xs
xsm
sm
md
lg

ครม.ประยุทธ์ 2 นิ่ง "กิเลสมนุษย์" จบแล้ว "ลุงตู่" การันตีไม่ต้องจ่ายค่าเก้าอี้แม้แต่บาทเดียว! **"ปิยบุตร" เล่นแท็กติกกฎหมาย บอกตอนนี้ "ลุงตู่" เป็นนายกฯคนใหม่แล้ว หลังได้รับโปรดเกล้าฯ ดังนั้นผลการประชุมครม. 2 ครั้งล่าสุด จึงโมฆะ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ข่าวปนคน คนปนข่าว



**ครม.ประยุทธ์ 2 นิ่ง "กิเลสมนุษย์" จบแล้ว "ลุงตู่" การันตีไม่ต้องจ่ายค่าเก้าอี้แม้แต่บาทเดียว! ปูดเงื่อนไขสำคัญ นั่งรมว.บังคับลาออกปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อเลื่อนส.ส.แทนที่ กลยุทธ์แก้ปัญหา"เสียงปริ่มน้ำ"

ความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่สอง จากปาก"ลุงตู่" เมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.) บอกว่าทุกอย่างจบแล้ว ได้รายชื่อมาครบ อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบตามกฎหมายโดยคณะทำงานของรัฐบาล เพื่อนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วรอการโปรดเกล้าฯ ลงมา และ พระราชทานให้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ซึ่งวันนั้นจะได้รัฐบาลร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่สมบูรณ์

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ ก็มีข่าวมาตลอดเรื่องการต่อรอง จับจอง ตามสาย ตามนายทุนพรรค หนักสุดที่เล็ดลอดแว่วว่าวุ่นวายจ่ายกันหนัก เดือดร้อนถึง"ลุงตู่"ต้องยืนยันว่า "ไม่มี" ครม.ชุดนี้ไม่ต้องมีการใช้จ่ายในการเป็นรัฐมนตรี ... ยืนยันหนักแน่น ไม่มี๊ ไม่มี แต่ก็ยอมรับว่ารายชื่อตามโผ บางคนก็ถูกวิจารณ์ถึงความเหมาะสม ตัวเองเป็นไม่ได้ ก็ให้ สามี ภรรยา พี่น้อง เครือญาติมาเป็น ก็ต้องเอาไปก่อน จัดให้ได้ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน จะทำอย่างไรกันต่อไปและใครที่ไม่ได้ จะเอามาช่วยงานตรงไหน ทุกคนเลือกตั้งมาแล้ว ตัวเองไม่มีบทบาทเป็นรัฐมนตรี แล้วมันจะเป็นรัฐมนตรีกันได้ทั้งหมดหรือไม่
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ที่ปรากฏเป็นกระแส ยกตัวอย่าง กรณี "นายชาดา ไทยเศรษฐ์" ส.ส.ผู้กว้างขวางแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในโผจะได้เป็น รมช.เกษตรฯ ถูกสังคมร้องยี้ จึงมีชื่อน้องสาว "น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์" นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี จะมาเป็นแทน ... เช่นเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งดูแลสายเหนือของพรรคพลังประชารัฐ ก็ว่ากันว่า ต่อรองจนได้โควตาเก้าอี้ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แต่คุณสมบัติ ภาพลักษณ์เช่นเดียวกับรายของ นายชาดา จึงอาจให้น้องชาย "นายอัครา พรหมเผ่า" รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พะเยา มาเป็นแทน

ว่ากันว่า เบื้องหลังจัดรายชื่อ หัวกระไดบ้าน "พี่ใหญ่" ใน 3 ลุงไม่แห้งกันเลยทีเดียว เงื่อนไขของการเป็นรมต.ไม่ง่ายอย่างใจนึก ไม่งั้นคงไม่ล่าช้า ลากยาวมานานขนาดนี้ ... ไหนจะเงื่อนของการปิดจุดล่อแหลม "เสียงปริ่มน้ำ" มองข้ามช็อตไปถึงเสียงของส.ส. กรณีซ้อนทับกับภารกิจ รมต. จึงมีข่าวว่า กลยุทธ์ลดเสี่ยง ด้วยการให้คนที่ได้เป็นรมต. "ต้องลาออก"จากความเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อให้ลำดับถัดไปขยับขึ้นมาแทนที่ รักษาเสียง ส.ส.ไว้

เงื่อนไข ‘เขี้ยวลากดิน’นี้ ได้ตกลงกันในพรรคร่วมที่ได้ส่วนแบ่งเก้าอี้รมต. ก่อนนี้พรรคประชาปัตย์ ก็ส่งสัญญาณบอกลูกพรรคชัดเจน ดังที่ "นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ยืนยันผ่านสื่อว่า ผู้ที่เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องลาออกจากส.ส. เพื่อเลื่อนให้ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับถัดไป ได้เป็นส.ส. เข้าไปทำงานในสภา

ใครเป็นใครบ้าง และ แต่ละพรรคจำนวนเท่าไหร่ "สำนักข่าวอิศรา" สำรวจ เรียงมาให้เห็นว่า ขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค ที่ได้โควตารัฐมนตรี เตรียมให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ลาออกเก้าอี้ส.ส. กันแล้ว

พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) มีจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 ราย ได้โควตา รมว.ต่างประเทศ คาดว่าจะดัน "ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล" หรือ ‘หม่อมเต่า’ ให้ทำหน้าที่นี้ ดังนั้นเมื่อ ‘หม่อมเต่า’ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 "นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง" ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 จะถูกเลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. แทน ... ส่วนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีส.ส.บัญชีรายชื่อ 19 ราย และอาจไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี อย่างน้อย 5 ราย ได้แก่ "นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 แคนดิเดต รมว.ศึกษาธิการ "นายสมศักดิ์ เทพสุทิน" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 แคนดิเดต รมว.ยุติธรรม "นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3 แคนดิเดต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี "นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4 แคนดิเดต รมว.พลังงาน และ"นายสันติ พร้อมพัฒน์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8 แคนดิเดต รมช.คลัง
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ - อนุทิน ชาญวีรกูล
ดังนั้นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลื่อนลำดับขึ้นมาจากลำดับที่ 20-24 รวม 5 ราย ได้แก่ นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ นายยุทธนา โพธสุธน นายต่อศักดิ์ อัศวเหม นายชวน ชูจันทร์ และ นายภิรมย์ พลวิเศษ

พรรคประชาธิปัตย์ มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 20 ราย และอาจไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี อย่างน้อย 3 ราย ได้แก่ "คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 แคนดิเดต รมช.ศึกษาธิการ "นายจุติ ไกรฤกษ์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8 แคนดิเดต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วน"นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6 แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องลาออก เนื่องจากเป็นหัวหน้าพรรค จึงมีส.ส.บัญชีรายชื่อลาออกเบื้องต้น 2 ราย

เนื่องจาก"นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออก ทำให้ลำดับที่ 21 คือ "นายสุทัศน์ เงินหมื่น" ได้เลื่อนมาเป็น ส.ส. แล้ว ดังนั้นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลื่อนลำดับขึ้นมาจากลำดับที่ 22-23 คือ "นายพิสิฐ ลี้อาธรรม" และ"นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ"

พรรคภูมิใจไทย มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 12 ราย และอาจไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างน้อย 4 ราย ได้แก่ "นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 แคนดิเดต รมว.คมนาคม "นายทรงศักดิ์ ทองศรี" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6 แคนดิเดต รมช.มหาดไทย "นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 แคนดิเดต รมช.พาณิชย์ ส่วน"นายอนุทิน ชาญวีรกูล" ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 แคนดิเดต รมว.สาธารณสุข ไม่ต้องลาออก เนื่องจากเป็นหัวหน้าพรรค จึงมี ส.ส.บัญชีรายชื่อลาออกเบื้องต้น 3 ราย

ที่น่าสนใจคือ "นางนาที รัชกิจประการ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4 แม่ทัพใหญ่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ที่ได้โควตา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา แต่ให้"นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ" สามี ดำรงตำแหน่งแทน อาศัย ‘ช่องโหว่’ของเงื่อนไขนี้ ทำให้ นางนาที ไม่จำเป็นต้องลาออกจากส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วน นายพิพัฒน์ ได้เก้าอี้รัฐมนตรีด้วย อาจเรียกได้ว่า ‘ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว’
อัครา พรหมเผ่า - น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์
ดังนั้นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลื่อนลำดับขึ้นมาจากลำดับที่ 13-15 คือ นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย และ นางศุภธินันท์ ไถวสินธิ์

พรรคชาติไทยพัฒนา มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 ราย และอาจไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างน้อย 1 ราย ได้แก่ "นายวราวุธ ศิลปอาชา" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 แคนดิเดต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 คือ "นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง" จะได้เลื่อนลำดับขึ้นมา

พรรคชาติพัฒนา มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 ราย และอาจไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างน้อย 1 ราย ได้แก่ "นายเทวัญ ลิปตพัลลภ" ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 แคนดิเดต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ดี นายเทวัญ เป็นหัวหน้าพรรค จึงไม่ต้องลาออกจากส.ส.

สรุปง่ายๆ หากนับรวม 6 พรรค มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่เป็นแคนดิเดตรัฐมนตรี อย่างน้อย 12 ราย ต้องลาออกจากส.ส. และเลื่อนลำดับปาร์ตี้ลิสต์รองๆ ขึ้นมาเป็นส.ส.แทน ...เรื่องนี้ เพื่อให้เข้าบรรยากาศ ไม่เพียงต้องฟังเพลง "กิเลสมนุษย์" อย่างที่ ผบ.ทบ. "พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์" แนะนำ ยังว่าด้วยการทหารไม่เบื่อหน่ายกลยุทธ์ ฉันใด การเมืองโดยทหารก็เฉกเช่นกัน แต่จะใช้แก้ "เสียงปริ่มน้ำ" แบบได้ผลชะงัด เบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือไม่ ... โปรดติดตาม

** "ปิยบุตร" เล่นแท็กติกกฎหมาย บอกตอนนี้ "ลุงตู่" เป็นนายกฯคนใหม่แล้ว หลังได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา สถานภาพ "นายกฯคนเก่า"ได้หมดไปแล้ว เช่นเดียวกับครม.ชุดเก่า ก็สิ้นสภาพตามไปด้วย ดังนั้นผลการประชุมครม. 2 ครั้งล่าสุด จึงโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย
วิษณุ เครืองาม - ปิยบุตร แสงกนกกุล
ระหว่างที่"ลุงตู่" ยังตั้งครม.ใหม่ไม่เสร็จ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องเป็นฝ่ายค้านแน่นอนแล้ว ก็เลยถือโอกาส ซักซ้อมตรวจสอบ "ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นการอุ่นเครื่องไว้ก่อน โดยยก"แท็กติก" กฎหมาย ถึงการทำหน้าที่ของ "นายกฯลุงตู่" คนใหม่ ที่ยังปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ ครม.ลุงตู่ชุดเก่า มาเป็นประเด็น ...

"ปิยบุตร"บอกว่า ก่อนหน้านี้ "ลุงตู่" ร่างเดียว แต่มีสองสถานะ คือ "หัวหน้าคสช." ที่ได้จากการทำรัฐประหาร เมื่อ 22 พ.ค.57 มี มาตรา 44 เป็นอาวุธ ขณะเดียวกันก็เป็น"นายกรัฐมนตรี" ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี 2557 อีกสถานะหนึ่ง ... ยามใดต้องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด มาตรา 44 ก็หยิบหมวกหัวหน้าคสช.มาสวม ...ยามใดที่ต้องการเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร นั่งหัวโต๊ะประชุมครม. ก็หยิบหมวก นายกรัฐมนตรีมาสวม ...เป็นอย่างนี้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

กระทั่งหลังการเลือกตั้ง ที่ "ลุงตู่" ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ ได้รับการโหวตจากที่ประชุมรัฐสภา ด้วยคะแนนเสียง 500 เสียง และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าขณะนี้ "ลุงตู่" เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยสมบูรณ์แล้ว ...

ในมุมมองของ "วิษณุ เครืองาม" รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า สถานะนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดเดิม ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ สามารถประชุมครม. รวมทั้งการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่จะมีขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 20-23 มิ.ย.นี้ได้ นายกรัฐมนตรี และครม.ชุดเดิม จะสิ้นสภาพไปก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้รับการโปรดเกล้าฯ และเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว

แต่ในมุมมองของ"ปิยบุตร" เห็นว่า เมื่อ"ลุงตู่" ได้รับการโปรดเกล้าฯให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.แล้ว ก็ถือว่าเป็น "นายกฯลุงตู่คนใหม่" ส่วนสถานะ"นายกฯลุงตู่คนเก่า" ที่มาตาม รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ได้สิ้นสภาพไปแล้ว และ ครม.ชุดเก่า ย่อมต้องสิ้นสภาพตาม"นายกฯลุงตู่คนเก่า"ไปโดยอัตโนมัติ จะเป็น"นายกฯรักษาการ" ก็ไม่ได้ เพราะมีนายกฯคนใหม่ ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว "ลุงตู่" จะสวมหมวก 3 ใบ เป็น "หัวหน้าคสช.- นายกฯคนเก่า- นายกฯคนใหม่" ไม่ได้แล้ว

ดังนั้น การที่นายกฯคนใหม่ ไปประชุมกับครม.ชุดเก่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. และ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา เรื่องที่ครม.ได้อนุมัติไปย่อม "โมฆะ" ไม่มีผลในทางกฎหมาย ... เช่นเดียวกับการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่กำลังจะมีขึ้น เรื่องที่จะไปทำการตกลงกับชาติสมาชิก ที่ต้องมาขออนุมัติจากครม.ก่อน ก็จะ "โมฆะ" ไปด้วยเช่นกัน ..."ปิยบุตร" ยังตอกย้ำว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะพรรคร่วมรัฐบาลมัวแต่แย่งเก้าอี้รัฐมนตรีกัน ทำให้การจัดตั้ง "ครม.ชุดใหม่" ไม่แล้วเสร็จซักที ทำให้เกิดช่องว่างตรงนี้ขึ้น

เรื่องความเห็นทางกฎหมาย เกี่ยวกับสถานะ "นายกฯคนเก่า" กับ "นายกฯคนใหม่" นี้ "ปิยบุตร" เพียงแค่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ยังไม่ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือ ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาด ... แต่คาดหมายว่าต้องมีการร้องเรียนแน่ เมื่อถึงวันนั้นคงต้องรอดูกันว่า เรื่องนี้จะเป็นเหมือน "ยุงรำคาญที่บินข้างหู" หรือจะเป็น "เรื่องใหญ่" ที่ทำให้ "นายกฯลุงตู่" ซวนเซ เสียทรงได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...