xs
xsm
sm
md
lg

ดรามา "สัมปทานทางด่วน" ฝากคำถามถึงกรรมาธิการต้องเค้น กทพ. ใครโง่-ค่าโง่ มาอย่างไร **"ประธานฯชวน" ถอดสูท ช่วยเจ้าหน้าที่ขนเอกสารนโยบายรัฐบาล ส่งให้สมาชิกทำความเข้าใจก่อนถึงวันอภิปราย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ข่าวปนคน คนปนข่าว



**ได้เวลาค้นหาความจริง ดรามา "สัมปทานทางด่วน" ฝากคำถามถึงกรรมาธิการต้องเค้น กทพ. ใครโง่-ค่าโง่ มาอย่างไร

กรณีรัฐบาลที่ผ่านมา มีแนวคิดให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ต่อสัญญาสัมปทานทางด่วนทั้ง 3 เส้น ได้แก่ ทางด่วนขั้นที่ 2 (ศรีรัช), ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด กับ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM)เพื่อยุติข้อพิพาทรวมมีมูลค่าสูงถึง 137,517 ล้านบาท

เรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นวงกว้าง เกรงกันว่านี่จะเป็น"ค่าโง่" ที่รัฐจะต้องผลักภาระมาสู่ประชาชนผู้เสียภาษี โดยผ่านความเห็นของทั้งสหภาพการทางพิเศษฯ และ "หมอระวี มาศฉมาดล" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ซึ่งต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้และจะเริ่มเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลในวันอังคาร (23ก.ค.)นี้เป็นต้นไป

เรื่องนี้จริงๆแล้ว เป็นเรื่องร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน โดยมีการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ... ข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นเรื่องฝ่ายหนึ่งละเมิดสัญญากับอีกฝ่าย นำไปสู่การฟ้องร้อง ซึ่งขั้นตอนต่างๆ ก็อยู่ภายใต้กฎหมายจนสิ้นสุดที่กระบวนการศาลยุติธรรม ...เมื่อเกิดปัญหาและมีคำตัดสิน จนเวลาล่วงเลย มูลค่าข้อพิพาทส่วนใหญ่ ซึ่งเกิดจาก 2 คดีหลัก คือ ผลกระทบจากการสร้างทางอีกเส้นมาแข่งขัน และ คดีไม่ปรับค่าผ่านทาง ซึ่งพอคิดทบต้นทบดอก มูลค่าจึงงอกเงย
 ระวี มาศฉมาดล - วีระกร คำประกอบ
คดีผลกระทบทางแข่งขันคิดเป็นมูลค่าพิพาท รวม 78,908 ล้านบาท ขณะที่คดีไม่ปรับค่าผ่านทาง มีมูลค่า 56,034 ล้านบาท เมื่อรวมทั้งสองทาง = 134,942 ล้านบาท และรวมคดีอื่นๆ อีกประมาณ 2,575 ล้านบาทเข้าไป ก็จะเป็น 137,517 แสนล้านบาท

ข้อมูลนี้คำนวณถึง วันที่ 31 ธันวาคม2561 ณ. ขณะนี้ กลางปี 62 ตัวเลขก็จะปรับขึ้นไปได้อีก

ไหนๆ ถ้าการทางพิเศษฯ จะเข้าให้ข้อมูลกับกรรมาธิการ ก็อยากจะฝาก "วีระกร คำประกอบ" ซักถามแทนประชาชนด้วยว่า กทพ. บริหารงานกันอย่างไรให้มูลค่าข้อพิพาทมีมูลค่าที่ต้องชดใช้สูงถึง1.3แสนล้าน ดังกล่าว

เป็นเพราะอะไร ? เพราะผิดสัญญา

- เพราะละเมิดสัญญา
- เพราะไม่จ่ายชดเชยตั้งแต่ต้น
- กทพ.ไม่ยอมรับคำชี้ขาดอนุญาโตฯ
- กทพ.ยื้อไปยื่นฟ้องเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ
- กทพ.ยื้อเวลาชดเชย จนระยะเวลาล่วงเลย ทบต้นทบดอกเบี้ยบานตะไท...ใช่หรือไม่ ?

ทั้งหมดนี้ เป็นคำถามที่ชาวบ้านอยากจะรู้

หลังศาลปกครองพิพากษาแล้ว กทพ.ก็ไม่ยอมรับ จนตอนนี้ พวก "Law Firm"ต่างชาติดังๆ ในไทยบอก เวลาบริษัทชั้นนำต่างชาติที่สนใจอยากเข้ามาประมูลงานรับสัมปทานจากรัฐบาลไทย เขามักจะยกเคสนี้ให้เป็นตัวอย่างไปแล้ว ... โดยเฉพาะโครงการที่จะอ้างประชาชนแล้วละเมิดสัญญา !

ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนโครงการทางด่วน หรือ โครงการใหญ่ๆ ของรัฐ เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เพราะต้องก่อสร้าง และเวนคืนที่ดิน และมีความเสี่ยงรายได้จากปริมาณจราจร รัฐจึงลดความเสี่ยงโดยให้เอกชนร่วมลงทุนดำเนินการ ... หลายๆโครงการในอดีตอย่างที่ "ไพรินทร์ ชูโชติถาวร" อดีต รมช.คมนาคม ก่อนจะอำลาเก้าอี้เมื่อไม่นานมานี้ว่าไว้ ก็มักจะอยู่ในท่วงทำนองเดียวกัน

ที่ชัดๆ ก็คือ "ค่าโง่โฮปเวลล์" ในคำตัดสินของศาล ช่วงหนึ่งระบุว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และกระทรวงคมนาคม ไม่ดำเนินการเจรจากับเอกชนผู้เสียหาย เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นก่อน ยืนยันจะรอให้มีคำตัดสินถึงที่สุดก่อน จนสุดท้ายศาลตัดสินให้รัฐบาลชดเชยโฮปเวลล์ 26,000 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย
ไพรินทร์ ชูโชติถาวร
จากกรณีดังกล่าว จึงทำให้รัฐบาลตัดสินใจให้มีการเจรจากับ BEM เพื่อทุเลาความเสียหายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และที่สุดความจริงแล้วได้ต่อรองมูลค่าพิพาทจาก 137,517 ล้านบาท จนเหลือมูลหนี้ 59,000 ล้านบาท และให้ต่อสัญญาสัมปทานเพียง 15 ปี ไม่ใช่ 30 ปี อย่างที่ว่ากัน

"ไพรินทร์" บอกว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความเห็นร่วมกันว่า คดีทั้งหมดเกิดจากการตัดสินใจของรัฐบาลในอดีต ซึ่งประชาชนได้รับผลพลอยได้จากการตัดสินใจดังกล่าวไปแล้ว และหากรัฐบาลจะต้องชดเชย จะไม่ชำระเป็นเงิน ซึ่งคดีที่รอตัดสินทั้งอยู่ในขั้นตอนอนุญาโตตุลาการ และศาลปกครองมีทั้งสิ้น 17 คดี ... แนวโน้มการตัดสินในแต่ละคดี จะไปในทางแพ้เป็นส่วนใหญ่ รูปแบบคดีที่คงค้างจะเป็นรูปแบบเดียวกับคดีที่ตัดสินไปแล้ว แทบจะทั้งหมด

"หากปล่อยให้ศาลพิพากษาให้ถึงที่สุดทุกคดี เราจะแพ้คดีทั้งหมด ทางออกจึงจบที่การเจรจา เพื่อไม่ให้เกิดค่าโง่ขึ้นอีก 1.3แสนล้านบาท ซึ่งค่าโง่นี้อาจจะแปลงไปเป็นภาระหนี้ของ กทพ.ในอนาคต" ไพรินทร์ ระบุ

ทางเลือกที่ดีที่สุดจึงต้องไม่เป็นภาระประชาชนผู้เสียภาษี ... ท่านกรรมาธิการฯ ตัวแทนของประชาชนต้องเค้นข้อเท็จจริงเหล่านี้ จาก กทพ. ออกมาให้สาธารณชนได้ทราบ

นี่ยังไม่รวมคดีที่ กทพ. โดนฟ้องอีกหลายคดี ที่ไม่ใช่เฉพาะแต่ BEM และ ยังมีอิตัลไทย อีกราย

มันสะท้อนว่า กทพ.ทำงานอย่างไรให้โดนเอกชนฟ้องมากมาย แล้วความรับผิดชอบ คืออะไรบ้าง ? นอกจากโยนภาระให้เป็นเรื่องของประชาชนผู้เสียภาษีรับกรรม ส่วนใครจะ "โง่" หรือ "ค่าโง่" ว่ากันเป็นกรณีไป โดยที่ต้องไม่ลืมอีกเช่นกันว่า มี "นักการเมือง" เขี้ยวลากดิน เป็นผู้ได้ประโยชน์อยู่เบื้องหลัง

และอย่างที่รู้กัน...บทเรียนในอดีตพวกนี้มักลอยนวลไปแบบ "เหยียบหิมะไร้รอย"

**"ประธานฯชวน" ถอดสูท ช่วยเจ้าหน้าที่ขนเอกสารนโยบายรัฐบาล เร่งส่งให้สมาชิก 750 คนได้ศึกษา ทำความเข้าใจก่อนถึงวันอภิปราย... ขณะที่ ที่ใครๆ ก็เป็นห่วงว่า "บิ๊กตู่" จะทน การจิกกัด ยั่วยุ จาก ส.ส.ฝ่ายค้านได้หรือไม่... แต่"แก้วสรร" เห็นต่าง บอกให้คอยดูลีลา "นายกฯนกแก้ว" ก็แล้วกัน
ชวน หลีกภัย
ปฏิทินการเมืองในช่วงสัปดาห์นี้ คงไม่มีประเด็นอะไรที่ร้อนแรงชวนติดตามไปกว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในวันที่ 25-26 ก.ค.นี้ และในโอกาสนี้ ฝ่ายค้านก็จะถือโอกาสซ้อมการ"ซักฟอก"รัฐบาลไปในตัว ตามที่ได้มีการเฉลยข้อสอบไว้ล่วงหน้าว่าจะอภิปรายใน 6 กลุ่มเนื้อหา และ 4 กลุ่มรัฐมนตรี ที่มีคุณสมบัติขัดกับการเข้าดำรงตำแหน่ง ...

สำหรับร่างนโยบายฯนั้น ทางรัฐบาลเพิ่งส่งถึงรัฐสภาเมื่อช่วงเที่ยงวานนี้ (21 ก.ค.) และตามกำหนดการแล้ว ร่าง นโยบายฯ ต้องถึงมือสมาชิกรัฐสภา (ส.ส.-ส.ว.) ทั้ง 750 คน ก่อนถึงวันอภิปรายเป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้ได้พิจารณา ศึกษารายละเอียดกันก่อน... ดังนั้นเมื่อร่างนโยบายฯ ส่งถึงรัฐสภาในเวลากระชั้นชิดเช่นนี้ "นายชวน หลีกภัย" ประธานรัฐสภา จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งบรรจุหีบห่อเพื่อส่งให้สมาชิก โดยนายชวน ถึงกับต้อง "ถอดสูท" ลงมือช่วยเจ้าหน้าที่ ขนเอกสารร่างนโยบายฯ ขึ้นรถเพื่อนำไปส่งให้สมาชิกจนเสร็จภายในเวลา 2 ชั่วโมงต่อมา...พร้อมกันนี้ก็สั่งให้เจ้าหน้าที่ "อัปเนื้อหานโยบายฯ" ขึ้นเว็บไซต์ของรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้อ่านก่อนอีกทางหนึ่ง

เรื่องนี้ต้องขอแสดงความชื่นชม "ประธานรัฐสภา" เป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้จะเป็นวันหยุด แต่ก็ไม่ได้เพิกเฉย หรือรอเวลาราชการในวันรุ่งขึ้น กลับเร่งดำเนินการ เพื่อให้สมาชิกได้มีเวลาศึกษา ทำความเข้าใจกับร่างนโยบายรัฐบาลให้มากยึ่งขึ้น

ส่วนฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ก็ได้ไปประชุมสัมมนา ที่โรงแรม การ์มองเต้ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เพื่อเตรียมรับมือการอภิปรายของฝ่ายค้านโดยเฉพาะ และในการนี้ ทางพรรคได้เชิญ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และ"บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไปร่วมประชุมด้วย...แต่มีรายงานว่า "บิ๊กตู่" ติดภารกิจ ที่กรุงเทพฯ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ - แก้วสรร อติโพธิ
สำหรับ "บิ๊กป้อม" มีกำหนดการลงพื้นที่ ตรวจราชการด้านความมั่นคง ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อเสร็จภารกิจแล้ว ก็จะแวะไปให้กำลังใจ ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ และ ปิดการสัมมนา ที่ วังน้ำเขียว ด้วย ... ซึ่งถือว่า เป็นครั้งแรก ที่ "บิ๊กป้อม" ไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอย่างเปิดเผย หลังจาก คสช.ได้สิ้นสภาพลง จึงมีการจับตาว่า นอกจากจะไปร่วมงานสัมมนาแล้ว "บิ๊กป้อม" จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เพื่อ"เล่นการเมือง" อย่างเต็มตัวหรือไม่ ... แน่นอนว่า หาก"บิ๊กป้อม" สมัครเป็นสมาชิกพรรค อีกไม่นานเกินรอ ก็จะได้เห็น "บิ๊กตู่" สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐด้วยอย่างแน่นอน ...

ทั้งนี้ ในการประชุมครม.นัดแรก หลังจากเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว "บิ๊กตู่" ได้เน้นย้ำถึงช่วงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า ให้รัฐมนตรีแต่ละคน ต้องช่วยกันชี้แจงในนโยบายที่ตนเองรับผิดชอบ แถมกล่าวติดตลก ว่า "อย่าทิ้งผม ... อย่าปล่อยให้ผมพูดคนเดียว ขอให้ทุกคนช่วยกันพูด"...

ขณะที่คอการเมือง ที่เฝ้ารอการแถลงนโยบายของรัฐบาล และการซ้อมใหญ่ก่อน"เปิดศึกซักฟอก" ของฝ่ายค้านนั้น หลายคนได้แสดงความเป็นห่วงว่า "บิ๊กตู่" ซึ่งปกติเป็นคนอารมณ์ร้อน และด้วยความที่เป็นนายทหาร มาก่อน จะทนเก็บอารมณ์ไว้ได้หรือไม่ เมื่อถูกฝ่ายค้านอภิปรายด้วยถ้อยคำ จิกกัด ยั่วยุ จี้ใจดำ ...งานนี้บรรดาองครักษ์ คงเหนื่อยกันแน่ๆ...

แต่ในมุมมองของ "แก้วสรร อติโพธิ" อดีต คตส. แล้วกลับเห็นว่า คนที่น่าเป็นห่วง คือพวก ส.ส.ฝ่ายค้านเสียมากกว่า ว่าจะทน "วาจา" ของ "บิ๊กตู่" ได้หรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่า "บิ๊กตู่" ได้ฝึกพูดทุกวันศุกร์ มาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ยังไม่เห็นกันหรือว่า ท่านทน ท่านอึด ขนาดไหน แบบถามสิบ ตอบร้อย แถมลึกซึ้ง ตรึงใจ จนอดที่จะนำไปเปรียบเทียบกับ "หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์" อดีตนายกฯ ที่ได้ฉายาว่า "นายกฯลิ้นทอง" เพราะสามารถ ยืนซดกับการซักฟอกของส.ส.ฝ่ายค้านได้ 3 วัน 3 คืน จน ส.ส.ฝ่ายค้านต้องดึงกางเกงกันเอง ว่าให้หยุดซักได้แล้ว..กูง่วง ...

"แก้วสรร" ตบท้ายว่า ถ้าจะให้ฉายา"บิ๊กตู่"แล้ว ไม่อยากจะบอกว่าเป็น "นายกฯลิ้นทอง 2" แต่จะเป็น"นายกฯนกแก้ว1" จะเหมาะกว่า .


กำลังโหลดความคิดเห็น...