xs
xsm
sm
md
lg

"แม้ว"ไปไม่กลับ ไม่ตื่น ฟื้นไม่มี ลุ้นเงินกู้กรุงไทยหลอนทั้งบ้าน !!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมืองไทย 360 องศา





โดนไปอีกดอกสำหรับ"ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตย" คนสำคัญอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ที่ล่าสุดวันที่ 23 เมษายนเพิ่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 3 ปี กรณีใช้อำนาจโดยมิชอบขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้ธนาคารส่งออกและนำเข้า(เอ็กซิมแบงก์)ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่าวงเงิน 4 พันล้านบาทในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม โดยเงินดังกล่าวย้อนกลับมาแค่ข้ามถนนเพื่อมาซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชินแซทเทลไลท์ บริษัทในเครือของ ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ซึ่งมีตระกูลชินวัตรถือหุ้นใหญ่ หรือเป็นเจ้าของ

กรณีที่เกิดขึ้นถือว่ามีความชัดเจนจากคำพิพากษา และชี้ให้เห็นว่านี่คือการทุจริต ในเชิงนโยบาย และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ แสวงหาผลประโยชน์ เพิ่มพูนความร่ำรวยให้กับตัวเองและพวกพ้อง ซึ่งที่ผ่านมาเขาก็เคยทำแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเคยพิพากษายึดทรัพย์หลายหมื่นล้านมาแล้ว

ที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตร เคยถูกจำคุก 2 ปี จากคดีที่รู้จักกันในชื่อ"คดีที่ดินรัชดา" ซึ่งเพิ่งจะหมดอายุความไม่นาน หลังจากที่เขาหลบหนีโทษจำคุกไปต่างประเทศจนครบกำหนด และที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยยอมรับกระบวนการยุติธรรม ไม่เคยยอมรับคำพิพากษาโดยมักจะแสดงความเห็นโจมตีศาลอยู่เนืองๆ ถึงขึ้นเคยกล่าวว่าเป็น"กระบวนการยุติความเป็นธรรม"ก็มี รวมไปถึงมี"ดรามา"ทำนองว่า "ผัวเซ็นเมียซื้อ"ต้องติดคุกด้วยหรืออะไรทำนองนี้ เพื่อดิสเครดิต และแสดงให้ชาวโลกและคนที่สนับสนุนพวกเขาได้เห็นว่า"ถูกกลั่นแกล้ง"หรือมาจากสาเหตุแรงจูงใจทางการเมืองทั้งสิ้น

ทั้งที่ในบางคดีอย่างที่รับรู้กันอยู่ก็คือคดีที่ดินรัชดา นั้นหากยังจำกันได้ ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับมาสู้คดีในช่วงที่รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นรัฐบาล"นอมินี" จึงได้เห็นภาพตอน"จูบแผ่นดิน"อันลือลั่น แต่อย่างไรก็ดีพอเห็นท่าไม่ดีคิดว่าคง"โดนแน่"จึงทำทีขออนุญาตศาลไปดูโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งแล้วก็"ไปลับ"มาจนถึงบัดนี้

สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ยังมีทำเนียบคดีอาญาที่รออยู่อีกหลายคดี ที่เห็นชัดเจนและรออยู่ตรงหน้า นั่นคือคดีแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมและโทรศัพท์มือถือเป็นภาษีสรรพสามิตเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ปของตัวเอง ทำให้รัฐเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท

คดีทุจริตเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กับกลุ่มทุนกฤษดามหานคร กว่า 9.9 พันล้านบาท และคดีถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีออกสลากเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัวโดยมิชอบ นี่ยังไม่นับคดียิบย่อยที่เพิ่งถูกแจ้งความดำเนินคดีในภายหลังอีกหลายคดี รวมไปถึงมีหมายจับจากศาลอีกอย่างน้อย 3 ใบเข้าไปแล้ว ดังนั้นก็ต้องบอกว่าเข้าขั้นอ่วมกันเลยทีเดียว

แต่ที่น่าจับตาอย่างยิ่งก็คือคดีทุจริตเงินกู้ธนาคารกรุงไทยวงเงินกว่า 9.9 พันล้านบาทที่พิจารณาตามรูปการณ์แล้วถือว่า"หนักหนาสาหัส"มากทีเดียว เนื่องจากหากพิจารณาจากแบ็กกราวด์ที่เป็นตัวอย่างก่อนหน้านี้ที่มีอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และกลุ่มทุนใกล้ชิดที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุกไปตั้งแต่คนละ 18 ปีลงไปถึงคนละ 12 ปีตามลำดับ แต่ที่น่าสนใจก็คดีเดียวกันนี้ ทักษิณ ชินวัตร ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 เสียด้วย เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเขาหลบหนีศาลจึงจำเป็นต้องสั่งจำหน่ายคดีเอาไว้ชั่วคราว

แต่ล่าสุดเมื่อมีกฎหมายพิจารณาคดี"ลับหลังจำเลย"ในกรณีหลบหนีให้เดินหน้าต่อไปได้ จึงมีการรื้อฟื้นดำเนินคดีในชั้นศาลต่อไปได้ ทุกอย่างจึงกลับเข้ามาสู่วงโคจรใหม่อีกครั้ง ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากบรรดาจำเลยในคดีเดียวกันที่ถูกศาลตัดสินจำคุกสูงสุดถึงคนละ 18 ปีและ 12 ปี เป็นใครก็ต้องหนาวกันบ้างละ ยิ่งตัวเองถูกฟ้องเป็นจำเลยที่หนึ่ง มันก็ยิ่งไปกันใหญ่

นอกเหนือจากนี้ที่น่ากังวลเพิ่มเติมแบบประดังเข้ามาอีกหลายเท่าตัวก็คือยังมีคดีต่อเนื่องจากรณีนี้ก็คือ"คดีฟอกเงิน"ที่เวลานี้ พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายคนโตของทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นจำเลยอยู่ในเวลานี้ และคดีก็เดินหน้าไปไกลพอสมควรแล้ว ทำให้ต้องลุ้นระทึกกันอย่างใจจดใจจ่อว่าผลจะออกมาอย่างไร คาดภายในปีนี้ก็น่าจะทราบกันแล้ว

แต่สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร สำหรับคดีทุจริตเท่าที่เห็นก็ต้องบอกว่า"กระอักเลือด" เพราะหากคิดจะหนีก็ต้องหนีตลอดชีวิต แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนคดีและหมายจับรวมกันยาวเป็นหางว่าว โดยเฉพาะคดีทุจริตเงินกู้ธนาคารกรุงไทยวงเงินร่วมหมื่นล้านบาท และยังพ่วงความเสี่ยงให้กับ"ลูกโอ๊ค"พานทองแท้ ชินวัตร ที่เป็นคดีต่อเนื่องจากการถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดี"ฟอกเงิน"เข้าไปอีก เพียงแค่นี้ก็ต้องบอกว่า "ไปไม่กลับ ไม่ตื่นและฟื้นไม่มี"จริงๆ !!


กำลังโหลดความคิดเห็น...