไม่แคร์เรื่องความไม่ถูก ไม่อย่างนั้นจะปิดกูเกิลในจีนทำไม ปิดเฟซบุ๊กในจีนทำไม ไลน์ในจีนก็ใช้ไม่ได้ คนก็ด่า เขาก็บอก ผมก็มีนะ คุณไม่ต้องใช้ไลน์ คุณมาใช้วีแชตสิ กูเกิลไม่มี คุณก็มาใช้ไป่ตู้สิ เห็นไหม จีนเขาจะมีคำตอบ เพราะว่าจีนเขามีตลาดของเขาเอง เขาไม่แคร์ใคร แล้วถ้าฮ่องกงมีอะไรเป็นไป คุณคิดว่าประชากรในฮ่องกง 7 ล้านคน ที่มีคนสัก 2 ล้านคนไม่เห็นด้วย คุณคิดว่าที่รออยู่ 1,400 ล้านคน จะไม่ทะลักเข้าไปอยู่ฮ่องกงเหรอ ยังไงก็แพ้ ยังไงก็แพ้จีน”

ใช้เวลาที่เหลือให้ปัญญาประชาชน

นายสนธิกล่าวในตอนท้ายว่า หลังจากนี้จะพยายามใช้ส่วนที่เหลือของชีวิตให้ปัญญาประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แน่นอนที่สุดคนที่ไม่เห็นด้วยก็เยอะ มีพอสมควร แต่คนที่เห็นด้วยมีมากกว่า

“ผมจำได้ว่า ผมออกมา มีความเห็นต่างๆ ที่คอมเมนต์มา เป็นพันๆ คอมเมนต์ มีคนบางคนให้ของลับผมตลอด สั้นๆ กดเอาๆๆ สนุกสนาน คนพวกนี้เป็นคนที่น่าสมเพศและน่าสังเวช บางคนข้อมูลก็ผิดพลาดหมด อย่างเช่น โกงแบงก์กรุงไทยไปตั้ง 2 พันล้าน แล้วยังมีหน้ามาพูด คนพวกนี้คือคนซึ่งน่าสงสารที่สุดในโลก คือ ไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะถ้าคุณโกงแบงก์กรุงไทย 2 พันล้าน ข้อแรกทำไมกรุงไทยไม่ให้อัยการพ่วงฟ้องเข้าไปด้วย อัยการไม่ได้ฟ้องผมข้อหากู้เงิน

สอง ในการสืบพยานเราเอาผู้จัดการธนาคารกรุงไทยมาสืบ ในหลักฐานคำให้การมีหมด ในศาล ทนายผมถามว่าธนาคารกรุงไทยเสียหายไหม เขาตอบว่าเขาไม่เสียหาย สาม ถ้ากรุงไทยเสียหาย ทำไมผมไม่โดนปรับ คุณคิดว่าท่านผู้พิพากษาท่านโง่เหรอ เพราะฉะนั้นแล้วไม่ได้เอาเงินกรุงไทยมาเลยแม้แต่นิดเดียว หลักทรัพย์ค้ำประกัน เราก็ขายตึกทิ้งไป เขาได้เงินคืนหมดแล้ว เพราะฉะนั้นคนพวกซึ่งมโนแบบนี้ ซึ่งมีหลายคน ชอบพูดคุณโกงแบงก์กรุงไทยไป คือคนพวกนี้ไร้สาระ และผมไม่อยากจะเสียเวลาไปตอบโต้”

คำต่อคำ “สนธิ ลิ้มทองกุล” รายการ News Talk ตังจริงเสียงจริง วันที่ 16 ก.ย. 62

รายการ “News Talk ตัวจริงเสียงจริง” พื้นที่ของความจริงและแสวงหาความจริงร่วมกัน ดำเนินรายการโดย นพรัฐ พรวนสุข บรรณาธิการข่าวการเมือง เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ News1 และสถานีโทรทัศน์ News1 วันที่ 16 ก.ย.62 สนทนากับ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายหลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษและออกจากเรือนจำเมื่อ 12 วันก่อน

นพรัฐ- วันนี้นับว่าเป็นเกียรติของรายการอย่างยิ่ง เพราะว่าแขกรับเชิญในวันนี้เป็นบุคคลสำคัญ เป็นครูบาอาจารย์ของพวกเรา และยังเป็นเจ้านายของพวกเรา ในขณะนี้ก็เป็นบุคคลที่สังคมให้ความสนใจติดตามเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้ออกมาสู่อิสรภาพเป็นเวลาสิบกว่าวันแล้ว แต่ท่านก็ยังไม่เคยที่จะไปปรากฏตัวในสื่อที่ไหน ที่นี่จะเป็นที่แรกครับ พบกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล สวัสดีครับ

สนธิ- สวัสดีครับ คุณนก

นพรัฐ- วันนี้ก็เป็นวันแรกที่พี่จะออกสื่ออย่างเป็นทางการ ครั้งที่แล้วก็ถือว่าเป็นการพบปะพรรคพวกและพนักงานในบริษัท 12 วันที่ผ่านมา หลังจากที่ได้รับอิสรภาพ ปรับตัวได้หรือยังครับ

สนธิ- ได้บ้างครับ แต่ยังไม่ 100% ก็ยังมีปัญหาในเรื่องการนอน ยังไม่สามารถจะนอนลึกยาวจนกระทั่งถึงเช้าได้ มันมีการตื่นกลางคันเพราะว่าเวลานอนในเรือนจำ ในห้องนอนเขาห้ามปิดไฟ ไฟก็จะส่องตาตลอดเวลา แล้วทุกๆ 1 ชั่วโมง จะต้องตกใจตื่น 2 ชั่วโมงตกใจตื่น จนกระทั่งถึงตี 4 ผมก็เลยตัดสินใจจากวันนั้นปฏิบัติธรรมมาตลอด พอมาที่นี่ คืนแรกที่เจอก็คือไฟมืดสนิท ตกใจ นอนไม่หลับ แล้ว 3 ปีที่อยู่ไม่เคยเจอแอร์ พอมาเจอแอร์แล้วมันหนาว ไข้ขึ้นทันที ก็เลยต้องค่อยๆ ปรับตัวไป รวมทั้งอาหารการกินด้วย ออกมาน้ำหนัก 79 กิโลกรัม วันนี้ขึ้น 82 กิโลกรัม ตอนนี้ก็ต้องเริ่มหัดทานน้อยลง

นพรัฐ- ตอนนี้ก็เป็นเวลา 12 วันที่พี่สนธิได้ออกมาอยู่ข้างนอก และพ้นโทษ การพ้นโทษครั้งนี้ถือว่าเป็นโชควาสนาในคราวเคราะห์อยู่เหมือนกันนะ เพราะมันมีประเด็นที่ หลังจากที่มีพระราชทานอภัยโทษลงมา พี่สนธิควรที่จะได้รับพ้นโทษออกมาตั้งแต่ 4 เดือนที่แล้ว แต่ก็กลับออกมาอีกที ต้องต่อสู้อีกยก ระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมาย ที่มันเป็นข้อติดขัดของพี่สนธิ อยากจะให้พี่สนธิเล่าให้ฟังว่ามันติดขัดเพราะเหตุใด และพี่สนธิรู้ได้อย่างไร และทำงานอย่างไรกับเรื่องนี้

สนธิ- เรื่องนี้ก็มีคนพูดกันพอสมควร โยงไปถึงบางประเด็นซึ่งประเดี๋ยวคุณนกจะต้องถามผมแน่นอนว่ามีการแลกเปลี่ยนอะไรหรือเปล่าที่ทำให้ผมได้ออก เพราะโทษของผม 20 ปี ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และบวกอีก 8 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องของการชุมนุมที่ทำเนียบฯ ที่ศาลฎีกาพิพากษาตัดสิน บวกอีก 15 วัน ข้อหาหมิ่นประมาท พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ 20 ปี 8 เดือน 15 วัน ผมก็จำมา ก่อนออก 2 ปี 11 เดือน กับอีก 27 วัน

ทีนี้ ในการพระราชทานอภัยโทษทุกๆ ครั้งที่เกิดขึ้น มันจะมีกฤษฎีกาออกมา แล้วพอจบกฤษฎีกา มันจะมีที่เขาเรียกว่าบัญชีแนบท้ายกฤษฎีกา นั่นก็คือว่า มีคดีอะไรบ้างที่จะไม่ได้ลดเต็มที่ เช่น คดียาเสพติด คดีข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ คดีค้ามนุษย์ คดีผิดต่อหน้าที่ ม.157 ม.149 และคดีฉ้อโกงประชาชน ไปเรื่อยๆ เผอิญตอนช่วงผมเข้าเกิดจู่ๆ มีคนใส่คดีหลักทรัพย์เข้ามาด้วย ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นเหตุผลเพิ่มเติมเพื่อจะต้อนรับผมหรือเปล่า เพื่อให้ได้ลดโทษน้อยลง ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรทั้งสิ้น ผมไม่ได้คิดอะไรเลยนะ จู่ๆ มาวันหนึ่ง สักเมื่อเดือนที่แล้ว ผมคิดว่าเดือนสิงหาคม ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ก็ปรากฏว่าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ผมอยู่คลองเปรม เรือนจำพิเศษกรุงเทพ มีผู้ต้องขังคนหนึ่งโดนโทษเด็ดขาดไปแล้ว เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม เมื่อมาถึงพิธีราชาภิเษก เขาหวังว่าเขาจะได้ลดครึ่งหนึ่ง เพราะว่าชั้นเยี่ยมต้องลดครึ่งหนึ่ง การที่จะได้ลดครึ่งหนึ่งโดยไม่ติดบัญชีแนบท้าย ทำให้เขาอยู่ในมาตรา 7 แต่เขาดันไปอยู่ในมาตรา 8 แสดงว่าเขาได้ลดแค่ 1 ใน 3 เหตุผลเพราะว่ามี พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เขาเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทอินเทอร์เน็ต ในการทำให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ต และเขาโดนข้อหาปั่นหุ้น โดนโน่นโดนนี่ ก็เลยโดนเสียบ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เข้าไปด้วย เพราะมีการซื้อขายหุ้นกัน เขาก็เลยให้ทนายความศึกษา ทนายความก็ศึกษาโดยละเอียด แล้วก็เห็นว่ามีการตีความเรื่อง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ผิด ทำให้ลูกความของเขาเสียประโยชน์ เสียสิทธิ เขาก็เลยแจ้ง ทำหนังสือร้องเรียนไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรือนจำพิเศษกรุงเทพก็เอาข้อท้วงติงของเขาเสนอไปที่ศาลอาญา เสนอไปที่ท่านรองอธิบดีศาลอาญา ท่านรองอธิบดีฯ ท่านก็อ่านข้อเหตุผล 1..2..3..4..5.. โดยเขาเถียงว่า พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ตั้งขึ้นมา และเจตนารมณ์ของการที่จะเป็น พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เขามุ่งเน้นเฉพาะคนที่อยู่ในสถาบันการเงิน ตลอดจนสถาบันการเงินทั้งหลาย บริษัทของเขาเป็นบริษัทสื่อสาร ทำอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้นเขาไม่เข้าข่าย ท่านรองอธิบดีฯ ท่านพิจารณาแล้ว มีการประชุมแล้ว ท่านก็เลยแทงหนังสือไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ บอกว่า คำร้องของผู้ร้องนี้ฟังขึ้น โปรดกรุณาแก้ไข ทำให้ถูกต้อง

พอท่านแทงมาอย่างนี้ แปลว่าอะไร เพราะว่ากรมราชทัณฑ์ต้องฟังคำสั่งศาล เพราะทุกครั้งที่จะปล่อยตัวผู้ต้องขังก็ต้องให้ศาลเซ็นอนุมัติก่อน

นพรัฐ- เขาเรียกหมายปล่อย

สนธิ- ทุกๆ ครั้งที่จะจำผู้ต้องขัง ก็ต้องเอาหมายจำมา เพราะฉะนั้นแล้วคำสั่งศาลเป็นเด็ดขาด สุดท้าย เรื่องนี้ถูกส่งไปที่กรมราชทัณฑ์ ก็เลยทำให้ผู้ร้องคนนี้ได้ปรับเปลี่ยนจากมาตรา 8 ขึ้นเป็นมาตรา 7 ก็คือไม่ได้รับ 1 ใน 3 แล้ว ได้รับแค่ 1 ใน 2 ก็ทำให้โทษของเขาที่จะมีเท่าไรก็ตามในกรณีของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ หารสองไปเลย ทีนี้ ทางกรมฯ เขาก็ต้องกังวลสิ เพราะเขาจะเลือกปฏิบัติเฉพาะคนนี้ไม่ได้ เมื่อศาลชี้มาแล้ว เขาก็เลยต้องไปสืบมาว่า ในเรือนจำทั้งหลาย ผู้ที่โดน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ แล้วถูกจับอยู่ในมาตรา 8 แล้วแทนที่จะได้ลดครึ่ง ลด 1 ใน 3 เหลืออีกกี่คน ก็สรุปแล้วเหลืออีกประมาณ 7-8 คน เผอิญผมเป็น 1 ใน 8 นั้น เพราะว่าผมทำสื่อ ผมไม่ได้ทำให้สถาบันการเงินเสียหายอะไร ซึ่งเรื่องนี้เดี๋ยวผมจะพูด เพราะว่ามีคนมโนเยอะเหลือเกิน ถ้าเป็นสมัยก่อนนะ ผมยังห้าวอยู่ ยังไม่ได้ไปสงบสติอารมณ์ในคุกนะ ผมต้องหาเรื่องตบปากแล้วพวกนี้ แต่ไม่เป็นไร ช่างเขา

สรุปแล้วเขาก็เลยบอก คุณสนธิ คนญี่ปุ่นคนหนึ่ง และอีกหลายคน เขาอยู่ในข่ายนี้ ก็เลยต้องปรับ 8 คนนี้ จากมาตรา 8 ขึ้นเป็นมาตรา 7 แต่ทีนี้ ผมมีโชคต่อไป ก็คือว่า มาตรา 7 ผมได้เผื่อโบนัสมาตรา 6 มาตรา 6 คืออะไร มาตรา 6 เขาระบุว่าคนที่อายุเกิน 60 ปี ถ้าโทษต่ำกว่า 3 ปี ให้ปล่อย แต่คนอายุ 70 โทษเหลือเท่าไร ให้ปล่อยหมด เพราะฉะนั้นแล้ว...

นพรัฐ- คุณสนธิได้ลดครึ่ง

สนธิ- ได้ลดครึ่งแล้ว ก็เนื่องจากมาตรา 6 บอกถ้าอายุ 70 เพราะว่าเป็นวาระพิเศษ วาระราชาภิเษก และนี่เป็นการพระราชทานอภัยโทษ ผมนี่ไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้จริงๆ วันนั้นรู้สึกจะเป็นวันที่ 4 มีหมอนัดผม หมอโรงพยาบาลตำรวจ หมอพลตำรวจตรี โสภณรัชต์ ซึ่งตรวจสมองผม เพราะผมโดนยิง แล้วตอนที่ผ่าตัดเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 หมอค้นพบว่ายังมีเศษกระสุนเหลืออยู่ 2 ชิ้น ก็เลยนัดผมไปตรวจอาการเป็นระยะๆ ระหว่างไปก็มีโทรศัพท์มาจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่คุมผมไป บอกว่าให้รีบส่งตัวผมกลับโรงพยาบาลราชทัณฑ์ด่วน ผมก็ตกใจ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผมบอก เรื่องอะไรอีกล่ะ ก็เลยบอกให้เขารอนิดหนึ่ง จนกระทั่งหมอตรวจเสร็จ กลับไป พอกลับไป โผล่เข้าไปเขาบอกว่า คุณสนธิได้รับการปล่อยตัวแล้ว งงฮะ งงเป็นไก่ตาแตกว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาก็อธิบายเรื่องราวต่างๆ ผมก็สาธุ เขาก็พาผมไปที่ห้อง ชั้น 3 ทำพิธี ถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ผมก็อยากจะเรียนให้กับคุณนก และทุกท่านที่ดูรายการนี้ ตลอดจนบรรดาผู้ที่มโน งานนี้เป็นงานที่ผมเข้าข่ายได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่การพักโทษ ถ้าการพักโทษ ยังมีการถกเถียงอยู่ เหมือนสมัยหนึ่งกำนันเป๊าะได้รับการพักโทษ คนก็บอกว่า การพักโทษนี่เพราะมีการแลกเปลี่ยนทางการเมืองหรือเปล่า เพราะการพักโทษเป็นอำนาจของกรมฯ และกระทรวง ถ้ากรมฯ ให้ผ่าน กระทรวงให้ผ่าน ก็ได้มีสิทธิพักโทษ แต่ของผมนี่ไม่เกี่ยว ของผมนี่กรมฯ ทำอะไรไม่ได้ กระทรวงฯ ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าเข้าข่ายการได้รับพระราชทานอภัยโทษ เพราะฉะนั้นใครจะวิพากษ์วิจารณ์ ให้ระวังหน่อย จะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะชี้แจง จริงๆ ท่านอธิบดี พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ ท่านชี้แจงไปแล้ว แต่คนไม่รู้อ่านไม่ออก หรือว่าอ่านรายละเอียดแล้ว ใจยังมีอคติอยู่ ผมก็เลยอยากจะเตือนบรรดาพวกที่สนุกสนาน นักเฟซบุ๊ก ให้ระวังนิดหนึ่ง เพราะว่ากรณีนี้เป็นกรณีพระราชทานอภัยโทษ ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ย้อนหลังทำให้ผม ผมเข้าตามกติกานะ คุณนก และผมอยู่เฉยๆ กติกาก็บอกว่าผมออกได้แล้ว ผมก็ออก แล้วผมผิดตรงไหน

นพรัฐ- แสดงว่าคุณสนธิไม่ได้รับเงื่อนไขนี้โดยคนเดียว หลังจากที่คนแรกทำมา

สนธิ- 8 คน

นพรัฐ- 8 คน และมีนักโทษชาวต่างชาติ คือชาวญี่ปุ่น อีก 1 คน

สนธิ- แล้วก็มีนักโทษคนหนึ่ง เป็นฝรั่ง ในวาระราชาภิเษก เผอิญเขาไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ท่านเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่าย แกเข้าเวร พัศดีเวร แกก็บอกว่า นักโทษฝรั่งคนนี้โกงบัตรเครดิต โทษ 44 ปี จำคุกมาแล้ว 4 ปี เหลือ 40 แต่เผอิญเป็นโรคไตหรืออะไรไม่รู้ นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ พอวาระราชาภิเษกมาปั๊บ ปรากฏว่าเขาปล่อยเลยทันที เหลืออีก 40 ปี ฝรั่งนี่นะ เชื่อไหมเขาบอกว่าเดินไม่เป็นเลย เกิดอะไรขึ้น ถามโน่นถามนี่ you แน่ใจเหรอ you ปล่อย I you ไม่ได้เอา I ไปฆ่านะ เรื่องก็คือว่า มาตราที่เกี่ยวข้องกับการโกงบัตรเครดิตไม่ได้อยู่ในบัญชีแนบท้าย เขาก็เลยได้อยู่ในมาตรา 7 และอายุเขาเกิน 70 เพราะฉะนั้นการปล่อยแบบนี้ ปล่อยตั้งแต่พฤษภาคมแล้ว แต่เผอิญพฤษภาคมนั้น ของผมยังอยู่มาตรา 8 ยังไม่มีใครร้อง เรื่องก็มีอยู่แค่นี้

นพรัฐ- พอความจริงถูกตีความออกมา ก็ได้เข้าสู่หลักเกณฑ์ที่ได้รับการปล่อยตัวทันที

สนธิ- แน่นอน เพราะว่าถ้ากรมราชทัณฑ์ไม่ปล่อยผม แต่ไปเอาคนนั้นอยู่ในมาตรา 7 ผมมีสิทธิร้องสิ ผมร้องศาลไปผมก็ชนะ

นพรัฐ- เพราะว่ามีบรรทัดฐาน

สนธิ- มีบรรทัดฐานเรียบร้อยแล้ว ปล่อยฝรั่งคนนั้นตามมาตรา 7 คือผมได้เปรียบข้อเดียว คือผมอายุเกิน 70

นพรัฐ- แสดงว่ากรมราชทัณฑ์ก็ยังมีความยุติธรรมในทุกกระบวนการ

สนธิ- กรมราชทัณฑ์ในยุค พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ แก้ไขปรับปรุงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเป็นเรื่องราวที่เลวร้ายออกมาเยอะ ตลอดจนการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูง เปลี่ยนแปลงไปมหาศาล โชคดีของกรมราชทัณฑ์ และโชคดีของผู้ต้องขัง และโชคดีของเจ้าหน้าที่ ที่มีคนอย่างเช่น พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ เข้ามา ท่านจะเกษียณปีนี้แล้ว เดือนกันยายน เสียดาย แต่ผมก็หวังว่าคนที่จะขึ้นเป็นอธิบดีต่อไปในปีหน้า จะยึดถือแนวทางและทิศทางที่ท่านทำต่อไปให้ดีขึ้น

นพรัฐ- การที่คุณสนธิออกมาในครั้งนี้ ดูแล้วจะเป็นสถิติที่คนที่จะถูกตัดสินจำคุก 20 ปีขึ้นไป แล้วก็มีพระราชทานอภัยโทษลงมาครั้งแรกและออกเลย ใช่หรือเปล่าครับ

สนธิ- น่าจะเป็นผมคนเดียว เรื่องของผมกลายเป็นตำนานในกรมราชทัณฑ์ แต่คุณนกจะมาตำหนิอะไรผม ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไรทั้งสิ้น เขาบอกว่าผมนี่ ส้มหล่นทับเท้า ไม่ใช่หรอก

นพรัฐ- มันเป็นวาสนา

สนธิ- ตึกมันถล่มครับ แล้วมาทับตัวผมทั้งหมด ผมก็ยังเชื่อในคุณงามความดีที่ผมทำอยู่ ถ้าผมมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนจริง ทำไมผมต้องติดตั้ง 3 ปีล่ะ

นพรัฐ- ตอนนี้ก็มีข่าวลือออกมาเป็นกระแสมากว่า การที่คุณสนธิได้รับการปลดปล่อยตัว พ้นโทษในครั้งนี้ ราวปาฏิหาริย์ เป็นการแลกเปลี่ยนที่มีการต่อรองกัน และคุณสนธิก็ยอมรับที่จะมาทำงานให้เขาบางอย่าง ฟังแล้วคิดอย่างไร

สนธิ- สังคมไทยมันเป็นสังคมอย่างนี้ และมันไม่ใช่แค่สังคมเดียว สังคมมนุษย์ มีอะไรที่ตัวเองได้ยินมา เชื่อ ก็เชื่อ ผมคิดว่าหลักการของผมในชีวิตผมนะ ถ้าคุณนกเชื่อ ก็เชื่อไป ถ้าคุณไม่เชื่อ ก็ไม่เชื่อ ขึ้นอยู่กับใจคุณ เท่านั้นเอง แต่หลักการที่ผมอธิบายให้ฟังแล้วมันพิสูจน์ชัดว่ากฎหมายอนุญาตให้เขาปล่อยตัวผม และเขาอ่านกฎหมายผิดตั้งแต่ต้น และคนที่ร้องเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ผม เป็นคนอื่น ผมเพียงแต่ได้รับอานิสงส์ เพราะฉะนั้นแล้วมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และถ้าเขาจะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ทำไมเขาต้องเก็บผมไว้ตั้ง 3 ปี ไม่มีเหตุผล แล้วอีกอย่าง ผมเคยถวายฎีกาเป็นส่วนบุคคล ทุกคน นักโทษทุกคน มีสิทธิถวายฎีกาให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรากฏว่าฎีกาของผมถูกตีตก ทุกคนถูกตีตกหมด เหตุผลเพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ พระองค์ท่านยึดถือในความยุติธรรม พระองค์ท่านไม่ได้คิดเลยว่าทำไมเมื่อต้องโทษแล้ว จะต้องมาขอให้ยกโทษกับพระองค์ท่าน จำได้ไหมครับที่พระองค์ท่านแทงเรื่องที่ขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษประหาร ท่านก็บอก ผิดก็ทำเลย ประหารไปเลย เพราะฉะนั้นแล้วท่านมีหลักการที่แน่นอนอยู่แล้วในเรื่องนี้ แต่อะไรก็ตามถ้ามาตามระบบ มาตามกฎหมาย ก็เมื่อพระองค์ท่านขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วมีวาระเฉลิมฉลองราชาภิเษก ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศไทยที่จะมีการอภัยโทษครั้งยิ่งใหญ่

อภัยโทษครั้งที่แล้ว ปล่อยนักโทษไปประมาณ 5 หมื่นคน เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อผมอยู่ในข่าย ผมก็ได้สิทธิแล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่คนเข้าใจผิดกันหมด ผมเคยถวายฎีกาส่วนบุคคล และผมก็ไม่ได้

นพรัฐ- แล้วระหว่างที่อยู่ในคุก อยู่ในเรือนจำคลองเปรม ตลอดเวลา 2 ปี 11 เดือน 27 วัน มีใครเข้าไปพูดคุยเพื่อต่อรองอะไรบ้างไหม

สนธิ- ไม่มี คืออาจจะเป็นโชคร้ายของผมก็ได้ ที่ผมชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล พอผมเข้าไป ก็ถูกจับตา ไม่ใช่แค่เรือนจำ กรมฯ ก็จับตา โทรศัพท์ที่ผมมีญาติมาเยี่ยมจะต้องถูกดักฟังตลอดเวลา ผมได้รับการเยี่ยมวันจันทร์กับวันพุธ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกๆ เดือน นี่เป็นยุคก่อนที่ พ.ต.อ.ณรัชต์ จะมานะ ทุกๆ เดือนเรือนจำคลองเปรมต้องสรุป ขอรายชื่อคนมาเยี่ยมผมว่ามีใครมาบ้าง เพราะตอนนั้นการเมืองเขายังระแวงผมอยู่ และเหตุผลหนึ่งที่ผมเข้าคุกมานี่ก็มีเบื้องหลังทางการเมืองเยอะ แต่ผมจะไม่ขอพูดเรื่องนี้ และเขาก็จับตาดูผม แล้วจู่ๆ วันดีคืนดีก็มีหน่วยจู่โจมพิเศษเข้าไปในแดน 7 ผมจำได้ หัวหน้าแดนคนนั้นชื่อคุณศิริมาตย์ เข้าไปค้นห้องผม ค้นตู้ล็อกเกอร์ผม ค้นตัวผม ค้นเสื้อผ้าผม 3-4 ครั้ง เพราะว่ามีรายงานข่าวมาจากน้องชายผู้มีอำนาจคนหนึ่งใน คสช. แจ้งไปทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ว่าผมได้แอบใช้โทรศัพท์ในเรือนจำคลองเปรม โทรศัพท์ไปยุยงปลุกปั่นคนข้างนอก เขาก็เลยมาค้น ค้นจนกระทั่งท่านศิริมาตย์ ท่านหัวหน้าแดน ท่านต้องเดินไปหาผู้บัญชาการเรือนจำคลองเปรม ท่านบอกว่า ท่าน ผบก.ครับ ผมอยู่กับคุณสนธิ แดน 7 ผมเอาหัวเป็นประกัน เอาชีวิตเป็นประกัน คุณสนธิไม่ได้ใช้โทรศัพท์เลย ไม่มีเลย เรื่องก็เลยค่อยๆ ซาไป ถ้าจำไม่ผิดผู้บัญชาการเรือนจำตอนนั้นคือท่านรองอธิบดีฯ ปัจจุบัน ท่านธวัชชัย ชัยวัฒน์ ปัจจุบันท่านยังอยู่ แต่ท่านมีมารยาทพอ ท่านไม่บอก แต่ผิดปกติ เข้ามาค้นผมประมาณ 3-4 ครั้ง และทุกครั้งที่หมอโรงพยาบาลนัดผมเพื่อไปตรวจตา หรือว่าเช็กสมอง ผมเป็นคนเดียว คนเดียวในนั้น ในเรือนจำคลองเปรม ในจำนวนนักโทษ 6 พันกว่าคน ที่เมื่อผู้คุม 2 คน คุมผมออกไปขึ้นรถพยาบาล ไปโรงพยาบาลตำรวจ พอขึ้นรถปั๊บ เขาต้องส่งไลน์แจ้งให้ฝ่ายทางคลองเปรมว่า ออกแล้วนะครับ กี่โมง ไปถึงโรงพยาบาลเขาก็ต้องแจ้งว่า ถึงโรงพยาบาลแล้วนะครับ กี่โมง รักษาเสร็จ แค่เพียงหมอมา ก็ต้องแจ้งว่าหมอมาแล้วนะครับ พอหมอรักษาเสร็จ ก็บอกเสร็จแล้วนะครับ ขึ้นรถแล้วนะครับ กลับมาถึงแล้วนะครับ ผมก็เลยถามคนคุม มันเกิดอะไรขึ้น ทำอย่างนี้กับทุกคนหรือเปล่า เขาบอกว่า ไม่ เฉพาะคุณสนธิคนเดียว

นพรัฐ- คนพิเศษ

สนธิ- คนพิเศษ คนพิเศษจริงๆ

นพรัฐ- เป็น VIP ด้านการถูกจับตา รายงานตลอดทุกเรื่อง

สนธิ- ทุกอย่าง คุณนกต้องรู้ว่าผมถูกกดดันมาตลอด แต่ผมเฉยๆ ผมไม่รู้สึกอะไร คุณรู้ไหมว่าทำไม เพราะว่าผมตัดสินใจแล้วว่า ผมอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันคือผมอยู่ในคุก เมื่ออยู่ในคุกแล้ว ผมไม่มีสิทธิไม่มีเสียงอะไรทั้งสิ้น เขาจะปู้ยี่ปู้ยำผมอย่างไร ผมก็ต้องทำตามที่เขาบอก ตราบใดที่เขาไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของผม ไม่ตบผม ตีผม เตะผม เขกหัวผม หรือให้ผมทำโน่นทำนี่ซึ่งผมคิดว่าละเมิดความเป็นมนุษย์ของผม ถ้าเขาไม่ทำประเภทนี้ เขาจะให้ทำอย่างไร ผมยินดีที่จะทำให้ อย่างเช่น ขึ้นห้องนอนห้ามใส่กางเกงใน ก็เฉย ไม่เป็นไร ขึ้นห้องนอนต้องถอดเสื้อ ก็ไม่เป็นไร คุณอยากทำก็ทำไป อาบน้ำไม่ให้เกิน 10 นาที 5 นาที เอ้า ผมก็ทำตามหมด ที่ผมทำอย่างนี้ได้เพราะว่าผมยอมรับปัจจุบันว่ามันเป็นคุก และผมก็เป็นนักโทษ

นพรัฐ- และทีนี้มันมีหลังจากที่คุณสนธิเข้าไปได้สักปีหนึ่ง ประมาณนี้ ก็มีคุณตู่ จตุพร เขาออกมาพูดกับสื่อว่าระหว่างเขาถูกจองจำอยู่ เขาได้พบปะกับคุณสนธิและได้พูดคุยกันหลายครั้ง และก็มีการเห็นชอบในแนวทางและแนวคิดในทางการเมือง ในการขับเคลื่อนงานการเมืองร่วมกัน ตรงนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

สนธิ- คุณจตุพรไม่ได้เจอผมในคุกหรอก คุณจตุพรอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ อยู่ติดกับเรือนจำคลองเปรม พิเศษกรุงเทพรับนักโทษที่มีโทษต่ำกว่า 15 ปี แต่ของผมมันเกิน 15 ปี เลยถูกส่งมาคลองเปรม ผมไปเจอคุณจตุพรที่ศาลอาญา ตอนขึ้นศาลในคดี เขาก็ขึ้นคดีของเขา ผมก็ขึ้นคดีของผม ตอนระหว่างที่อยู่ใต้ถุนศาลก็เจอกัน นั่งด้วยกัน นั่งอยู่ในห้องด้วยกัน ห้องขัง ก็เลยมีการคุยกันยาว ผมคุยกับคุณตู่เฉยๆ ว่า เฮ้ย ตู่ สิ่งที่คุณสู้ กับสิ่งที่ผมสู้น่ะ ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าคุณก้าวไม่ข้ามทักษิณ ชินวัตร นั่นข้อแรกซึ่งผมไม่เห็นด้วย ข้อที่สอง พวกคุณเสื้อแดงไม่ได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เลยแม้แต่นิดเดียว และมิหนำซ้ำ กลุ่มพวกคุณ ไม่ว่าจะเป็นจักรภพ เพ็ญแข ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่หนีอยู่ต่างประเทศ เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพวกคุณโดยตรง แล้วก็มีพฤติกรรมก้าวร้าว จาบจ้วง และมีเจตนารมณ์ที่ไม่ต้องการให้ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าคุณตัดเรื่องทักษิณ ตัดเรื่องนี้ออกไป ผมถามว่าสิ่งที่คุณสู้กับสิ่งที่ผมสู้ หลักการไม่ได้ต่างกันเลย คุณสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตย คุณสู้เพื่อการกระจายอำนาจ คุณสู้โน่นสู้นี่ เหมือนกัน ผมก็เช่นกัน ผมสู้เพื่อความโปร่งใส สู้เพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน เราไม่ต่างอะไรกันเลย ต่างกันแค่ 2 ข้อนี้ นี่คือสิ่งที่ผมพูดกับเขา

นพรัฐ- อ๋อ แล้วเขาก็มาขยายความ

สนธิ- ผมไม่ได้เจอเขาในคุก ผมเจอเขาที่ศาลอาญา

นพรัฐ- เพราะว่าอยู่คนละคุก กรุงเทพพิเศษ กับคลองเปรม

สนธิ- ครับ

นพรัฐ- คุณสนธิได้ออกมาและประกาศชัดเจนวันที่พบพนักงานของพวกเราที่ผู้จัดการ ว่าต่อไปก็จะไม่ออกมาต่อสู้ทางถนนอีกแล้ว เป็นเพราะคุณสนธิรู้สึกว่าไม่อยากที่จะตัดชุดวิวาห์ให้คนอื่นใส่อีกแล้วหรือเปล่า

สนธิ- คุณจะพูดอย่างนั้นก็ถูก ผมต่อสู้บนถนนมาในฐานะแกนนำมวลชนตั้งแต่ปี 2548 ตั้งแต่การออกทีวีช่อง 9 เมืองไทยรายสัปดาห์

นพรัฐ- ซึ่งเป็น 13 ปีที่ถูกปลด เมื่อวานนี้ วันที่ 15 กันยายน

สนธิ- ถูกต้อง ผมสู้มาตลอด และผมก็เห็นว่าตอนที่ผมสู้ทักษิณตอนนั้น ไม่มีใครกล้าสู้เลยแม้แต่คนเดียว คุณสุเทพก็ไม่กล้าสู้ อยู่แต่ในสภาฯ อาจจะมีข้อจำกัดที่ท่านเป็น ส.ส. มิหนำซ้ำคุณสุเทพในส่วนตัวก็มีการลงทุนร่วมกับคุณทักษิณ ในเรื่องโค-ออป ที่สุราษฎร์ธานี เอาล่ะ ไม่เป็นไร ผมสู้มา ผ่านมาทุกอย่าง แล้วในระหว่างที่ต่อสู้ คือ เอาอย่างนี้ อุปมาอุปไมยเหมือนบ้านไฟดับ ผมคือสวิตช์ไฟใหญ่ พอผมสับสวิตช์ปั๊บ ไฟมันเปิดปุ๊บ ก็มีคนวิ่งเข้ามาเสียบปลั๊กโทรศัพท์มือถือ เสียบปลั๊กพัดลม คุณเข้าใจหรือเปล่า เสียบปลั๊กเครื่องปิ้งขนมปัง มีคนมาร่วมเยอะมาก มาร่วมโดยที่กลุ่มคนพวกนี้ไม่ชอบทักษิณ ไม่เห็นด้วยกับทักษิณ ไม่ชอบเสื้อแดง แต่ขาดคนที่จะนำหน้า เผอิญผมนำหน้าแล้วประชาชนเห็นว่าสิ่งที่ผมสู้นั้น และสิ่งที่ผมสู้ผมไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เพราะผมไม่ใช่นักการเมือง ผมสู้เพราะผมทนไม่ได้กับการที่คุณทักษิณทำร้ายประเทศไทยหลายๆ กรณีและหลายๆ วิธี ก็เลยมีคนเข้ามาร่วมเยอะแยะไปหมดเลย

คุณไม่สังเกตเหรอเวลาผมชุมนุม มีครัวคนใต้ มีมาจากสุราษฎร์ธานี มีมาจากเกาะสมุย จริงๆ ก็คือพวกพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง แต่ว่าเนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเก่งแต่ปากในยุคนั้น แต่เดินชนแล้วไม่กล้าเดินชน ผมจำเป็นต้องทำหน้าที่นี้ แต่เขาก็ให้กำลังใจผม ด้วยการส่งคนขึ้นมาชุมนุม มาจัดครัว จัดโน่นจัดนี่ นั่นคือที่มาของมัน

เมื่อมาถึงวันนี้คุณถามว่าตัดเสื้อวิวาห์ให้คนอื่นหรือเปล่า ก็อาจจะจริง เพราะผมจำได้ว่าวันที่เราชุมนุมที่สนามบิน แล้วศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไปเรียบร้อยแล้ว และมีการตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นในค่ายทหาร แล้วคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี คุมตำรวจ ผมก็ดีใจ คิดว่าอย่างน้อยที่สุดผมก็คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ดีที่สุดในเวลานั้น ในเวลานั้นนะ แต่พอพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมามีอำนาจ สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำก็ไม่ได้ต่างจากพรรคเพื่อไทยที่ทำ ก็คือ แสวงหาอำนาจ เพิ่มเติมอำนาจ พยายามต่อยอดอำนาจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคุณสุเทพทำ ก็ไม่ต่างกว่าพรรคเพื่อไทยทำ ไม่ได้ต่างกว่า คสช.ทำ ไม่ได้ต่างกว่า พล.อ.ประยุทธ์ นี่คือการเมือง และผมก็ผิดหวัง ผิดหวังตรงที่ว่าในระหว่างที่เราประท้วง หลายๆ ประเด็น เรื่องเขมร เรื่อง ปตท. พวกนี้ เขาเห็นด้วยกับเรา เมื่อเขาเห็นด้วยกับเรา แต่พอเขาขึ้นมาปั๊บ เขาเริ่มไม่เห็นด้วยกับเราแล้ว กว่าผมจะตัดสินใจเรียกพ่อแม่พี่น้องประชาชนมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภาตอนนั้น เขาต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ผมต้องเหนื่อย ตัดสินใจเด็ดขาด เอาหรือไม่เอา เพราะคนเขามองว่าพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรฯ มันเป็นพันธมิตรฯ นี่นา แต่พอชุมนุมแล้วก็มีสายประชาธิปัตย์เริ่มตีตัวออกไป ผมบอกไม่เป็นไร ผมพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ผมเชื่อมั่น ผมก็เดินหน้าต่อไปของผม เดินหน้าไปตลอด จนกระทั่งพรรคประชาธิปัตย์สูญเสียอำนาจ พอสูญเสียอำนาจแล้ว ผมจำได้ว่าพอคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมา หลังคุณสมชายจบไปแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมา ผมจำได้ว่ามีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์โทรศัพท์มาหาผม แล้วบอกว่าคุณสนธิจะชุมนุมไหม จะให้ผมออกอีกไง แต่ผมรู้ทัน ผมตั้งเป้าไว้แล้วว่า กูจะไม่ให้มึงหลอกใช้กูอีก ผมก็เลยบอกยังงี้ว่า ผมก็เลยประกาศกับแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งมีทั้งคุณจำลอง ศรีเมือง คุณพิภพ ธงไชย คุณปานเทพ ผมบอกกับปานเทพเป็นคนแรกว่า ผมอยากจะสลายแกนนำ คุณจำได้ไหม นั่นหละสัญชาตญาณผมบอกว่าไม่ได้ละ สลายดีกว่า ผมสลายปั๊บนี่ ตอนแรกคุณปานเทพยังไม่เห็นด้วย พี่ลองถาม แล้วเราจะทิ้งมวลชนไปได้อย่างไร ผมบอกว่ามวลชนไม่ใช่ของเรา มวลชนก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นคนไทย ถ้าเขามีความรักชาติรักแผ่นดิน เขาก็ยังคงรักชาติรักแผ่นดินต่อ ก็เลยทำให้ผมไม่ต้องออก มันก็เลยกลายเป็นการไฟลต์บังคับให้คุณสุเทพต้องออก ส่วนคุณสุเทพจะไปแอบจับมือตกลงกับใคร ผมไม่รู้ แล้วหลังจากนั้นก็เลยเกิด กปปส. เมื่อเกิด กปปส.แล้ว ผมก็เห็นพันธมิตรฯ ที่จำนวนก็ไม่น้อย มีความรู้สึกว่าในเมื่อผมไม่ออกแล้ว คุณสุเทพออก ลุงสุเทพออก ก็เลยไปร่วมกับลุงสุเทพ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า มาสุดท้ายแล้วผมตัดสินใจว่า ผมไม่ตัดชุดวิวาห์ให้คนอื่นหรอก เพราะผมอยู่ในเรือนจำ ผมก็มัน ท่องตลอดเวลาว่า กูจะไม่ยอมให้ใครมาหลอกใช้กูอีกต่อไป

นพรัฐ- ตอนนี้คุณสนธิก็อยู่ในฐานะคนที่แบกหม้อก้นดำคนหนึ่ง แล้วทีนี้มันมีกระแสเกิดขึ้นว่าจะเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาตรการ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมา โดยที่ยกเว้นในเรื่องของคดีทุจริต คดีอาญารุนแรง และความผิดต่อมาตรา 112 คุณสนธิในฐานะคนที่อาจจะได้รับการนิรโทษกรรมจากครั้งนี้ เห็นว่าเป็นอย่างไร

สนธิ- ผมเห็นด้วย ที่ผมเห็นด้วยไม่ใช่เพราะว่าจะเกิดประโยชน์กับผม การปรองดองที่แท้จริง การประชุม ประท้วง ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง กปปส. เป็นการแสดงออกทางการเมือง เมื่อเป็นการแสดงออกทางการเมืองแล้ว ถ้าเราอยากให้ชาติบ้านเมืองสงบ เราต้องกำจัดข้อสงสัยตรงนี้ออกไป เข้าไปยึดสถานที่ เข้าไปยึดตรงโน้น เดินขบวนผิดกฎหมาย โน่นนี่นั่น อย่างที่คุณพูด อาญารุนแรง คือไปยิงคนตาย ไปเผาบ้านเผาเมือง

นพรัฐ- แม้ว่าจะมีแรงจูงใจมาจากการเมือง

สนธิ- ถูกต้อง แต่เมื่อมีการเสียชีวิต มันก็ผิด ป.วิ. อาญา เพราะฉะนั้นแล้วอะไรก็ตาม ถ้าตัดเรื่อง 112 เรื่องอาญารุนแรงออกไป แล้วก็ทุจริต ผมคิดว่าการชุมนุมพวกนี้ทางการเมืองนะ ต้องนิรโทษกรรมให้หมด มันถึงจะเริ่มนั่งคุยกันได้ เพราะผมเห็นแล้วสมัย คสช. ที่ พล.อ.ประวิตร ท่านเป็นประธานในการนิรโทษกรรม ในการปรองดอง ผมพูดเลยว่าปรองดองแบบนี้ไม่สำเร็จ ทำไม่สำเร็จ เพราะว่าเอาคนไปนั่งคุยกัน คนมันนั่งคุยกันโดยมีปืนจ่อหัว มันก็ฉีกยิ้ม ผมรับไม่ได้เลยที่ผมเห็นจตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มานั่งฉีกยิ้มกับฝ่ายตรงข้าม เพราะผมรู้ว่าเขาก็ฉีกยิ้มไปอย่างนั้นแหล่ะ แต่ในใจเขาไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้นแล้วการปรองดองในยุค คสช. ต้องถือว่าล้มเหลวทุกประการโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าจะสร้างภาพขนาดไหน แต่ผลที่ออกมาเป็นข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัด

นพรัฐ- คุณสนธิคิดไหมว่า ระหว่างพันธมิตรฯ คุณสนธิ และอีกฝ่ายหนึ่งคนของระบอบทักษิณ พอมีความผิดแล้ว ก็ปฏิเสธรับโทษ ก็คือหนีออกนอกประเทศ จนล่าสุดเกิดจากกรณีกีร์ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง โดนโทษจำคุกจากการล้มประชุมอาเซียนเมื่อปี 52 สี่ปี หนีไปแล้ว

สนธิ- หนีไปแล้วเหรอครับ

นพรัฐ- ก็ไม่มาแล้วครับ

สนธิ- แล้วตามตัวไม่เจอด้วย?

นพรัฐ- เขาก็แจ้งว่าเขาเป็นโรคบ้านหมุน ซึ่งเป็นแนวเดียวกับคุณยิ่งลักษณ์ ก่อนที่จะหนีไปในการตัดสินคดีเรื่องจำนำข้าว

สนธิ- ผมมีความคิดอย่างนี้ คุณนก ตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ผมคิดว่าข้อผิดพลาดในชีวิตของเขาก็คือเขาไม่ยอมติดคุก โทษ 2 ปี เขามีอำนาจอยู่ในมือ รัฐบาลเป็นของเขา เขาควรจะเดินเข้าคุกอย่างสง่าผ่าเผย แล้วการซึ่งเขามีอำนาจรัฐบาลอยู่ในมือ รัฐมนตรีฯ ยุติธรรมอยู่ในมือของเขา เป็นคนของเขา เขาเข้าคุก เขาสบายกว่าผมล้านเท่า เขาไม่เดือดร้อน ไม่เดือดร้อนเลย นี่คือข้อผิดพลาดของเขา คือผมจะไม่ให้พี่น้องผม ตระกูลผม เข้าคุกเลยแม้แต่คนเดียว เขาเคยพูด คุณพูดอย่างนี้ได้อย่างไร แสดงว่าตระกูลชินวัตรไม่มีสิทธิติดคุกหรืออย่างไร แล้วทำไมตระกูลลิ้มทองกุลอย่างผมถึงยอมติดคุก ผมคิดว่ากระบวนทัศน์ แนวความคิดนี้ผิด เราต้องรักษาระบอบนิติรัฐเอาไว้ให้ได้ ไม่รักษาไม่ได้ ผมถึงพูดไงว่าผมเข้าคุกตามกติกา เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่าผมผิด ผมยอมรับ แต่วงเล็บผมอาจจะไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไร ผมก็เดินเข้าอย่างสง่าผ่าเผย เข้าไป ขมขื่น เบ็ดเสร็จ โน่นนี่นั่น เสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็ออกตามกติกา โดยที่กฎหมายบอกว่าผมออกได้แล้ว เพราะฉะนั้นแล้วการติดคุกไม่น่ากลัว ถ้าคุณทำใจได้ คุณเข้าคุก คุณต้องอยู่ในคุกในฐานะเป็นนักโทษ คุณอย่าไปมโน อย่าไปทะลึ่ง ว่าคุณเป็นอดีตผู้ใหญ่ข้างนอก คนนับหน้าถือตา คุณยิ่งใหญ่ โน่นนี่นั่น ผมเห็นคนติดคุกเยอะแยะไปหมดเลย คุณรักเกียรติ ที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็เคยติดคุก รัฐมนตรี เพราะฉะนั้นแล้วผมก็เลยมองว่าการติดคุกไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ากลัว

คุณมองย้อนหลังไป 2 ปี ถ้าคุณทักษิณอยู่ ผมเชื่อว่าอยู่ไม่ถึง 6 เดือน ทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ และผมเชื่อว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท่านทรงมีพระเมตตา พระองค์ท่านอาจจะเห็นว่าเป็นถึงนายกรัฐมนตรี และสำนึกผิดแล้ว พระองค์ท่านอภัยโทษให้แน่นอน แล้วคุณทักษิณก้าวออกมาด้วยความยิ่งใหญ่ และยิ่งใหญ่กว่าเดิม นี่คือความโง่

นพรัฐ- ตอนนั้นโทษแค่ 2 ปี

สนธิ- และผมก็มองเห็นว่าคุณยิ่งลักษณ์ก็ผิด โดนโทษ 7 ปี หรือ 6 ปี ผมไม่รู้

นพรัฐ- 5 ปีครับ

สนธิ- โทษ 5 ปี ถ้าคุณยิ่งลักษณ์เข้าไปในช่วงนั้น วันนี้ออกแล้ว ออกจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น ออกจริงๆ แต่ต้องร่อนเร่พเนจร เป็นวิญญาณเร่ร่อนที่น่าสงสารมาก และเขาก็ไม่รู้ตัวเขานะทั้งพี่ชายและน้องสาวว่าเขาไปเที่ยวเดินชอปปิง ไปเดิน มีรูปมาลงอินสตาแกรม เป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นคนที่น่าสังเวชมาก น่าเวทนา แทนที่จะอยู่เงียบๆ มีเงินมีทอง ไหนๆ ก็หนีแล้ว ไปยุโรป เงินทองก็มี มีบ้านที่มอนเตเนโกร ก็อยู่ที่นั่น แต่ความกระสันที่อยากจะเอาอำนาจกลับมาหาตัวเอง มันยิ่งนานยิ่งถลำ ยิ่งถลำตัวเองลงไปลึกเข้าๆ และผมก็เห็นว่า คสช.จะเป็นยังไงก็ตาม คุณประยุทธ์จะเป็นยังไงก็ตาม จะมีข้อกล่าวหาว่ารู้เห็นเป็นใจปล่อยคุณยิ่งลักษณ์ แต่ผมก็เห็นว่าบทบาทของ คสช. ที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม ที่ให้ดำเนินคดีกับคุณทักษิณ กับคุณยิ่งลักษณ์ เขาทำจริงจัง ไอ้ตัวนี้ก็เป็นกำแพง ผนังทองแดงกำแพงเหล็กที่ปิดกั้นไม่ให้กลุ่มทักษิณเข้ามามีอำนาจ ไหนๆ พูดแล้ว สิ่งที่เห็นทางการเมือง ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลชุดนี้ก็บอกว่ารัฐบาลชุดนี้เล่นวิชามาร ผมกำลังบอกว่า ทุกรัฐบาลมันเล่นวิชามารกันทั้งนั้น สมัยที่คุณทักษิณมีอำนาจแล้วใช้วิชามาร แล้วใช้กับผมนะ มันหนักหนาสาหัสกว่าที่คุณโดน ผมนี่โดนทั้งทหาร โดนทั้งวิชามารของฝ่ายการเมือง ไอ้ที่ผมโดนยิง 200 นัดนี่ฝีมือใครล่ะ มันก็การเมืองบวกทหารเข้าไปทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นแล้วคุณต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน เมื่อคุณเข้าใจตรงนี้แล้ว คุณอย่าไปมโนว่าการเมืองมันต้องสะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม เมื่อคุณชูจริยธรรมทางการเมืองแล้ว คุณกำลังปิดตาคลำช้างอยู่ คือคุณโกหกตัวเอง คือทางการเมืองสมัยก่อนมันมีบุ๋นกับบู๊ ใช่มั้ย บุ๋นก็คือว่ากันไปตามกติกา ว่าไปตามสภา ว่าไปตามกฎหมาย โน่นนี่นั่น บู๊ก็จะมีการทำงานทางใต้ดิน สมัยที่ผมประท้วงทักษิณ บุ๋นคือเขา บู๊ตอนนั้นคือใครล่ะ ยงยุทธ ติยะไพรัช จตุพร พรหมพันธุ์ นั่นคือบู๊ของเขา เอาล่ะ เสื้อเหลืองมี กูสร้างเสื้อแดงขึ้นมา แต่มันก็จะมีนักเลงอยู่ตลอดเวลา สมัยหนึ่งเขามี เสธ.ไอซ์ ใช่ไหม แล้วมันผิดตรงไหนที่เขาใช้ เสธ.ไอซ์ ทักษิณ ใช้ เสธ.ไอซ์ ไปขู่คนโน้นขู่คนนี้ หรือทักษิณใช้ เสธ.ไอซ์ ไปแสดงอำนาจว่า เฮ้ย อย่านะ เงียบๆ นะ ผมถามว่านายกฯ มีฝ่ายบู๊บ้างไหม คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มี โดยผ่านคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แล้วผมมีอะไรประหลาดใจรู้ไหม ถ้าท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มันไม่ต่างอะไรกับในสมัยโบราณเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ ร.อ.ธรรมนัส กลับเป็นคนที่บู๊แบบเปิดเผย เอาแกเข้ามาเป็นรัฐนตรี ดีกว่าเอาไปอยู่ข้างนอก

นพรัฐ- ดียังไง

สนธิ- ก็ตรวจสอบได้ไง มองเห็นชัด อย่างน้อยก็มาเล่นงานแก จริงหรือไม่จริง ไม่รู้ เรื่องกรณีโน้นกรณีนี้ เพื่อที่จะดิสเครดิตรัฐบาลชุดนี้ ถ้าเป็นอดีต ถ้าสมมุติมองในมุมกลับ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ เอาคุณธรรมนัสทิ้งไว้ข้างนอก แล้วทำงานใต้ดิน ฝ่ายค้านไม่เหนื่อยตายเหรอ ผมถามแค่นี้ จริงๆ เป็นคุณูปการ อันนี้เป็นข้อดีของ พล.อ.ประยุทธ์ และก็เป็นข้อดีของ ร.อ.ธรรมนัส

นพรัฐ- ทำให้ออกอาวุธมากไม่ได้

สนธิ- ไม่ใช่ออกอาวุธมากไม่ได้ด้วย ทำให้เขากำลังยืนอยู่บนเวที แล้วมีไฟจับตาดูเขาอยู่ ไม่ดีเหรอ ผมว่าดี ดีมากๆ เลย

นพรัฐ- คุณสนธิประกาศมาโดยตลอดว่าประเทศบ้านเราต้องได้รับการปฏิรูป ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปตำรวจ ที่คุณสนธิชูมาตลอด วันนี้จากที่ คสช.เข้ามายึดอำนาจและบริหารประเทศเป็นเวลาเข้ามา 6 ปีแล้ว ในวันนี้เกือ 6 ปี คุณสนธิเห็นอะไรที่มันดีขึ้นไหมในการปฏิรูป

สนธิ- ผมเห็นความตั้งใจของเขาตอนแรก แต่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ผมไม่รู้ ข้อดีของทักษิณ ชินวัตร มี เขาเข้ามา เขาทอนอำนาจระบบราชการ ทำให้การขับเคลื่อนประเทศไปได้เร็วขึ้น แต่ข้อเสียเขามีมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลประโยชน์ที่เขาเตรียมเอาไว้ มันเข้าสู่ตัวเขา พี่น้องเขา กลุ่มของเขาเอง มันก็เลยทำให้หลักการที่ดีมากๆ ที่เขาคิดที่จะทอนอำนาจระบบราชการ มันไม่มีความหมายไปเลย ทีนี้ผมมองว่าตั้งแต่คุณทักษิณเข้ามามีอำนาจ ปี 2544 มาเรื่่อยๆ ถูกขัดตาทัพด้วยพรรคประชาธิปัตย์อยู่ปีนึง พรรคประชาธิปัตย์นี่อย่าไปสนใจเลย พรรคราชการ แต่ก่อนเป็นพรรคราชการ ตอนนี้ก็ยังคงเป็นพรรคราชการ อนาคตข้างหน้าก็ยังคงเป็นพรรคราชการ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็คือนั่งเฉยๆ ข้าราชการประจำคิดอย่างไรก็เสนอมา ก็ว่ากันไป คสช. ก็ติดป้ายพรรคประชาธิปัตย์เหมือนกัน ก็คือพยายามดึงอำนาจราชการให้กลับเข้ามา เพราะว่าผู้บริหาร คสช. ทุกคน เป็นอดีตข้าราชการทั้งสิ้น คือพูดง่ายๆ ว่าเป็นการกลับมาสู่หลักการในการกุมอำนาจของระบบราชการ แล้วระบบราชการมีดี และมีเสีย แต่มีเสียมากกว่ามีดี ตรงที่ว่าข้าราชการ ผมไม่ได้ว่าท่านไม่มีวิสัยทัศน์ ท่านมีวิสัยทัศน์ แต่ท่านมีความกลัว เนื่องจากระบบมันบังคับท่านอยู่หลายขั้นตอน ทำให้ท่านอยากจะมีความคิดสร้างสรรค์ ท่านก็มีไม่ได้

คุณรู้ไหมว่าคนที่มีอำนาจที่สุดในระบบราชการประเทศไทยนี่นะ นักการเมืองยังสู้ไม่ได้เลย ก็คืออธิบดี อธิบดี ถ้าไม่เห็นด้วย ไม่เอาด้วย รัฐมนตรีก็สั่งไม่ได้นะ แต่เผอิญรัฐมนตรีใช้อำนาจทางการเมืองโยกย้ายอธิบดีได้ ก็เลยทำให้อธิบดีที่ยังอยากเป็นอธิบดีอยู่ ก็ต้องยอมตามนักการเมือง เพราะฉะนั้นแล้ว ผมมานั่งคิดดีๆ นะ เมืองไทยเป็นเมืองที่มีใบอนุญาตเยอะที่สุดในโลก ทำอะไรก็ต้องขออนุญาต สักวันจะหายใจต้องเขียนขออนุญาต เพราะฉะนั้นผมมองว่าระบบราชการคือตัวถ่วง ตัวถ่วงการเดินหน้าต่อไปของประเทศ

คุณดูเรื่องพาราควอต สารพิษ คุณรู้ไหมที่ยกเลิกไม่ได้ ยึกยักติดมาตลอด เพราะมันติดข้าราชการ 2-3 คนเอง

นพรัฐ- เพราะปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมบอกว่ายังไม่มีตัวเลขในรายงาน

สนธิ- นั่นล่ะ ชัดเจน จะพูดอย่างไรก็ตาม ข้าราชการถ้ามันไม่ขยับ คุณไปไม่ได้ แล้วพวกนักธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจที่มันเลวๆ อย่างพวกมอนซานโต มันก็เจาะข้าราชการมาตั้งนานแล้ว มันซื้อจิตใจข้าราชการไว้ แล้วพวกนี้ก็มีความรู้สึกว่า ต่างประเทศเขาทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นแรกเริ่มเลยผมคิดว่าคุณต้องปฏิรูประบบราชการให้ดี

นพรัฐ- ตำรวจเองก็จำเป็นอยู่ใช่ไหม

สนธิ- คุณนก คุณจะรีดผมออกหมดทุกเรื่องเลยเหรอ โดยที่ไม่ให้ผมไปออกช่องเนชั่น

นพรัฐ- มีโอกาสน้อย ด้วยความคิดถึง

สนธิ- โอเค ผมคิดว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด มิติความมั่นคงของประเทศกับ ... ไม่รู้นะ อาจจะเป็น คสช. มิติมองความมั่นคงกับผมไม่เหมือนกัน ผมมองว่าถ้าท้องถิ่นมีอำนาจ เศรษฐกิจในท้องถิ่นโตได้ เขาปกครองตัวเองได้ นั่นคือความมั่นคงต่อประเทศ และเมื่อความมั่นคงตรงนี้เกิดขึ้น นั่นคือความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ ผมมองอีกแบบนะ

ทีนี้ การกระจายอำนาจผมมองว่าทุกวันนี้กระจายอำนาจในทางกฎหมาย แต่ไม่ได้กระจายอำนาจเรื่องการเงิน งบประมาณไม่ได้กระจายลงไป ให้อำนาจของท้องถิ่นเก็บภาษีบางส่วนได้ แต่งบประมาณใหญ่ ซึ่งเป็นงบประมาณหลักในประเทศ ยังอยู่ในส่วนกลางหมด แต่ถ้าท้องถิ่นสามารถที่จะมีส่วนร่วมในงบประมาณต่างๆ พวกนี้ได้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเป็น ส.ส. และอยากเป็นรัฐมนตรี เพราะเงินในส่วนกลางจะไม่เหลือแล้ว จะไปตามจังหวัดต่างๆ

คุณนิพนธ์ บุญญามณี ถ้าเกิดมีการกระจายอำนาจอย่างนั้นจริง อาจจะต้องลาออกจากรัฐมนตรีช่วยฯ มหาดไทย และกลับไปเป็นนายก อบจ. เหมือนเดิม

ไม่ใช่แค่เงิน การศึกษาก็ต้องกระจาย ตำรวจก็ต้องกระจาย ทุกอย่าง ผมเป็นคนมีความเชื่อมั่นในประชาชนคนไทย ผมไม่เคยดูถูกคนท้องถิ่นเลย คนท้องถิ่นเขาอยู่ที่นั่น เขารู้ปัญหาของเขาดี เขารู้เขาจะแก้ปัญหาได้ถูกต้อง เหมือนอย่างน้ำท่วมอุบลราชธานี ถ้าคุณกระจายอำนาจไปท้องถิ่นได้เต็มที่จริงๆ เขาสามารถที่จะระดมคน จ.อุบลราชธานี มาช่วยแก้ไข

นพรัฐ- แล้วเรื่องอุบลราชธานี ผมอ่านข่าวมาพอดี อย่างที่คุณสนธิบอก ว่าเงินไม่เคยกระจายไป แล้วทีนี้การช่วยเหลือน้ำท่วมจากการบริจาคของประชาชนเพื่อช่วยคนอุบลฯ ก็ต้องมารวมศูนย์อยู่ที่สำนักนายกฯ ก่อนไปที่จังหวัดอุบลฯ นี่คือสิ่งที่คุณสนธิพูดมาว่าเงินไม่เคยลงไป มีแต่กฎหมาย นี่ก็ถูกนะครับ แล้วกลับมาสู่เรื่องการปฏิรูปพรรคการเมือง ผมอยากยกตัวอย่างให้คุณสนธิช่วยอธิบายหน่อยว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ก่อนที่คุณสนธิได้รับอิสรภาพ มันมีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เลือกตั้งกรุงเทพฯ ชัดเจนมาก ก็คือพรรคอนาคตใหม่กวาดได้สิบกว่าที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ ที่คุณสนธิบอกว่าเป็นพรรคราชการ สูญพันธุ์ในกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ นอกจากนั้น ต่างจังหวัดอนาคตใหม่ก็ได้คะแนนอย่างท่วมท้น ก็ได้ ส.ส.มาร่วม 80 คน ถือว่าตรงนี้ประชาชนปฏิรูปในด้านการเมืองไหม

สนธิ- คงไม่ใช่ แต่ต้องถือว่าเป็นเสียงอีกเสียงหนึ่งที่เราไปกดเขามานานแล้ว ต้องเปิดโอกาสให้เขาแสดงออก ถ้าเราไม่กดเขา เราให้โอกาสเขาแสดงออกมาตั้งแต่ต้น อนาคตใหม่จะไม่เกิด อนาคตใหม่จะเกิดขึ้นก็เพราะความกดดัน 4-5 ปี ที่ คสช.มีต่อสังคมไทย มันทำให้คนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมา ไม่ยอมรับ เมื่อไม่ยอมรับแล้ว พอมีพรรคอย่างอนาคตใหม่ เขาไม่ได้สนใจว่าแบ็กกราวด์คุณธนาธรเป็นอย่างไร ไม่เหมือนคนที่อยู่ในแวดวง เขารู้ว่าคุณธนาธรมาจากไหน มีการกระทำอะไรบ้างในอดีต เขาไม่สนใจ เขาสนใจว่าสิ่งที่คุณธนาธรพูดมันโดนใจเขา นั่นคือปรากฏการณ์ที่เกิดปาฏิหาริย์ของคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว คนรุ่นใหม่ เทเสียงให้กับอนาคตใหม่ คนพวกนี้จะไม่ลึกซึ้งทางการเมือง แต่จะรู้เรื่องว่าอนาคตใหม่มันพูดเหมือนใจฉันคิด

กรุงเทพมหานครเป็นเวทีที่ไม่แน่นอน วันนี้พลังประชารัฐมีเสียงเข้ามา อนาคตใหม่มีเสียง ในอนาคตข้างหน้าก็อาจจะหมดไป เพราะฉะนั้นผมไม่อยากเอากรุงเทพมหานครเป็นตัววัด แต่ผมกลับมองอย่างนี้ ผมมองว่าในการปฏิรูปการเมืองทะเลาะกันหนักหนา คุณช่อก็บอกเมื่อเช้านี้ รัฐธรรมนูญทุกข้อมันเฮงซวย แต่ทุกคนไปรุมยำรัฐบาล ไปรุมยำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอยู่คนหนึ่งสังคมไม่พูดถึงเลย นี่คือตัวการใหญ่ที่สุด มีชัย ฤชุพันธุ์ วันนี้นั่งเงียบสนิทเลย เอนจอย แต่มาจากมีชัย ฤชุพันธุ์ ถ้ามีชัย ฤชุพันธุ์ มีจุดยืนเหมือนบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปัญหาประเทศชาติไม่มีแล้ว เพราะบวรศักดิ์เขาออกรัฐธรรมนูญที่มีเหตุมีผลให้ทั้งสองฝ่าย แต่ คสช.ไม่ต้องการ ก็บีบไปทางบวรศักดิ์ บวรศักดิ์ก็เลยต้องลาออก แล้วตั้งมีชัยขึ้นมา เพราะฉะนั้นสำหรับผม คนบาปทางการเมืองน่าจะเป็นมีชัย ฤชุพันธุ์ มากกว่า เพราะว่าเขาเป็นคนร่างหมดทุกอย่าง ทุกอย่างที่คุณช่อบอกว่าทุกข้อมันเฮงซวยน่ะ กรุณาเอาเรื่องพวกนี้มาพูดในสภาฯ อย่าให้คุณมีชัย มีความสุขมากจนเกินไป ให้แกออกมารับผิดชอบบ้าง และคุณมีชัยก็ไม่กล้าพูด ว่าโดน คสช.บีบ เพราะถ้าพูดออกมา เขาก็ถาม ถ้าอย่างนั้น คุณเป็นนักกฎหมาย คุณก็สามารถจะร่างกฎหมายเป็นเนติบริกรอีกคนหนึ่งหรืออย่างไรที่จะทำ แล้วเมืองไทยมีเนติบริกรไว้ทำไม ในเมื่อมันมีกฎหมายที่ยึดถือไว้อยู่แล้ว นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ หลายๆ อย่างเรามักจะมองข้ามไป ผมนี่สงสัยมาตลอด ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2559 อยู่ในคุก มาจนกระทั่งวันออก ว่า เอ๊ะ ทำไมไม่มีใครพูดถึงมีชัยเลยสักคำ

นพรัฐ- อย่างนี้ที่คุณสนธิบอก มันก็ยืนยันว่า ประเทศไทยมีมีชัยอยู่สองคนที่ทำการคุมกำเนิด คือ มีชัย วีระไวทยะ คุมกำเนิดคน แต่มีชัย ฤชุพันธุ์ คุมกำเนิดประชาธิปไตยและการเมือง

สนธิ- ถูกต้อง

นพรัฐ- คุณสนธิบอกว่าปณิธานยังเหมือนเดิม ยังต่อสู้เหมือนเดิม แต่วิธีการที่คุณสนธิจะทำต่อไปในอนาคตข้างหน้า อยากจะให้คุณสนธิช่วยบอกสักนิด

สนธิ- หนึ่งอย่างที่ผมทำตอนนี้ ก็คุยกับคุณไง คือการให้ปัญญาคน ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการให้ปัญญาคน จริงๆ ผมเบื่อที่จะให้ปัญญาคนมาก คุณรู้ไหมเวลาผมดูข่าวทีวี บางครั้ง ในเรือนจำ ทุกคนฮือฮาอู้อ้ากับข่าวต่างๆ ผมเฉยๆ ผมไม่รู้สึกอะไรเลย ก่อนเลือกตั้งคุณจำได้ไหม เดี๋ยวพรรคนู้นจะยุบไปรวมกับพรรคนี้ มาสนทนากัน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ ก็มโนกัน มันต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น ผมผ่านมาหมดแล้ว ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการมโนแสดงออกทางการเมืองก่อนมีการเลือกตั้ง ผมเห็นหมดแล้ว แล้วในที่สุดมันก็จบลงด้วยการวิ่งเข้าหาขั้วแม่เหล็กแห่งผลประโยชน์ สมัยก่อนเป็นยังไง สมัยนี้ก็เป็นอย่างนั้น สมัยหน้าก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีอะไรต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว

นพรัฐ- คุณสนธิบอกจะให้ความรู้กับประชาชน วันนี้ผมขออย่างหนึ่ง คือผมยังนึกไม่ออกว่ากรณีวิกฤตฮ่องกงที่เกิดขึ้น 15-16 สัปดาห์ไปแล้ว มันจะจบลงอย่างไร

สนธิ- คุณนก นี่คุณกะจะเอาผมทุกอย่างเลยใช่ไหม ไม่ให้ผมพักเลย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน นี่เราคุยกันมานานแค่ไหนแล้ว

นพรัฐ- ก็เกือบชั่วโมง

สนธิ- เอาชั่วโมงเดียวแล้วกัน คือฮ่องกง เอาสั้นๆ นะ เรื่องฮ่องกงต้องอธิบายยาว ยังไงจีนก็ชนะ เหตุผลก็เพราะว่าจีนเขาอยู่ติดฮ่องกง และฮ่องกงเป็นของเขา จีนนี่ เรื่องอะไรก็ทนได้ เรื่องเดียวที่เขาทนไม่ได้ก็คือว่า สิทธิของที่เป็นของเขา ฮ่องกง กับไต้หวัน ไม่เหมือนกัน ฮ่องกงถูกอังกฤษยึดไป 99 ปี ไต้หวันนี่ เนื่องจากว่าเจียงไคเชก แพ้สงครามในประเทศ เลยต้องมูฟจากแผ่นดินใหญ่จีนมาไต้หวัน อุปมาอุปไมยเหมือนไต้หวันเป็นพี่กับน้องทะเลาะกัน แล้วน้องหนีออกจากบ้าน ไปสร้างบ้านใหม่ อาจจะหลังเล็ก แต่ฮ่องกงคือลูกสาวที่หายไป 99 ปี เอาสั้นๆ เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะยังไง อังกฤษจะพูดยังไง ผู้ประท้วงจะไปต่อสู้ไปพูดที่กงสุลอังกฤษยังไง อังกฤษ อเมริกา ยุโรป ถึงจุดสุดท้ายก็ต้องถามว่า จะเลือกจีน หรือเลือกผู้ประท้วง เพื่อให้ฮ่องกงเป็นอิสระ ระหว่างผลประโยชน์ที่ค้าขายกับจีน กับสิ่งที่จะต้องสูญเสียไปในแง่ของชื่อเสียง จะเอายังไง ในที่สุดจีนก็ชนะ และถ้าจีนจำเป็นต้องปราบฮ่องกงแบบโหดเหี้ยมเหมือนกับเทียนอันเหมิน จีนอย่างมากก็ถอยหลังเข้าคลองประมาณ 3 ปี เงียบ ทุกคนด่าจีน จีนก็เงียบ จีนจะเป็นคนที่เถียงแบบดื้อด้าน ฉันไม่เอา ฉันจะทำอย่างนี้ ประเทศของฉัน สิทธิของฉัน เรื่องภายในของฉัน คุณมายุ่งอะไรด้วย เขาพูดมิติหนึ่งก็ถูก แต่อีกมิติเขาไม่ถูก แต่เขาไม่แคร์เรื่องความไม่ถูก ไม่อย่างนั้นจะปิดกูเกิลในจีนทำไม ปิดเฟซบุ๊กในจีนทำไม ไลน์ในจีนก็ใช้ไม่ได้ คนก็ด่า เขาก็บอก ผมก็มีนะ คุณไม่ต้องใช้ไลน์ คุณมาใช้วีแชตสิ กูเกิลไม่มี คุณก็มาใช้ไป่ตู้สิ เห็นไหม จีนเขาจะมีคำตอบ เพราะว่าจีนเขามีตลาดของเขาเอง เขาไม่แคร์ใคร แล้วถ้าฮ่องกงมีอะไรเป็นไป คุณคิดว่าประชากรในฮ่องกง 7 ล้านคน ที่มีคนสัก 2 ล้านคนไม่เห็นด้วย คุณคิดว่าที่รออยู่ 1,400 ล้านคน จะไม่ทะลักเข้าไปอยู่ฮ่องกงเหรอ ยังไงก็แพ้ ยังไงก็แพ้จีน

นพรัฐ- ครับ ก็คงจะจบคำถามนะครับ แต่มีคนอยากจะทราบว่าตาคุณสนธิตอนนี้เป็นอย่างไร

สนธิ- ผมนี่ไปตาบอดในเรือนจำคลองเปรม ตาซ้ายเป็นต้อหิน ทำไมถึงบอด เพราะระเบียบที่งี่เง่าในเรือนจำคลองเปรม คือว่า ห้ามเอายาขึ้นไปในห้องขัง แล้วเวลาคุณหยอดตา ถ้าคุณเป็นต้อหิน คุณต้องมียา 3-4 อย่าง ต้องหยอด แล้วยาบางประเภทต้องแช่เย็นเอาไว้ เพราะฉะนั้นสภาพตาต้อหินผมมันก็เลยเลวลงๆ แล้วจะไปหาหมอตาแต่ละทีก็ยากเย็น ต้องให้หมอตาที่โรงพยาบาลตำรวจนัด พอเขานัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไปตามนัด แล้วเผอิญไปเจอผู้ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจซึ่งสนิทสนมกับฝ่ายการเมืองที่ไม่ชอบหน้าผม แกล้งให้ผมนัดช้าๆ ไม่ให้ออก เขาหาว่าผมออกไปโรงพยาบาลตำรวจเพื่อไปสังสรรค์และชุมนุมผู้ต่อต้านรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมพูดตลอดเวลาในใจของผม ตาซ้ายผมที่บอด ผมบอดเพราะว่าระเบียบที่เลวร้ายของคลองเปรม ราชทัณฑ์ กับผู้ใหญ่บางคนในโรงพยาบาลตำรวจที่รับใบสั่งมาจากนักการเมือง ให้บล็อกผมเอาไว้ แต่ตาขวาผมเป็นต้อกระจก ตั้งแต่ท่าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ มาเป็นอธิบดี เรื่องการรักษาพยาบาลผู้ต้องขังดีขึ้นกว่าเก่าร้อยเท่า แต่ยังต้องปรับปรุงแก้ไขอีกมาก เพราะผมมองว่าผู้ป่วยเมื่อเขาป่วยแล้ว เขาไม่ใช่ผู้ต้องขัง แต่เขาเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นตาขวาผมก็เพิ่งลอกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ต้อกระจก ต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งถึงจะอยู่ดี

นพรัฐ- ในท้ายที่สุดอยากให้คุณสนธิได้พูดกับผู้ชมที่ติดตามเราในขณะนี้

สนธิ- สามปีที่ผมหายไป ก็คิดถึงทุกท่าน ผมจะพยายามใช้ส่วนที่เหลือของชีวิต ผมปีนี้ เดือนพฤศจิกายนนี้ ผม 6 รอบแล้ว 72 ปี ผมต้องการจะใช้ส่วนที่เหลือของชีวิตให้ปัญญาประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แน่นอนที่สุดคนที่ไม่เห็นด้วยกับผมก็เยอะ มีพอสมควร แต่คนที่เห็นด้วยกับผมมีมากกว่า ผมจำได้ว่า ผมออกมา มีความเห็นต่างๆ ที่คอมเมนต์มา เป็นพันๆ คอมเมนต์ มีคนบางคนให้ของลับผมตลอด สั้นๆ กดเอาๆๆ สนุกสนาน คนพวกนี้เป็นคนที่น่าสมเพศและน่าสังเวช บางคนข้อมูลก็ผิดพลาดหมด อย่างเช่น โกงแบงก์กรุงไทยไปตั้ง 2 พันล้าน แล้วยังมีหน้ามาพูด คนพวกนี้คือคนซึ่งน่าสงสารที่สุดในโลก คือไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะถ้าคุณโกงแบงก์กรุงไทย 2 พันล้าน ข้อแรกทำไมกรุงไทยไม่ให้อัยการพ่วงฟ้องเข้าไปด้วย อัยการไม่ได้ฟ้องผมข้อหากู้เงิน สอง ในการสืบพยานเราเอาผู้จัดการธนาคารกรุงไทยมาสืบ ในหลักฐานคำให้การมีหมด ในศาล ทนายผมถามว่าธนาคากรุงไทยเสียหายไหม เขาตอบว่าเขาไม่เสียหาย สาม ถ้ากรุงไทยเสียหาย ทำไมผมไม่โดนปรับ คุณคิดว่าท่านผู้พิพากษาท่านโง่เหรอ เพราะฉะนั้นแล้วไม่ได้เอาเงินกรุงไทยมาเลยแม้แต่นิดเดียว หลักทรัพย์ค้ำประกัน เราก็ขายตึกทิ้งไป เขาได้เงินคืนหมดแล้ว เพราะฉะนั้นคนพวกซึ่งมโนแบบนี้ ซึ่งมีหลายคน ชอบพูดคุณโกงแบงก์กรุงไทยไป คือคนพวกนี้ไร้สาระ และผมไม่อยากจะเสียเวลาไปตอบโต้ หลายคนก็ดี ปกป้องผมมาตลอด มีผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่ง ผมต้องขอขอบคุณผ่านรายการ คุณธีร์ธวัช ผมจำนามสกุลไม่ได้ แกจะตอบโต้ทุกเม็ด ถ้ามีคอมเมนต์แล้วไม่จริง แกจะตอบโต้

จริงๆ แล้วเฟกนิวส์มันเยอะใช่ไหมคุณนก ผมเพิ่งพูดกับคุณว่า ผมอยากจะตั้งเฟซบุ๊กอันหนึ่ง เป็นของผม ชื่อว่าเฟซบุ๊กสำนักข่าวเฟกนิวส์ และผมอยากให้เข้ามาอ่านกัน

นพรัฐ- เพื่ออะไร

สนธิ- ก็ไปอ่านดูก็แล้วกัน ผมอาจจะตั้งสำนักข่าวเฟกนิวส์ แต่ว่านิวส์ของผมที่ออกเป็นข่าวจริงหมด แล้วจะทำไม คือเฟกนิวส์ หรือไม่เฟกนิวส์ ขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นคนออก ถ้าฝ่ายตรงข้ามออก แล้วกระทบกระเทือนเสียหายเรา และถ้ายิ่งมีความจริงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ มันก็กลายเป็นเฟกนิวส์ ถูกไหม

นพรัฐ- ครับ วันนี้ก็ขอขอบพระคุณพี่สนธิที่ได้ให้โอกาสรายการนิวส์ทอล์ก ตัวจริงเสียงจริง ได้พูดคุยเป็นเวลายืดยาว โอกาสหน้าก็จะมารบกวนใหม่ ขอยาวกว่านี้ ขอบคุณ/สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...