xs
xsm
sm
md
lg

“ป๊อก” ลงสุราษฎร์ฯ ถกผู้ว่าฯ-ผู้นำท้องถิ่นเคลียร์ขยะสมุยกว่า 3 แสนตัน ชี้โรงกำจัดใช้การไม่ได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

แฟ้มภาพ
มท.1 เตรียมบินลงสุราษฎร์ธานีถกผู้ว่าฯ ผู้นำท้องถิ่นจัดการปัญหาขยะตกค้างบนเกาะสมุยกว่า 3 แสนตันรวมไปถึงบนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ หลังสื่อญี่ปุ่นประจาน ระบุสาเหตุโรงกำจัดขยะสร้างแล้วใช้การไม่ได้

วันนี้ (24 ต.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่สื่อญี่ปุ่นเสนอข่าวกองขยะกว่า 3 แสนตันบนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ว่าทางรัฐบาลพยายามเร่งรัดในการจัดการปัญหาขยะ โดยจะมีการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศว่าจะมีนโยบายการจัดการเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงผู้นำท้องถิ่นที่เป็นผู้รับผิดชอบขยะซึ่งขยะในแหล่งท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ

ส่วนที่เป็นปัญหาอยู่ในพื้นที่เกาะสมุยนั้น เป็นขยะเก่าที่ตกค้างอยู่กว่า 3 แสนตัน ที่ยังไม่ได้ดำเนินการขนออกมา รวมทั้งโรงกำจัดขยะยังไม่สามารถใช้การได้ ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าตนจะลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีพื้นที่รับผิดชอบในส่วนของเกาะท่องเที่ยว

นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ยังกล่าวถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และนายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร้องโครงการไทยนิยมยั่งยืนดำเนินการไม่ถูกต้องว่า เบื้องต้นดำเนินการตรวจสอบแล้วในพื้นที่ 2 จังหวัดที่ได้ร้องเรียนมา คือ จ.บุรีรัมย์ และ จ.เพชรบูรณ์ ในส่วนโครงการของกระทรวงมหาดไทย หมู่บ้านละ 2 แสนบาทนั้น ไม่ได้มีการดำเนินการตามที่นายศรีสุวรรณร้อง

ทั้งนี้ก็จะมีการตรวจสอบในส่วนของโครงการกระทรวงอื่นว่ามีการดำเนินการหรือไม่อย่างไร เพื่อจะตอบสังคมให้กระจ่างว่ามีเรื่องที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าโครงการไทยนิยมยั่งยืนมาจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยที่โครงการดังกล่าวได้มีการทำประชาคมก่อนที่จะมีการดำเนินการทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม โดยหลักการในโครงการไทยนิยมยั่งยืนนั้นได้ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามนำเงินในส่วนของโครงการไปซื้อครุภัณฑ์อยู่แล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวถึงกรณีลงนามยุบสภาเทศบาลนครอุบลราชธานี อ.เมืองฯ จ.อุบลราชธานี ว่าเป็นเรื่องที่ในพื้นที่ที่ไม่สามารถบริหารงานกันได้ ในเมื่อมีปัญหากัน ตนก็ต้องทำให้งานสามารถเดินหน้าต่อได้

เมื่อถามว่า มีหลายฝ่ายมองว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากที่ผู้นำเป็นคนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่วนคณะทำงานเป็นคนของฝั่งพรรคเพื่อไทย (พท.) พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ตนมองว่าไม่เกี่ยวกัน ส่วนสาเหตุที่ยุบ คงไม่ใช่วาระตามนั้น ตนไม่ทำอย่างนั้น เพราะหากทำแบบนั้นคงไม่ไหว

เมื่อถามย้ำว่า การทำแบบนี้ไม่ได้เป็นการเอื้อให้พรรค พปชร.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า “ผมต้องตอบว่าไม่มี ไม่ได้ทำตามนั้น เพราะทำตามนั้นคงไม่ได้ ยืนยันว่าไม่มีคนของใคร”