“ธนาธร” งานเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่อโดนคดีอาญาปมรับรองลูกพรรคขาดคุณสมบัติลงสมัครเลือกตั้ง เขต 2 สกลนคร หลังศาลฎีกาชี้ชัดไม่มีสิทธิสมัครเหตุถือหุ้นสื่อ ด้านทนายเผยรับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว เจ้าตัวกลับไทย 25 เม.ย.เรียกประชุมทันที
วันนี้ (24 เม.ย.) นายวรวุฒิ บุตรมาตร ทีมทนายความพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 11.00 น. สำนักงาน กกต.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 2 ฉบับ ที่บ้าน และที่ทำการพรรค
โดยตามกรอบเวลานับตั้งแต่วันนี้ 24 เม.ย.นี้จะนับเป็นวันแรกจาก 7 วันที่นายธนาธรจะสามารถชี้แจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งมีสิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำหรือมีหนังสือชี้แจงแสดงพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหา และมีสิทธิที่จะให้ทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการชี้แจงแสดงหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาได้ โดยจะครบกำหนดในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ และทันที่ที่นายธนาธรเดินทางกลับถึงไทยในช่วงบ่ายของวันที่ 25 เมษายนนี้ จะเรียกประชุมทันทีเพื่อพิจารณาชี้แจงแนวทางแก้ข้อกล่าวหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากคำร้องกรณีคำร้องให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีการถือครองหุ้นสื่อฯ ยังพบว่า นายธนาธรอาจถูกตรวจสอบกรณีลงนามเอกสารรับรองส่งผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ที่ขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้ง โดยมีผู้สมัครบางคน เช่น นายภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จังหวัดสกลนคร พรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เนื่องจากนายภูเบศวร์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ จึงถือว่าผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่คนดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 และกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 42 โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนายภูเบศวร์เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มาตรา 49 วรรค 2 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดว่าในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้พรรคการเมืองมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตและผู้สมัครบัญชีรายชื่อ จึงถือว่าหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค จะต้องมีความรับผิดชอบในการส่งผู้สมัครที่คุณสมบัติไม่ครบด้วย ซึ่งตามกระบวนการ กกต. จะดำเนินคดีกับตัวผู้สมัครก่อน ตามมาตรา 151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ระบุว่า ผู้สมัครใดรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติมีสิทธิรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ ต้องระวางโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุด 2 แสนบาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี จากนั้นจะต้องมีกระบวนการเอาผิดทางอาญาต่อหัวหน้าพรรคต่อฐานผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84


