xs
xsm
sm
md
lg

"คมนาคม" รัฐมนตรีเครื่องร้อน รอบอร์ดชุดเก่าขยับตัวเพื่อจัดสรร "มือไม้" ลงไปเดินหน้านโยบาย **ใครจ้องงาบทางด่วน!? “สหภาพ กทพ.”สารภาพ พา“ผอ.ความเสี่ยงฯ”เข้าชี้แจง กมธ.สภาฯจริง **รายการ "นายกฯพบประชาชน" จะกลับมาอีกแล้วจากคืนวันศุกร์ มาเป็นเช้าวันเสาร์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ข่าวปนคน คนปนข่าว



**"คมนาคม" รัฐมนตรีเครื่องร้อน รอบอร์ดชุดเก่าขยับตัวเพื่อจัดสรร "มือไม้" ลงไปทำงาน เดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงกับประชาชน

นับว่า กระทรวงคมนาคมที่มี "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" น้องชายสุดรักของ"เนวิน ชิดชอบ" เข้ามาบริหารงานร่วมกับรัฐมนตรีอีก 2 พรรค คือ "ถาวร เสนเนียม" จากพรรคประชาธิปัตย์ และ "อธิรัฐ รัตนเศรษฐ์" จากพรรคพลังประชารัฐ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ "วิรัช รัตนเศรษฐ" ฟิตเดินหน้าทำงานทันที และน่าจะทำงานเข้าขากันได้ไม่ยาก เพราะทั้ง 3 คนถือ เป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง "ธรรมศาสตร์คอนเนกชั่น" กันมา

นั่งเก้าอี้ยังไม่ทันร้อน "ศักดิ์สยาม" ลงไปลุยโครงการปรับปรุงถนนพระราม 2 ที่ชาวบ้านบ่นว่าล่าช้าเป็น"ถนนพันปี" ด้วยตัวเอง และกำชับให้ทุกหน่วยงานทั้งรัฐและผู้รับเหมาเดินหน้าให้เร็วที่สุด รวมไปถึงการแก้ไขปัญหามลภาวะ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากรถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ โดยเข้มงวดการตรวจสอบสภาพรถให้เป็นไปตามกฎหมาย สั่งปรับเวลารถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป เข้าเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้เฉพาะหลัง 24.00-04.00 น. เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรและการใช้รถใช้ถนนของประชาชนในปัจจุบัน ทั้งสั่งปรับเพิ่มความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนถนน 4 ช่องทางจราจรขึ้นไป รวมถึงมอเตอร์เวย์ ทางด่วน โดยไม่จำกัดประเภทรถ เพื่อระบายการจราจรให้คล่องตัวยิ่งขึ้น สำหรับการเกิดอุบัติเหตุ และสอดคล้องกับยุคสมัย
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ - ถาวร เสนเนียม
งานที่ "ศักดิ์สยาม"จะทำให้เป็น "มาสเตอร์พีช" คือ การนำเสนอแผนงานแนวทางปฏิบัติในเรื่องลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และ ลดค่าผ่านทางด่วน , มอเตอร์เวย์, ดอนเมืองโทลล์เวย์ ตั้งแต่ 5-10 บาท โดยไม่มีผลกระทบต่อสัญญา พัฒนาการให้บริการรถโดยสารประจำทาง ขสมก. และรถร่วมฯ ให้เป็นรถโดยสารปรับอากาศทั้งระบบ และมีการจัดเก็บค่าโดยสารเป็นระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Ticket ระบบตั๋วร่วม เพื่อ "ลดค่าครองชีพประชาชน" รวมถึงเรื่องสำคัญที่เป็น "นโยบาย"ที่พรรคภูมิใจไทย หาเสียงไว้คือ การวางแนวทางศึกษา "แกร็บ แท็กซี่" ให้รู้เรื่องได้ "คำตอบ" ภายใน 3 เดือน และกำหนดแนวทาง มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถรับจ้างโดยสารสาธารณะ (TAXI)รูปแบบเดิม

ขณะที่ "ถาวร เสนเนียม" รัฐมนตรีช่วยที่ได้ดูแลหน่วยงานทางอากาศ ยกเว้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ที่เจ้ากระทรวงของดูแลเอง งานนี้ "นายหัวถาวร" ประกาศชัดว่าจะยกระดับท่าอากาศยานในส่วนภูมิภาค 29 แห่ง ที่กรมท่าอากาศยาน(ทย.) ดูแลให้มี "ประสิทธิภาพมากขึ้น" และเพิ่ม "สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ" ให้พนักงานเทียบเท่ากับพนักงานของบริษัทการท่าอากาศยานไทย(ทอท.) โดยจะปรับปรุงงานให้มีความคล่องตัวเพื่อสร้่างรายได้เพิ่มโดยเร็ว

ส่วนน้องเล็กอย่าง "อธิรัฐ รัตนเศรษฐ์" รัฐมนตรีหนุ่มวัย 30เศษนั้น รับผิดชอบดูแลหน่วยงานทางน้ำ คือ กรมเจ้าท่า (จท.) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) แต่การเดินหน้าทำงานจะไปได้ด้วยดี รัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วย ต้องมี "มือไม้" ที่ตัวเองเชื่อมั่น เข้าไปทำงาน ถึงตอนนี้ก็รอแต่บอร์ดชุดต่างๆ ที่ตั้งมาตั้งแต่ ยุค คสช.จะขยับตัวเองลาออกจากตำแหน่ง ที่ล่าสุด "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" ประธานบอร์ดการบินไทย ได้ยื่นหนังสือ "ขอลาออก" จากประธานบอร์ดแล้ว และ "สมศักดิ์ ห่มม่วง" อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) ในฐานะประธานบอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ก็ได้ยื่นหนังสือลาออกแล้วเช่นกัน คาดว่าจะมีผลอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 5 ส.ค.62 นี้ ถึงตอนนี้ประธานบอร์ดอีกหลายหน่วยงานยังไม่ยอมขยับตัว ทั้ง "ประสงค์ พูนธเรศ" ประธานบอร์ด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และ "ไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์" ประธานบอร์ด รฟม.

กระทรวงคมนาคม มีรัฐวิสาหกิจภายในสังกัดทั้งหมด 15 แห่ง เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.), บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ใครที่รู้ตัว ก็รีบลุกจากที่นั่ง เจ้ากระทรวงเขาจะได้ "หามือไม้มาทำงาน" และเดินหน้า "นโยบายที่หาเสียง"ไว้กับประชาชนได้เต็มสูบ

**ใครจ้องงาบทางด่วน!? อย่างนี้ก็มีด้วย“สหภาพ กทพ.”สารภาพ พา“ผอ.ความเสี่ยงฯ”ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก เข้าชี้แจง กมธ.สภาฯจริง อ้างขอตัวกทพ. มาซัพพอร์ตข้อมูล
ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร - สุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์
แล้วถ้าข้อมูล ผอ.คนนี้ดีจริง ทำไมไม่มารอบ“ประธานบอร์ด - รักษาการผู้ว่าฯ”น่ากลัวจะเป็นลูกเล่น “แก๊งผลประโยชน์”บางกลุ่มที่อาศัยชื่อ“ผู้แทน สร.กทพ.”บังหน้า ต้องการ “ยึดสัญญาสัมปทานทางด่วน”กลับมาบริหารเอง เพื่อหวัง “สวาปาม”งบฯจัดซื้อจัดจ้าง-งบฯโอแอนด์เอ็ม”แบบที่ “กทพ.แพ้คดี-ประเทศเจ๊ง”ก็ไม่สนหรือเปล่า

วงประชุม กมธ. พิจารณาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน และรถไฟฟ้า (บีทีเอส) สภาผู้แทนราษฎร ยังมี “ควันหลง”จากการประชุมนัดล่าสุด ที่เชิญตัวแทน “สร.กทพ.”สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูล ... ปรากฏว่า มีผู้มาแสดงตัวเป็นผู้แทน สร.กทพ. 2 กลุ่มด้วยกัน เพื่อความเป็นธรรม ฟังความรอบด้าน กมธ. ก็เลยอนุญาตให้เข้าชี้แจง และสอบถามความเห็นทั้ง 2 กลุ่ม แยกกันคนละรอบ ..

ทว่า “เสี่ยโจ้”ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษก กมธ. ก็ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดตัวแทน สร.กทพ. ที่นำมาโดย "ประสงค์ สีสุกใส" รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ และรักษาการประธานสหภาพฯ ถึงมี “แขกไม่ได้รับเชิญ”ที่เป็น “ผู้บริหาร กทพ.”ซึ่งไม่มีสิทธิ์เป็นสมาชิกสหภาพฯ ร่วมคณะมาด้วย .. ไม่เท่านั้นยังทำหน้าที่ “ผู้กำกับ”คอยบอกบทผู้แทน สร.กทพ. ให้พูดตามสคริปต์ตลอดช่วงเวลาที่ชี้แจงกับ กมธ. ..

ในที่ประชุม “เสี่ยโจ้”ก็ท้วงหลายหนว่า เหตุใดทาง สร.กทพ. ถึงพา “คนนอก”มาในที่ประชุมกมธ. ก็ได้รับคำตอบว่า มีการทำหนังสือขอ กทพ. ให้ส่งผู้แทนคณะทำงานที่พิจารณาแนวทางการยุติข้อพิพาท และคดีกับผู้รับสัมปทานของ กทพ. มาร่วมให้ข้อมูลต่อ กมธ. แล้วพอทวงถามถึง “หนังสือขอตัว”ไป กลับไม่ส่งมายืนยันกับ กมธ.อย่างที่รับปาก ..

ล่าสุด“ประสงค์”ออกมาเฉลยด้วยตัวเองว่า“แขกไม่ได้รับเชิญ”คนที่ว่าคือ“น.ส.ภารดี นามวงศ์”ผู้อำนวยการกองบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน กทพ. และไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพฯ แต่ กทพ.ได้มีหนังสือสั่งการมาตามสายงานอย่างเป็นทางการ .. คำถามตามมาทันทีว่า หาก “ผู้บริหาร กทพ.”เห็นว่าข้อมูลของ “ภารดี”มีประโยชน์จริง เหตุใดจึงไม่ชวนร่วมคณะ “ประธานบอร์ด กทพ.-รักษาการผู้ว่าการ กทพ.”ที่ กมธ. เชิญมาให้ข้อมูลไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน แล้วต้องมาเป็น“พรายกระซิบ”ให้กับคณะผู้แทน สร.กทพ. ..

ที่น่าสนใจคือความเห็นคณะของ“ประสงค์”ที่มี “ภารดี”ติดสอยห้อยตามมาด้วยนั้น ยืนกรานว่า ไม่เห็นด้วยกับการต่อสัญญาสัมปทาน เพื่อยุติเรื่องทั้งหมด และให้กทพ.จ่ายชดเชย 4.3 พันล้านบาท ให้กับ เอกชน บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ “บีอีเอ็ม”ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ตัดสินเป็นที่สุดไป 1 ข้อพิพาท .. ส่วนข้อพิพาทอื่นๆ ให้เดินหน้าสู้คดีจนกว่าจะสิ้นกระบวนความ แม้ว่าจะมีการประเมินว่า ท้ายที่สุดค่าเสียหายอาจพุ่งไปถึง 1.37 แสนล้านบาท แลกกับการที่เมื่อหมดสัญญาสัมปทานทางด่วนกับ “บีอีเอ็ม”แล้ว กทพ.จะนำมากลับมา “บริหารเองทั้งหมด”...

เป็นความเห็นที่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับผู้แทน สร.กทพ. อีกกลุ่ม นำโดย "ชาญชัย โพธิ์ทองคำ" อดีตประธานสหภาพฯ ที่ปัจจุบันยังเป็นกรรมการ และที่ปรึกษาสหภาพฯ อยู่ ซึ่งเห็นว่าการไปเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาททั้งที่มีอยู่ และในอนาคต มูลค่ากว่า 1.37 แสนล้านบาท ลดเหลือเพียง 5.8 หมื่นล้านบาท และแลกด้วยการต่อสัญญาสัมปทาน เป็น “ทางออกที่ดีที่สุด”ส่วนเงื่อนไขที่ตกลงกันนั้น ต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติ และพนักงาน กทพ. เป็นสำคัญ .. โดยก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวในทำนองว่ามี “ขบวนการผลประโยชน์”บางกลุ่มที่อาศัยชื่อ “ผู้แทน สร.กทพ.”บังหน้า เดินหมากป่วนการทำงานของ กทพ. มาอย่างต่อเนื่อง .. โดยร่วมกับ “อดีตผู้ว่าการฯบางคน”ต้องการ “ยึดสัญญาสัมปทานทางด่วน” กลับมาบริหารเอง เพื่อหวัง “สวาปาม”งบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้าง และงบประมาณในการดำเนินงานและบำรุงรักษา หรือ“โอแอนด์เอ็ม”มากกว่าเพื่อปกป้ององค์กรไม่ให้เสียหายจากกรณีพิพาทที่มีกับ “บีอีเอ็ม”..

เมื่อ“แก๊งผลประโยชน์”ตั้งธงไว้เช่นนั้น เป้าหมายแรก จึงพยายามปั่นป่วน ขัดขวางการเจรจาขยายอายุสัมปทานให้กับ “บีอีเอ็ม”เพื่อแลกกับการยุติคดีมาโดยตลอด .. เป็นการวางเป้าหมาย โดยไม่สนใจวิธีการ ถึงขนาดนำ “ม็อบแต่งดำ”บุกเข้าไปในห้องประชุมบอร์ดบริหาร กทพ. เมื่อเดือนม.ค. พร้อมยื่นคำขาดให้ยกเลิกการเจรจากับ “บีอีเอ็ม”และต้องเริ่มศึกษาใหม่ทั้งหมด จนการประชุมบอร์ดในวันนั้น ต้องยุติกลางคันมาแล้ว ..

นอกเหนือจากข้อพิพาททางด่วนแล้ว “แก๊งผลประโยชน์” ยังมีประเด็น“ผสมโรง”อีกอื้อ ทั้งความพยายามแซะให้ "สุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์" อดีตผู้ว่าการ กทพ. ออกจากตำแหน่ง เพราะสั่งการให้สอบสวน “บิ๊กสหภาพ”บางคน ให้เอาผิดทางวินัย จากกรณีทุจริตเงินค่าสมัครสมาชิกสหภาพ กทพ. จนถูกศาลตัดสินให้มีความผิดไปแล้ว ตลอดจน “เอาคืน”จากเหตุที่ “ผู้ร่วมขบวน”ในเครือข่ายไม่ได้รับการโปรโมต ขึ้นตำแหน่ง ตามที่ได้ “วิ่งเต้น”ไว้ ปรากฏว่า เข้าเป้าไปแล้ว หลัง“สุชาติ”ถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ สำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมานี่เอง .. นับจากนั้นเป็นต้นมา “แก๊งผลประโยชน์”ก็ยิ่งได้ใจ และเดินเกมกดดันการเจรจายุติข้อพิพาททางด่วนกับเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยมี “อดีตผู้ว่าการฯบางคน”รวมถึง “ฝ่ายการเมือง”ตรงข้ามกับรัฐบาลคอยมาชักใย เพื่อหวังแบ่งเค้กตักตวงผลประโยชน์ใน กทพ. ที่มีมูลค่านับแสนๆล้านบาท .. โดยไม่ได้สนใจ “ความเสี่ยง”ที่ กทพ.ต้องแพ้คดีให้กับเอกชนทั้งจากข้อพิพาทที่มีอยู่ในตอนนี้ และในอนาคต บวกกับดอกเบี้ยที่วิ่งเป็นรายวัน ดีไม่ดีต้องจ่ายมากถึง 3-4 แสนล้านบาทเลยทีเดียว ..

แล้วท้ายที่สุดหาก กทพ.บริหารทางด่วนเองแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ “เจ๋ง”อย่างที่คิด แต่ “เจ๊ง”อย่างที่คาด จนไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ ไม่พ้นต้องวิ่งโร่มาขอเงินรัฐบาล ที่ต้องมาล้วงเอา “ภาษีประชาชน”ไปจ่ายให้เอกชนแทน.

**รายการ "นายกฯพบประชาชน" จะกลับมาอีกแล้ว ข่าวว่าจะเปลี่ยนเวลาจากคืนวันศุกร์ มาเป็นเช้าวันเสาร์ จะได้ไม่ขัดใจแฟนละคร ... ก็อยากแนะนำว่า ไม่ควรออนแอร์ ผ่าน "โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ" ที่เป็นการบังคับคนดู ขอให้เลือกเอาสักช่องก็พอ แต่ถ้าจะให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็นี่เลย... "ช่องเนชั่น ทีวี"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา - พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด
หลังจากเพิ่งพักไปได้ไม่กี่เดือน ตอนนี้มีข่าวรัฐบาลเตรียมฟื้นรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" หรือ รายการ "นายกฯพบประชาชน" เพื่อใช้เป็นช่องทางให้"นายกฯลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สื่อสารกับประชาชนอีกแล้ว ...เรื่องนี้ถือว่าเป็นประเด็นฮอตในโซเชียลฯ ไม่แพ้เรื่อง"บึ้มป่วนกรุง" คอมเมนต์กันเพียบ ...คงพอจะเอาออกนะว่า คนส่วนใหญ่จะถูกใจ หรือไม่

ที่มาของการเตรียมหวนคืนสู่หน้าจอของ "ลุงตู่" เที่ยวนี้ ข่าวว่ามีการชงมาจากอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ "เสธ.ไก่อู" พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ที่เตรียมงบฯ เตรียมผังรายการไว้แล้ว จึงเสนอผ่านมาทาง "เทวัญ ลิปตพัลลภ" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ... พอข่าวนี้กลายเป็นกระแสฮอตในโซเชียลฯ "นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" โฆษกรัฐบาล ก็รีบออกมาชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นเพียงข้อเสนอมาจากกรมประชาสัมพันธ์ ยังไม่ได้เสนอให้นายกฯ รับทราบแต่อย่างใด ...

มีรายงานว่า การกลับมาของ "ลุงตู่พบประชาชน" รอบนี้ จะเปลี่ยนเวลาออนแอร์ จากช่วงหลังข่าว 2 ทุ่ม คืนวันศุกร์ มาเป็น 8 โมงเช้าวันเสาร์แทน จะได้ไม่ไปทับกับเวลาดูละครของชาวบ้าน ... เพราะที่ผ่านมา รายการนี้ออกอากาศทาง"สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ" เปิดไปช่องไหนก็เจอ ถ้าไม่อยากดู ก็ต้องปิดทีวี ... ซึ่ง "ลูงตู่" ก็รู้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ คิดอย่างไร และได้พูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ ... เมื่อรู้ทั้งรู้อย่างนี้แล้ว ถ้าเรื่องส่งมาถึง "ลุงตู่"...ก็อยากจะแนะนำว่า ... ถอยดีกว่า

แต่ถ้า "ลุงตู่" ยังเห็นว่ามีความจำเป็น ที่จะต้องสื่อสารกับประชาชน เพื่อบอกเล่าถึงผลงาน หรือ นโยบายที่จะทำ ก็น่าจะเลือก ทีวีช่องใดช่องหนึ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ "โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ"... โดยอาจจะใช้ ช่อง 11 หรือ ช่อง 9 หรือ ช่อง 5 ก็ได้...แต่ถ้าจะให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็นี่เลย... "ช่องเนชั่น ทีวี"


กำลังโหลดความคิดเห็น...