เมืองไทย 360 องศา
จนถึงขณะนี้ไม่รู้ว่าอารมณ์ความรู้สึกของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และอาจรวมไปถึง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคพ่วงเข้าไปอีกคนด้วยก็ได้ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้างที่กำลังเข้าสู่"กระแสการตรวจสอบ"หรืออีกด้านหนึ่งอาจเรียกว่าเป็นการ"เปิดโปง"ก็ได้ที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆจะทำให้พวกเขารู้สึกอย่างไร
ที่ผ่านมาเชื่อว่า ทั้งคู่เคยแต่วิจารณ์การเมือง วิจารณ์สังคม วิจารณ์คนอื่นอยู่ในมุมที่เทาๆ มืดๆ สังคมยังไม่ให้ความสนใจมากนัก หรือไม่ใช่ในวงกว้างอย่างเช่นในทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะเขายังไม่ใช่เป็นบุคคลสาธารณะอย่างเต็มตัว การที่เที่ยววิจารณ์คนอื่น วิจารณ์สังคมก็คงจะสร้าง"ปมเด่น"ให้กับตัวเองได้ไม่น้อยกับ"ความแรง"ที่นำเสนอ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็เป็นนี้ในทุกยุคสมัย ที่หลังยุค 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ที่เรียกว่าเป็นยุคแสวงหา หรือพวก" 5 ย." นั่นคือ นุ่งยีนส์ สะพายย่าม ผมยาว สวมรองเท้ายาง อะไรประมาณนั้นซึ่งร้อนแรงตามตำรา
แต่กรณีของ ธนาธร-ปิยบุตร อาจแตกต่างในรายละเอียดบ้าง เพราะหากโฟกัสไปที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถือว่าเป็นทายาทกลุ่ม"ทุนใหญ่" และปัจจุบันเขาก็ต่อยอดธุรกิจมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่จนกลายมาเป็น"ทุนใหม่"มีทรัพย์สินมหาศาล อย่างน้อยเท่าที่เปิดเผยออกมา"ก่อนวันเลือกตั้งไม่กี่วัน"ที่โชว์ว่าได้โอนทรัพย์สินกว่าห้าพันล้านบาทไปให้บริษัทหลักทรัพย์ผู้ดูแลบริหารจัดการโดยที่ไม่มีอำนาจสั่งการหรือยุ่งเกี่ยวหรือที่เรียกว่า Blind Trust โดยอ้างว่าทำแบบนี้เป็นคนแรก เพื่อหวังยกระดับการเมืองไทยเพราะบอกว่า"ทำไปไกลกว่ากฎหมาย" ซึ่งก็ได้ผลและนี่อาจเป็นครั้งแรกก็ได้ที่ ธนาธร ถูกย้อนแย้งเข้าอย่างจัง เพราะหลายคนวิจารณ์ว่านั่นคือการสร้างภาพหวังผลก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีผลทางกฎหมายและตรวจสอบไม่ได้ เนื่องจากทรัพย์สินที่ถ่ายโอนออกไปนั้นมีอะไรบ้าง ยิ่งทำให้ไม่รู้และตรวจสอบไม่ได้ พร้อมกับย้ำว่ามีนักการเมืองที่ทำแบบเดียวกันนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 15 คน ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ถึงอย่างไรนักการเมืองทุกคนก็ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)อยู่แล้วตามกฎหมาย
อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าจะมีน้ำหนักไม่น้อยก็คงจะเป็นคนที่เคยเดินในเส้นทาง"ฝ่ายซ้าย"ขนานแท้อย่าง "ใจ อึ้งภากรณ์" บุตรชาย ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่เคยวิจารณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง และอาจเป็นคนแรกๆก็ได้ที่เปิดโปงแนวคิดเรื่อง "แรงงาน"ทำนองว่าเป็นแค่"พวกนายทุนสร้างภาพ" โดยก่อนหน้านี้ ใจก็เคยย้ำให้เห็นถึงการ"กดขี่แรงงานของบริษัททุนที่บริหารโดยครอบครัวของธนาธร เมื่อหลายปีก่อนที่ไล่ออกแรงงานแบบยกชุดหลังจากพยายามก่อตั้งสหภาพแรงงานเพื่อต่อรองค่าแรงและสวัสดิการภายในบริษัท
คนถัดมาที่ถือว่าเป็น"คนกันเอง"กันมาก่อนอย่าง ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ที่เคยถึงขั้นโพสต์ด่า"ขยะแขยง" ธนาธร เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา รวมไปถึงก่อนหน้านั้นไม่นานนักก็มีเรื่องขัดแย้งโวยวายของสมาชิกพรรคหลายคนที่ต้องเดินออกมาจากพรรคอนาคตใหม่ที่อ้างว่ามีปัญหาในเรื่องการบริหารภายในที่รวบอำนาจ ไม่ได้รับฟังความเห็นสมาชิกจริงๆ มีการอ้างถึงเรื่องการทำไพรมารีโหวตที่มีปัญหาในหลายเขตเลือกตั้ง
นั่นเป็นเสียงโจมตี วิพากวิจารณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จากคนที่อาจเรียกว่าตามศัพท์ฝ่ายซ้ายแบบว่า"สหายร่วมแนว"กันมาก่อน ที่เปิดโปงคนที่เรียกว่า "พ่อของฟ้า"คนนี้ได้อย่างเจ็บแสบ
แน่นอนว่าหากพลิกย้อนกลับไปเขาก็เคยเป็นหนึ่งในทุนหลักที่ให้การสนับสนุนนิตยสาร"ฟ้าเดียวกัน"ที่ในวงการเข้าใจกันดีว่า"วิจารณ์สถาบันฯ"อย่างเผ็ดร้อน แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีตที่เขายังไม่ได้อยู่ในสถานะนักการเมืองที่เป็น"บุคคลสาธารณะ"เต็มตัว แต่นับจากนี้ไป"สปอตไลท์"ก็จะสาดแสงไฟสว่างจ้าไปที่ตัวเขา ทุกเรื่องที่เขาเคยทำ เคยพูด เคยวิจารณ์จะถูกนำมารีรันใหม่ในแบบเข้มข้น
ไม่ต่างจาก ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคที่ก่อนหน้านี้เคยมีทัศนคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไรบ้าง เคยร่วมขบวนการริเริ่มให้มีการแก้ไข มาตรา 112 อย่างไรบ้าง ทุกคำพูด ทุกคลิปที่เคยพูดมาก่อน ที่อาจคิดว่า"เป็นซ้ายแล้วเท่" หรืออาจบางคนที่สร้าง"ปมเด่น"บางอย่าง จะต้องเจอกับการขุดคุ้ยในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ในยุคที่โซเชียลบันทึกเอาไว้ได้ทั้งหมดทุกคำพูด
แต่เฉพาะหน้าที่ต้องเจอการตรวจสอบ"ฝ่ายซ้าย"ยุคใหม่ อย่างธนาธร จึงเรืองกิจก็คือเรื่องการโอนหุ้นบริษัทวี-ลัคมีเดีย ทีดูท่าจะยังไม่จบง่ายๆ และต้องพิสูจน์ด้วยเอกสารทางกฎหมายว่าเขาได้ถ่ายโอนหรือขายออกไปก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ ซึ่งตามข่าวก็มีการระบุว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็เริ่มดำเนินการแล้วหลังจากมีการร้องเรียน และกรณีนี้น่าจะแตกต่างกับกรณีเขียนประวัติเรื่องการเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมผิดพลาดโดยที่กกต.มีมติว่า"หลักฐานไม่พอเอาผิด" แต่กรณีหลังนี้จะเป็นการตรวจสอบเอกสารราชการ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะหากผิดก็จะมีผลกระทบตามมามากมายทั้งทางอาญาและการเมือง ก็หวังว่าคงไม่พบความผิดก็แล้วกัน
ดังนั้นกรณีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับบุคคลสาธารณะที่จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น และนี่คือบทบาทใหม่ที่พวกเขาจะต้องเจอจากเดิมที่เคยแต่วิจารณ์สังคม วิพากษ์ระบบอย่างเมามัน แต่นับจากนี้ไปการขุดคุ้ยเปิดโปงจะออกมาให้เห็นเรื่อยๆในฐานะบุคคลสาธารณะ และทุกคำที่เคยพูดย่อมเป็นนาย !!


