xs
xsm
sm
md
lg

คลื่นแทรกร่าง กม.กสทช. รื้อสเปก กก.เปิดหลุมให้ใคร??

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เรียบๆ มาเรียงๆ ในจังหวะชุลมุน กระแสการเมือง-เลือกตั้งร้อนแรง

ถือเป็นข่าวใหญ่ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ที่จู่ๆ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2562 มีวาระพิจารณาหลักการ ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือ “พ.ร.บ.กสทช.” ตามที่ สำนักงาน กสทช.

และปรากฎว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามที่เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณา หากแล้วเสร็จให้ส่งต่อให้คณะกรรมการประสานงาน (วิป) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ก่อนบรรจุเข้าวาระประชุม สนช.ต่อไป

โดยในวันนั้นได้เชิญ “บิ๊กน้อย” ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เข้าชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในที่ประชุม ครม.ด้วย

ถามว่าแปลกตรงไหน ก็ต้องสะกิดเตือนกันนิดว่า ขณะนี้ในชั้น สนช.เองก็มีการพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.กสทช.อยู่แล้ว และอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย เตรียมที่จะประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายอยู่รอมร่อ

โดยฉบับแก้ไขที่อยู่ในชั้น สนช.นั้นถือเป็นการแก้ไขครั้งที่ 3 หลังจากที่ พ.ร.บ.กสทช.มีผลครั้งแรกเมื่อปี 2543 ก่อนถูกยกร่างขึ้นมาใหม่ในปี 2553 และเมื่อปี 2560 ได้เคยมีการแก้ไขไปแล้วครั้งหนึ่ง

โดยร่าง พ.ร.บ.กสทช.ฉบับแก้ไขครั้งที่ 3 นี้มีสาระสำคัญเกี่ยวกับ “เรื่องทางเทคนิค” มีการเพิ่มบทบัญญัติเพื่อการใช้ “วงโคจรดาวเทียม” ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ให้สิทธิ กสทช.เป็นผู้ดูแลกิจการดาวเทียมกระบวนการอนุญาตให้ใช้ดาวเทียม ตั้งแต่การเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม และกระบวนการทั้งหมด รวมไปถึงการอนุญาตดาวเทียมต่างชาติด้วยทั้งหมด แต่ที่เป็นระบบสัมปทานยังคงให้ “กระทรวงดีอี” เป็นผู้ดูแล เนื่องจากที่ผ่านมาพบความลักลั่นระหว่าง กสทช.-กระทรวงดีอี เกี่ยวกับการกำกับดาวเทียมอยู่เนืองๆ

นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช.ในเรื่องของการบริหารจัดการคลื่นความถี่ต่างๆ หลังเกิดปัญหาในขั้นตอนดำเนินการด้วย

แต่ยังไม่ทันที่ร่าง พ.ร.บ.กสทช. ฉบับแก้ไขครั้งที่ 3 นี้จะคลอดออกมา สำนักงาน กสทช.เองกลับยื่นร่างแก้ไขอีกฉบับ หรือแก้ไขครั้งที่ 4 หรือ “ฉบับคลื่นแทรก” ให้ ครม.พิจารณา

โดยมีรายงานจาก สนช.ว่า “ฉบับคลื่นแทรก” ฉบับเดียวกันนี้ เคยถูก คณะกรรมการธิการวิสามัญที่พิจารณาร่างพ.ร.บ.กสทช. ฉบับแก้ไขครั้งที่ 3 ของ สนช. ตีตกต่อหน้าต่อตามาแล้ว ด้วยเป็นเรื่องที่นอกหลักการ เมื่อครั้งที่ประชุม สนช.รับร่างมาพิจารณา

ทำให้ “เลขาฯฐากร” จำต้องนำร่างฉบับที่ถูกตีตก ไปยัดใส่มือ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย เพื่อบรรจุเข้าวาระประชุม ครม.อย่างเร่งด่วน

สำหรับสาระสำคัญของ “ร่างคลื่นแทรก” นั้น เจาะจงแก้ไขปรับปรุงเฉพาะในประเด็น “ที่มาและคุณสมบัติ” ของผู้ดำรงตำแหน่ง กรรมการ กสทช. โดยใช้เหตุจากการสรรหา กสทช.ในยุคของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ไม่ประสบความสำเร็จ จนทำให้ กสทช.ชุดเก่าที่ต้องหมดวาระไปแล้ว ต้องรักษาการในตำแหน่งมาถึงบัดนี้

กลับกลายเป็นว่า สำนักงาน กสทช. ของ “ฐากร” ตีโจทย์ว่า ด้วยคุณสมบัติที่ “สเปกสูง” เกินไป ทำให้การสรรหา กสทช.พบกับอุปสรรค จนไม่มีผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่ง คสช. ทำให้การสรรหาล่มแล้วล่มอีก

ทั้งความเป็นจริง เหตุที่ทำให้การสรรหารอบล่าสุดต้องล่มนั้น เกี่ยวโยงกับ “คลิปลับ” ที่ฉาวโฉ่ไปทั่ว “สภาหินอ่อน” กับคีย์เวิร์ดสำคัญที่บังอาจอ้างไปถึง “ผู้นำประเทศ” ว่า “ท่านนายกฯท่านไม่แฮปปี้” เป็นที่มาของเสียงโหวตคว่ำกระดานรายชื่อ 14 ว่าที่ กสทช.อย่างพร้อมเพรียง

สะท้อนให้เห็นว่าการสรรหา กสทช.นั้นมีปัญหาที่ “ขบวนการแทรกแซง” มากกว่ากระบวนการหรือรายละเอียดคุณสมบัติของ กรรมการ กสทช.

โดยในสาระสำคัญของ “ร่างคลื่นแทรก” นั้น สามารถแจกแจงออกได้ 5 ประเด็นสำคัญ กล่าวคือ

1. กำหนดให้มีคณะกรรมการ กสทช. จำนวน 7 คนตามเดิม ประกอบด้วยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ได้แก่ กิจการกระจายเสียง, กิจการโทรทัศน์, กิจการโทรคมนาคม, วิศวกรรม, กฎหมาย, เศรษฐศาสตร์ และการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่ไม่บังคับให้เป็นด้านละ 1 คน ตามกฎหมายเดิม เปิดช่องให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้กำหนด

2. แก้ไขรายละเอียดเกี่ยวกับ “คุณสมบัติ - ลักษณะต้องห้าม” ของกรรมการ กสทช. ที่น่าสนใจคือ ข้อที่ว่า ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคล ที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม นั้นได้ตัดช่วงเวลา “ภายใน 1 ปี” ออกไป

3. แก้ไขเพิ่มเติมผู้มีสิทธิเข้ารับการสรรหาเพื่อเป็นกรรมการ กสทช.ในลักษณะตั้งลดและเพิ่มสเปค เช่น รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีผู้พิพากษา รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญ รองหัวหน้าศาลทหารกลาง หรือรองอธิบดีอัยการ เป็นหรือเคยเป็นทหาร หรือตำรวจที่มียศตั้งแต่ พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี เป็นต้น ส่วนด้านคุ้มครองผู้บริโภคขยายประสบการณ์จากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี

4. แก้ไขรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสรรหา และการลงคะแนนเสียงเพื่อคัดเลือกกรรมการ กสทช. โดยให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกมาเพียง 7 รายในคราวเดียว ต่างจากเดิมที่ให้คัดเลือกมาด้านละ 2 ราย รวมเป็น 14 ราย แล้วให้ที่ประชุม สนช. หรือที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) ในภาวะปกติ เป็นผู้ลงคะแนนเลือกให้เหลือ 7 ราย

และ 5. ให้คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่และอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ผู้ได้รับคัดเลือกหรือผู้ได้รับการสรรหา โดยที่ไม่ต้องมาตั้งให้ สนช. หรือวุฒิสภา ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองอีก

แต่ละประเด็นอาจดูไม่เสียหาย และอาจทำให้กระบวนการสรรหายืดหยุ่นมากขึ้น

ทว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงฝังอยู่ในประเด็นที่ 2 ที่ต้องมี “เครื่องหมายคำถามตัวโตๆ” ถึงการตัด “ระยะปลอดภัย” หรือ “ภายใน 1 ปี” ออกไป สำหรับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ทั้งในภาครัฐ หรือเอกชน เกี่ยวกับกิจการต่างๆภายใต้อำนาจ กสทช. ให้เข้ามาเป็นกรรมการ กสทช.

ยกตัวอย่าง หาก “ผู้บริหารในภาคเอกชน” สนใจจะสมัครเป็นกรรมการ กสทช. ก็สามารถลาออกจากตำแหน่งวันนี้ พอรุ่งขึ้นก็สามารถสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช.ได้ทันที หากผ่านเข้าไปเป็น กสทช.ได้ ก็อาจใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ “หน่วยงานเดิม” หรือไม่
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเปิดโอกาสให้ “ผู้บริหารในภาครัฐ” ที่เดิมส่วนใหญ่เป็นคู่สัญญาที่ใช้ประโยชน์จากคลื่นหรือสัญญาณของ กสทช.สมัครเข้ารับการสรรหาได้เช่นกัน

หากไม่เห็นภาพ ก็ขอยกตัวอย่าง เช่น “เลขาธิการ กสทช.” ที่มีอำนาจเป็น “นายสถานีวิทยุกระจายเสียง 1 ปณ.” โดยตำแหน่ง ก็สามารถเข้ารับการสรรหาตามคุณสมบัติใหม่ใน “ร่างคลื่นแทรก” ได้ด้วย

น่าสนใจว่า ร่างแก้ไขกฎหมายในเรื่องคุณสมบัติดังกล่าวมี “ต้นขั้ว” มาจาก สำนักงาน กสทช. ที่มีหัวหน้าสำนักงานคือ “เลขาธิการ กสทช.” ถือว่าเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” โดยตรง แต่กลับเปิดช่องให้ตัว “เลขาธิการ กสทช.” สามารถเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช.ได้ ฟังดูไม่ค่อยสวยเท่าไร

จนอาจต้องตั้งคำถามว่า ที่ต้องเร่งรัดเอาร่างแก้ไขกฎหมายเข้า ครม. ทั้งทีร่างแก้ไขฉบับเดิม ยังไม่ทันคลอดออกมา หวังอาศัยช่วงชุลมุนโค้งสุดท้ายของรัฐบาล “ล็อกสเปก” หรือ “เปิดหลุม” ให้ใครเข้าไปเป็นใหญ่ใน กสทช.หรือไม่?.




กำลังโหลดความคิดเห็น...