xs
xsm
sm
md
lg

ยกย่อง 2 ฮีโร่พนักงานเซ็นทรัล เบื้องหลังการกระโดดหนีตายจนจบชีวิต เพราะสัญชาตญาน “Last person” อยู่ช่วยคนอื่นหนีภัยจนคนสุดท้าย ** ป.ป.ส.ไม่แจ้งความดำเนินคดี อ.เดชา ศิริภัทร ยอมรับอยู่ในช่วงนิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชาเพื่อการแพทย์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: นกหวีด


ข่าวปนคน คนปนข่าว


** ยกย่อง 2 ฮีโร่พนักงานเซ็นทรัล เบื้องหลังการกระโดดหนีตายจนจบชีวิต เพราะสัญชาตญาน “Last person” อยู่ช่วยคนอื่นหนีภัยจนคนสุดท้าย พบต้นเหตุเพลิงไหม้จากชั้น B2 ความร้อนสูงถึง 800 องศา ยกตัวเป็นกลุ่มควันทะลุไปชั้น 8 ไขข้อข้องใจทำไม ชั้น 1-7 ไม่เป็นไร

ในความเศร้าสลดจากเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันก่อนมีเบื้องหลังที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ ถึงสาเหตุการตัดสินใจกระโดดจากที่สูงจนเสียชีวิต 2 ราย ... ทั้งสองราย คือ นายศักดิ์ชัย เจริญลาภ อายุ 55 ปี และนายอาทิตย์ คำสาย อายุ 50 ปี เป็นพนักงานของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ พี่วิลลี่ และ พี่เจมส์ ของน้องๆ เพื่อนร่วมงานซึ่งได้มีคนโพสต์ลงในโซเซียลฯ เล่าถึงวีรกรรมของทั้งสองที่แสดงออกซึ่งความกล้าหาญ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ โดยขณะที่เพลิงไหม้กำลังประชุมกันอยู่ ทุกคนต่างพยายามออกมาจากจุดนั้น แต่ทั้งสองคนตัดสินใจย้อนกลับไปช่วยเหลือผู้อื่น...
ศักดิ์ชัย เจริญลาภ - อาทิตย์ คำสาย
สัญชาตญาณนี้มีผู้เสดงความเห็นว่า ทั้งสองคนทำหน้าที่เป็นผู้คัดท้าย คอยสำรวจเก็บกวาดผู้ตน สิ่งอันตรายในพื้นที่ให้หมด ตัวเองเป็นผู้ออกมาหลังสุด หรือ “Last Person” เพราะเลือด Fireman พลุ่งพล่าน แต่สุดท้ายสำลักควัน จนหนีออกมาไม่ได้ กระทั่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ประชาชนที่ติดกับออกไม่ได้เหมือนที่วิจารณ์กันในช่วงแรกๆ

“ขอไว้อาลัยแด่ พี่วิลลี่ และพี่เจมส์ นะคะ น้องจะจดจำพี่ทั้ง 2 คนตลอดไป” เป็นข้อความของเพื่อนร่วมงานที่โพสต์เล่าถึงความเสียสละของสองฮีโร่

นอกจากเบื้องหลังของผู้เสียชีวิต ปมเหตุที่ทำให้เพลิงไหม้ ก็เป็นข้อข้องใจกันอย่างมาก... ตัวแทนสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สภาวิศวกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย สำนักโยธา กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการเขตปทุมวัน เข้าตรวจพื้นที่แล้วเปิดเผยร่วมกัน ก็ทราบว่า ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ ห้องบี 2 ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินสุดของอาคาร มีความกว้างประมาณ 80 ตารางเมตร ใช้ติดตั้งระบบดับเพลิง และบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเพลิงได้ลุกไหม้ช่วงก่อน 18.00 น. โดยมีวัตถุภายในห้อง และซากของสิ่งปฏิกูล เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี
การแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่ กรณีไฟไหม้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์
จากนั้นแก๊สและความร้อนซึ่งนักดับเพลิงเรียกว่า “กลุ่มควัน” ซึ่งห้องบี 2 ขณะเกิดเหตุมีความร้อนสูงถึง 800 องศา ได้ยกตัวขึ้นไปตามท่อระบายอากาศ ขนาดใหญ่กว่า 30 เซนติเมตร ซึ่งมี 3 ท่อ โดยมีปลายท่ออยู่ที่ชั้น 8 ความร้อนที่ควบแน่นและร้อนจัด ทำให้ส่วนโค้งที่ท่อชั้น 8 ขาดซึ่งเป็นจุดสังเกตเห็นไฟลุกไหม้ และจุดที่มีการกระโดดหนีตายลงมา

หลังเกิดเหตุกว่า 4 ชั่วโมง มีความพยายามค้นหาจุดต้นเพลิงเพื่อดับไฟที่ลุกไหม้ชั้น 8 แต่ไม่พบ จึงใช้กล้องตรวจจับความร้อนสุ่มตรวจไปตามอาคาร จนพบต้นเพลิงที่ห้องบี 2 เมื่อเวลา 22.00 น. สำหรับท่อระบายอากาศดังกล่าวเป็นท่อไฟเบอร์กลาส ระหว่างห้องบี 1 ที่อยู่บนห้องบี 2 จนถึงชั้น 7 ความร้อนจากท่อ แผ่รัศมีไม่มาก อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 70 องศา ชั้นบี 1-ชั้น 7 จึงไม่ได้รับความเสียหาย

วันนี้ส่วนที่เป็นห้าง ออฟฟิศ และโรงแรมจะกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ เรื่องนี้ยังคงต้องดูกันต่อไป เพราะมีบางปมที่ไม่กระจ่าง เช่น ดับเพลิงอัตโนมัติ ทำงานหรือไม่?

** ป.ป.ส. ไม่แจ้งความดำเนินคดี “อ.เดชา ศิริภัทร” ยอมรับอยู่ในช่วงนิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชาเพื่อการแพทย์ เพียงแต่ละฝ่ายตีความกฎหมายไม่เหมือนกัน ขณะที่ จุฬาฯ ม.รังสิต รพ.อภัยภูเบศร์ เชิญร่วมหารือ พัฒนางานวิจัย “กัญชาเพื่อการแพทย์”
อ.เดชา ศิริภัทร เข้าพบ นิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส.
กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้าจับกุม “นายพรชัย ชูเลิศ” เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญ ที่ จ.สุพรรณบุรี ในข้อหา “ผลิตและครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) โดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการจับกุมนั้น “อ.เดชา ศิริภัทร” ในฐานะประธานมูลนิธิข้าวขวัญ อยู่ระหว่างการเดินทางไปศึกษาแลกเปลี่ยน เกี่ยวกับการใช้สมุนไพร ในการรักษาแบบพื้นบ้าน ที่ สปป.ลาว

การจับกุมครั้งนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างมาก เนื่องจากที่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ศึกษาตำรับแพทย์แผนไทย อย่าง ม.รังสิต หรือ รพ.อภัยภูเบศร์ ว่า อ.เดชา เป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องกัญชาเพื่อการรักษาโรคอย่างจริงจัง โดยสามารถรักษาโรคมะเร็ง ลมชัก อัลไซเมอร์ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และสารสกัดกัญชา น้ำมันกัญชา ที่ใช้รักษาโรคนี้ อ.เดชา ก็ทำเพื่อแจก มิได้ทำเพื่อหวังผลทางการค้าแต่อย่างใด...อีกทั้งช่วงนี้ ก็ยังอยู่ระหว่างช่วงนิรโทษกรรม 90 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 19 พ.ค. 62 ... โลกโซเชียลฯ จึงมีการติดแฮชแท็ก #SaveDecha และมีการแชร์ ออกไปอย่างแพร่หลาย

หลังกลับจาก สปป.ลาว “อ.เดชา” ก็แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการเข้าพบ “นิยม เติมศรีสุข” เลขาธิการ ป.ป.ส. เพื่อชี้แจงถึงการครอบครองกัญชาเพื่อใช้ในทางการแพทย์ดังกล่าว ว่า กัญชาทั้งหมด เป็นของตนเองคนเดียว ไม่เกี่ยวกับนายพรชัย หรืออาจารย์ซ้ง ที่ถูกจับกุม และมูลนิธิข้าวขวัญก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ...อีกทั้งเห็นว่า การจับกุมในช่วงนิรโทษกรรม เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง จุดประสงค์การแจกจ่ายน้ำมันกัญชา ก็เพื่อรักษาคน ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ป่วยที่ควรจะได้รับยา จึงควรมองเรื่องศีลธรรม มาก่อนกฎหมาย ที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ ...

ทั้งนี้ ทางเลขาฯ ป.ป.ส.ก็ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีกับ อ.เดชา แต่อย่างใด โดยระบุว่า การตีความกฎหมายของแต่ละฝ่าย ไม่เหมือนกัน เนื่องจากมีเงื่อนไขในช่วงนิรโทษกรรมดังกล่าว แต่ผู้ที่ต้องการครอบครองกัญชา จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตไปยัง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสาธารณสุขจังหวัดเสียก่อน หากถูกเจ้าหน้าที่จับกุมระหว่างยื่นเรื่อง ก็จะมีข้อมูลสามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้าไม่เคยประสานไปยัง อย. แต่ถูกจับกุม อย่างนี้ถือว่าทำผิดกฎหมาย การที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันการลักลอบขนกัญชาที่อาจเกิดขึ้นได้ พร้อมกันนี้ ทางปปส. ก็ได้พูดคุย กับ อ.เดชา เกี่ยวกับการทำกัญชาเพื่อการแพทย์รักษาผู้ป่วยในอนาคต เพื่อหาทางออกร่วมกันด้วย...

อย่างไรก็ตาม การจับกุมกัญชาเพื่อการแพทย์ครั้งนี้ ทำให้เกิดความตื่นตัวของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ “แพทย์แผนไทย” และการรักษาโรคด้วยสมุนไพร อย่างจริงจัง โดยทางมูลนิธิเครือข่ายฯ ได้รับติดต่อจาก คณบดีคณะเภสัชกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรพ.อภัยภูเบศธ์ ให้ อ.เดชา รวมถึงหมอพื้นบ้าน ร่วมหารือ และศึกษาวิจัยกัญชาทางการแพทย์ ...อย่างเช่น เฟซบุ๊ก BIOTHAI ที่รายงานเรื่องนี้ว่า “ไบโอไทย” ได้รับการติดต่อจาก ผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อร่วมมือทางวิชาการ ในการพัฒนายา จากกัญชาสายพันธุ์ไทย ซึ่งคณะเภสัชศาสตร์ ให้ความสนใจเกี่ยวกับการรวบรวมสายพันธุ์กัญชาไทย ที่ อ.เดชา ได้นำมาใช้ประโยชน์ รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการอื่นๆ ด้วย

เช่นเดียวกับ ม.รังสิต โดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ม.รังสิต ไดเออกแถลงการณ์ แสดงจุดยืน พร้อมประกาศเข้าร่วมวิจัยการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ของ อ.เดชา และเห็นว่า รัฐควรส่งเสริมให้ประชาชน สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และสามารถเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์ได้อย่างแท้จริง อันจะเป็นการป้องกันมิให้ประชาชนต้องใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาใต้ดิน ซึ่งไม่มีองค์กรใดจะมาตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยได้

อ.เดชา ได้ทิ้งท้ายเป็นความเห็นส่วนตัว หลังจากที่ได้ทำงานวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ แล้วพบอุปสรรคมาตลอด ว่า อยากเสนอให้ถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 เพราะติดปัญหาตรงจุดนี้มากมายหลายประการ... จับกุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ “การใช้กัญชาทางการแพทย์” เท่านั้น เมื่อหลังพ้นจากช่วงนิรโทษกรรมแล้ว จะมีปัญหาอื่นๆ เกิดขึ้นตามมาหรือไม่ ... เพราะผลประโยชน์จากกัญชาในทางการแพทย์นี้ทุนยักษ์ใหญ่ และต่างชาติ กำลังจ้องตาเป็นมัน




กำลังโหลดความคิดเห็น...