xs
xsm
sm
md
lg

ปูเสื่อเอาใจนาย-กินเด็กวัฒนธรรมอุบาทว์ เค้นจริงร้างทั้งจังหวัด !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เมืองไทย 360 องศา



ยังไม่หยุดบานปลาย และยังสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง และไปไกลโดยเฉพาะกับบรรดาข้าราชการระดับสูงและสำคัญในจังหวัด กรณีซื้อบริการและร่วมประเวณีกับเด็กที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จนล่าสุดปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มีการลงนามสั่งย้าย สืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวมาช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม เป็นต้นไป

ขณะเดียวกัน ศาลได้อนุมัติหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กองก๋อย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอนชั้นยศตั้งแต่สิบตำรวจตรีไปจนถึงสิบตำรวจเอก ส่วนระดับรองผู้กำกับ สารวัตรและสิบเวร ที่อยู่ในข่ายถูกสอบสวนนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลคดีดังกล่าว เปิดเผยว่า ยังต้องรอการสอบสวนพยานและพิจารณาหลักฐานเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี หากพิจารณากันแบบรวบรัดตีดความพิจารณากันเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบรรดาข้าราชการระดับสูงในจังหวัด ที่ตามรายการการสอบสวน ระบุว่า มีฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่หน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงทั้งในแบบ “ใช้บริการ” และ “ค้าประเวณีเด็ก” ก็ต้องบอกว่า “ไม่ได้เหนือความคาดหมาย” เป็นเรื่องที่รับรู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว

น่าสนใจก็คือกรณีที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่าคราวนี้หน่วยงานฝ่ายปกครอง คือ กระทรวงมหาดไทยตกเป็น “จำเลยสังคม” อย่างรวดเร็วเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปพัวพันเหมือนกัน เนื่องจากท่าทีในการสืบค้นหาความจริงแตกต่างกันจน “ไม่น่าเชื่อถือ”

หากย้อนกลับไปไม่นานก่อนหน้านั้น กระทรวงมหาดไทยได้มีการแต่งตั้งให้ ประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่ผู้ว่าแม่ฮ่องสอนถูกกล่าวหา โดยให้เวลา 30 วัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วันก็มีรายงานออกมาว่า “ไม่พบความผิด” จนทำให้เกิดเสียงโวยวายออกมาจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวด้านเด็ก เยาวชน และสิทธิสตรี ที่ประกาศไม่ยอมรับผลการสอบสวนดังกล่าว พร้อมทั้งเตรียมยื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้เข้าตรวจสอบคดีค้าประเวณีเด็กที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และรับเป็นคดีพิเศษ จนทำให้ กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ต้องออกมาปฏิเสธผลการสอบสวนของกระทรวงมหาดไทย และนำไปสู่การสั่งย้ายผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน คนปัจจุบันออกจากพื้นที่

ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ควบคุมคดีเคยระบุมีหลักฐานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว อย่างไรก็ดี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ยังยืนกรานว่า “ไม่ย้าย” ออกจากพื้นที่

ด้วยท่าทีดังกล่าวของกระทรวงมหาดไทยในระดับผู้บริหารระดับสูง ทำให้สังคมเริ่มมองด้วยความ “ระแวง” และไม่น่าเชื่อถือทันที แม้ว่านาทีนี้ยังไม่อาจสรุปแบบฟันธงได้ว่า ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอนคนนี้มีความผิดจากการ “ใช้บริการ” หรือไม่ แต่ความหมายก็คือการสอบสวน “ต้องน่าเชื่อถือ” ก่อนเป็นการเบื้องต้น อย่างน้อยสิ่งที่สังคมต้องการเห็น ก็คือ การย้ายออกจากพื้นที่เอาไว้ก่อน เพื่อป้องกันการยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ขณะเดียวกัน “การสอบกันเอง” ถือว่า “ล้าสมัย” ไปแล้ว เพราะเมื่อผลสรุปออกมาว่าไม่ผิด ซึ่งมาจากไม่พบความผิดจริง สังคมก็จะไม่ให้ความเชื่อถือจะถูกมองว่า “ช่วยเหลือกัน” เสียเวลาเปล่า มีแต่ผลในทางลบ

นอกจากนี้ จากข้อมูลที่น่าสนใจของ บุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์ ประธานสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลว่าปมเรื่องและต้นเหตุสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมปีก่อน ในช่วงที่มีงานเลี้ยงรับส่งตำแหน่งของข้าราชการในจังหวัดแล้วมีการจัดหา “เด็ก” มาให้บริการในความหมายที่ว่ามีการ"จัดหามาให้เพื่อเอาใจนาย"ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ตรงนั้น

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจริงและตอกย้ำให้เห็นว่านี่คือ “วัฒนธรรม” ที่เกิดขึ้นจริงในแบบที่เรียกว่า “เลี้ยงดูปูเสื่อ” เป็นเอาใจนาย ขณะเดียวกัน ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการ “ประจบประแจง” เพื่อสร้างความชอบให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่จัดหาเด็กผู้หญิงมาให้บริการอีกด้วย ซึ่ง “วัฒนธรรมอุบาทว์” แบบนี้รับรองว่าเกิดขึ้นทุกจังหวัดในประเทศแห่งนี้ เพราะหากมีการตรวจสอบกันอย่างจริงจังเข้มข้นเชื่อว่าสำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่กำลังเกิดเรื่องอื้อฉาวในเวลานี้จะต้องมีข้าราชการที่กระทำความผิด รวมไปถึงนักธุรกิจเข้าไปเกี่ยวข้องหลายราย จนมีการเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า “ต้องร้างกันทั้งจังหวัด” แน่

การค้าประเวณีแม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการสมยอมของเด็กก็ตาม แต่ถือว่าผิดกฎหมาย และมีโทษหนัก ต่างประเทศจึงให้ความสำคัญและเชื่อมโยงไปถึงการ “ค้ามนุษย์” ซึ่งกำลังจับตามองและขีดเส้นให้ประเทศไทยเร่งแก้ไขโดยเร็ว ก่อนที่จะถูกมาตรการลงโทษทางด้านการค้าตามมา กรณีที่เกิดขึ้นจึงทำให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องกำชับให้สอบสวนสืบสวนอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการละเว้น ใครผิดก็ต้องดำเนินคดี

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจะพึ่งพาและมุ่งหวังได้ ก็คือ แรงกดดันจากสังคม และในโลกโซเชียลสมัยใหม่ที่ติดตามกดดันแบบทุกฝีก้าว นี่ต่างหากที่ทำให้การสืบค้นมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยก็ได้เห็นการย้ายผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน ออกจากพื้นที่เอาไว้ก่อน และการออกหมายจับนายตำรวจอีกหลายนาย เพื่อพิสูจน์หาความจริง แต่อย่างน้อยในเบื้องต้นก็มาถูกทางแล้ว !!