อดีต รมว.คลัง ตั้งข้อสังเกต ตัดเรื่องบรรษัทน้ำมันฯ พ้น พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ให้น้ำหนักเจ้าเดิมประมูลแหล่งเอราวัณ - บงกช เข้าแผนอเมริกา กีดกันจีน - รัสเซีย หรือไม่ เตือนสหรัฐฯ ไม่ใช่มหามิตรที่ร่ำรวยเหมือนเดิมแล้ว แนะแบ่งแปลงเดิมให้มีขนาดเล็กลง กระจายอิทธิพลการเมืองระหว่างประเทศ ให้ประโยชน์ต่อไทยมากกว่า
วันนี้ (2 พ.ค.) เมื่อเวลา 07.43 น. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala หัวข้อ “ถึงเวลาที่จะเดินสายกลางระหว่างอเมริกากับจีน (9-สุดท้าย)” มีใจความว่า ไทยจะจับมือกับจีนสร้างอู่เรือดำน้ำฝั่งอันดามันหรือไม่ จะขุด “คลองไทย” หรือไม่ ทั้งสองเรื่องจะเปลี่ยนดุลอำนาจทางทะเลในมิติการเมืองโลกอย่างมาก
ในมิติการเมืองโลกนั้น ความสนใจของจีนกับรัสเซีย แตกต่างกัน เพราะรัสเซียค้าขายกับยุโรป และมีปัญหาผู้ก่อการร้ายศาสนามุสลิม รัสเซียจึงเน้นสร้างอิทธิพลและอำนาจต่อรองในบริเวณยุโรป และตะวันออกกลาง
แน่นอนว่า รัสเซียก็สนใจสถานการณ์เกาหลีเหนือ พร้อมกับจีนกับสหรัฐฯด้วย เพราะเป็นเรื่องหน้าบ้าน แต่สำหรับจีน เนื่องจากค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคอุตสาหกรรมเบาเยอะมาก ตลาดจึงกว้างขวางทั่วโลก และในด้านของขนาดเศรษฐกิจ จีนก็กำลังเบ่งขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก ดังนั้น ความสนใจของจีนจึงกว้างขวางมากกว่ารัสเซีย
ดังเห็นได้ในเอเชียใต้ และแอฟริกาหลายประเทศ จีนให้การช่วยเหลือโครงการต่างๆ ในการบริหารประเทศ และด้านแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และลงทุนเชิงพาณิชย์ในหลายประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจเหมืองแร่ การสร้างถนน รถไฟ และท่าเรือ ดังนั้น ในระยะยาว จีนย่อมต้องคิดว่า ทำอย่างไรจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองที่อยู่ห่างไกล
ในด้านการยุทธนั้น จีนเป็นประเทศที่มีอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ใหญ่สามด้าน มีทะเลทรายใหญ่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตก และมีเทือกเขาสูงทางทิศใต้ ถึงแม้ในอดีต กองทัพของเจงกิสข่าน สามารถบุกฝ่าทะเลทรายตามทางสายไหมไปถึงยุโรปได้ แต่ก็โดยอาศัยการหากินระหว่างทาง ทั้งม้าและคน
แต่ในบริบทการรบสมัยใหม่ การเคลื่อนย้ายเครื่องจักรเครื่องยนต์ตามเส้นทางของเจงกิสข่าน จะมีปัญหาในด้านการส่งกำลังบำรุงไม่รู้จบ ส่วนการรบข้ามภูเขาหิมาลัยนั้น เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น ประตูหลักของจีนจึงเหลืออยู่ทิศตะวันออกทิศเดียว ที่เปิดสู่มหาสมุทรแปซิฟิก
และเส้นทางที่จีนจะใช้กำลังทางเรือ เพื่อไปปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของตนทางทิศตะวันตกได้ จึงต้องแล่นออกจากชายฝั่งตะวันออก แล้วผ่านช่องแคบมาลากา ก่อนจะบ่ายหน้าไปทิศตะวันตก
ในการเคลื่อนกำลังทางเรืออย่างนี้ แค่แล่นเรือออกจากชายฝั่ง ศัตรูก็ทราบแบบแจ่มแจ้งแดงแจ๋ไปแล้ว ดังนั้น จีนจึงย่อมสนใจจะร่วมมือกับประเทศต่างๆ ตั้งฐานย่อยตามชายฝั่งอันดามัน และอัฟริกา และยื่งเมื่อใดมี "คลองไทย" ก็จะเข้าทางของจีนอีกคำรบหนึ่ง
กลับมาในประเด็นแปลงปิโตรเลียมในอ่าวไทย ถึงแม้ไม่ใช่จุดที่จะทะลุไปทิศตะวันตก แต่ถ้าหากจีนหรือรัสเซียเข้ามาทำธุรกิจในอ่าวไทย ก็จะกระทบไหล่สหรัฐเจ้าถิ่นเดิม
ถามว่าไทยจะวางแผนสำหรับแปลงเอราวัณ/บงกช ที่สัมปทานกำลังจะหมดอายุให้เหมาะสมสำหรับการเมืองระหว่างประเทศในอนาคต ได้หรือไม่ อย่างไร
สหรัฐฯย่อมต้องการหนุนให้เชฟรอนทำธุรกิจในอ่าวไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายใต้รัฐมนตรีต่างประเทศคนล่าสุดซึ่งข้ามฟากมาจากบริษัทน้ำมันหมาดๆ ย่อมต้องการกันมิให้จีนและรัสเซียเข้ามาแทรก
ดังนั้น การแก้ไข พ.ร.บ. ปิโตรเลียมฯ ที่ตัดข้อความเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติทิ้งไป ที่ไม่บัญญัติให้ประมูลแข่งขันโปร่งใส และมีข่าววิธีคัดเลือกที่จะให้น้ำหนักแก่รายเดิม จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย
น่าสงสัยว่าเป็นการวางแผน เพื่อจะให้เข้าทางของอเมริกา หรือไม่
ถ้ามีคนไทยตั้งใจทำอย่างนั้น บางส่วนอาจจะเป็นเพราะยังยึดติดกับอดีต มิใช่อดีตของน้ำมันสามทหาร แต่เป็นอดีตของอเมริกาที่คนไทยเรียกว่า มหามิตร
อย่างไรก็ดี อนาคตเปลี่ยนไปเสียแล้ว
คนอเมริกันส่วนใหญ่มองตัวเองว่าถูกเอาเปรียบ ไม่ร่ำรวยแล้ว จีนจะกดดันค่าแรงและเงินเดือนต่อไปอีกหลายปี การจ้างงานจะไม่ฟู่ฟ่าเหมือนเดิม
ถึงขั้นต้องเลือกทรัมป์ ฝากความหวังความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไว้กับคนนอกวงการ
ดังนั้น อเมริกาในยุคที่เรียกว่า มหามิตร จะไม่หวนกลับคืนมาอีกแล้ว
ดังนั้น วิธีเดินสายกลาง จึงควรแบ่งสองแปลงเดิม ออกเป็นหลายๆ แปลงที่ขนาดเล็กลง แล้วเปิดประมูลโปร่งใส ในเมื่อใช้วิธีแข่งขันเต็มที่ ผู้ใดที่ชนะ ก็จะไม่มีใครสามารถตั้งแง่ได้
การแบ่งเป็นแปลงย่อยหลายๆ แปลง จะเปิดโอกาสให้มีผู้เล่นที่หลากหลายขึ้น นอกจากจะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังจะเป็นการกระจายอิทธิพลการเมืองระหว่างประเทศที่เหมาะสมกว่าด้วย


