xs
xsm
sm
md
lg

เรือดำน้ำ-ความมั่นคง ห้ามถาม ห้ามเถียง “พี่ใหญ่” ประกันเชื่อถือได้ !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เมืองไทย 360 องศา

ไม่รู้ว่ามาประเภทที่ว่าไหนๆ ก็ปิดไม่มิดแล้วก็จำเป็น จำนนต้อง “เปิดมันซะเลย” สำหรับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ซึ่ง “ความลับไม่มีในโลก” ถูกเปิดเผยขึ้นมาเมื่อวันสองวันที่ผ่านมานี้เอง ในตอนแรกก็มีการกระมิดกระเมี้ยนแถลงของ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน จำนวน 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท เป็นเรือดำน้ำ “ชั้นหยวน” เอส 26 ที โดยใช้งบผูกพันของกองทัพเรือ มีการทยอยจ่ายไม่ใช่จ่ายซื้อครั้งเดียว

เขาย้ำว่า การอนุมัติครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พร้อมทั้งผู้เกี่ยวข้องจากกระทรวงกลาโหม โดยให้เหตุผลในเรื่องความจำเป็น เป็นไปตามยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ มีการประเมินภัยคุกคามของประเทศที่มีอาณาเขตติดกับประเทศไทย ประเมินจากความมั่นคงทางทะเล เพื่อการป้องกันภัยคุกคามที่มีศักยภาพที่เหนือกว่า

“ประเทศเราอยู่ติดทะเล วันหน้าไม่มีสิ่งที่แน่นอน เราจึงต้องมีศักยภาพเพื่อป้องกันภัย และการสั่งซื้อไม่ใช่ว่าอนุมัติไปแล้วจะได้ภายใน 3 - 5 วัน แต่ต้องรอหลายปี ทั้งนี้ เป็นการซื้อลำเดียวก่อน ส่วนลำต่อไปอยู่ที่กองทัพเรือ และสาเหตุที่ไม่แถลง เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารลับที่สุด และเป็นโหมดงานด้านความมั่นคง แต่ยืนยันว่าไม่มีลับลมคมใน” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ

พิจารณาจากความหมายที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด แถลงข้างต้น ก็คือ มีการสั่งซื้อเรือดำน้ำจากจีน แค่ 1 ลำ มูลค่า 13,500 ล้านบาท เป็นงบผูกพันของกองทัพเรือหลายปี และกล่าวในทำนองเข้าใจว่า คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติไปเมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา และสาเหตุที่ไม่แถลงเพราะเป็นเอกสารลับ และเรื่องความมั่นคง

ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายกองทัพเรือที่ถือว่าเป็นเจ้าของเรื่อง กลับพูดไม่เต็มเสียง หรือที่เรียกว่าไม่เต็มเสียง เช่น อ้างว่า ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ก็ย้ำว่าถ้าทุกอย่างผ่านการอนุมัติก็จะมีการลงนามเซ็นสัญญาสั่งซื้อกันต่อไป

อย่างไรก็ดี ความชัดเจนแบบหมดเปลือกก็เกิดขึ้น ล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ 25 เมษายน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เฉลยออกมาแบบ “หมดแม็ก” ไม่ต้องเม้มกันไปเลยว่า ไม่ใช่ซื้อแค่ 1 ลำ แต่เป็น 3 ลำ วงเงินงบประมาณ 36,000 ล้านบาท เป็นงบผูกพันของกองทัพเรือ 11 ปี เป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี โดยจะทยอยซื้อทีละลำครั้งละ 5 - 6 ปี

“ยืนยันว่า ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน ไม่น่าจะมีอะไรที่น่าสงสัย ในเรื่องการจัดซื้อจัดหาก็จะต้องทำให้โปร่งใส ครั้งนี้เป็นการซื้อในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) โดยตรง และสาเหตุที่กองทัพเรือเลือกซื้อจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากมีเหตุผล เพราะราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับ 9 ประเทศแล้วทุกประเทศแพงกว่าทั้งหมด นอกจากมีราคาแพงแล้ว ยังไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ ติดมาด้วย และสามารถดำน้ำได้นานสูงสุด 21 วัน โดยรายละเอียดต่างๆ กองทัพเรือจะชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง”

ส่วนการใช้งบประมาณในการจัดซื้อนั้น ทางกองทัพเรือจะดำเนินการร่วมกับสำนักงบประมาณ เพราะงบประมาณในการจัดซื้อครั้งนี้เป็นของกองทัพเรือโดยเฉพาะ ไม่ใช่งบกลาง ถือเป็นการใช้งบประมาณต่อเนื่องของกองทัพเรือในแผนพัฒนากองทัพเรือ ซึ่งแต่ละกองทัพก็มีแผนพัฒนาของแต่ละกองทัพอยู่แล้ว

“เรายืนยันในเรื่องการจัดซื้อจัดหา เราทำความโปร่งใส โดยกองทัพเรือเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ถ้าเราตัดสินใจซื้อจากประเทศอื่นในราคาลำเดียว ก็เท่ากับ ซื้อของจีนได้ถึง 2 ลำ แถมยังไม่อาวุธยุทโธปกรณ์ติดมาด้วย คณะกรรมการจากกองทัพเรือ 20 - 30 คน พิจารณาอย่างรอบคอบ มีการเปรียบเทียบทั้งคุณภาพ และราคาก่อนที่จะดำเนินการ ซึ่งทำตามขั้นตอนทุกอย่าง และที่ซื้อก็ไม่ถือว่าเป็นราคาที่แพง มีประโยชน์มากในฝั่งทะเลอันดามัน ที่เราจะใช้ในระยะ 200 ไมล์ทะเล ที่เราไม่เคยเข้าไป ที่สำคัญ ต้องใช้เวลา 5 - 6 ปีกว่า จะได้เรือดำน้ำลำแรก ไม่ใช่ซื้อวันนี้ได้พรุ่งนี้” พล.อ.ประวิตร กล่าว และว่า โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นยุทธศาสตร์ที่ศึกษามานานถึง 9 ปีแล้ว และกองทัพเรือได้ตั้ง “กองเรือดำน้ำ” เอาไว้รองรับนานแล้ว

ก็เป็นอันว่าเรียบร้อย “โรงเรียนพี่ใหญ่” ที่จัดให้มาเต็มแพ็กเกจตามที่เคยส่งสัญญาณแบบ “ชัด” มาก่อนหน้านี้ ว่า “เอาแน่” และในที่สุดก็เอาจริงๆ เพียงแต่ว่าใช้วิธีแบบรวบรัด “มาแบบทีเผลอ” แน่นอนว่า เพื่อหลบเลี่ยงเสียงวิจารณ์และเสียงคัดค้านจากภายนอก ที่มองต่างมุมในเรื่องที่เห็นว่ายังไม่มีเหมาะสมที่กองทัพไทยจะมีเรือดำน้ำในน่านน้ำและชายฝั่งของเราที่อ้างว่า “ค่อนข้างปิด” แต่น่าจะเน้นในเรื่องการสร้างกองเรือชายฝั่ง กองเรือลาดตระเวนระยะไกล รวมไปถึงเน้นยุทโธปกรณ์ในการปราบเรือดำน้ำมากกว่าอะไรประมาณนี้ และที่สำคัญ น้ำหนักที่ฝ่ายคัดค้านนำมาอ้างอยู่เสมอ ก็คือ ควรใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปสร้างสิ่งสาธารณูปโภคที่ยังขาดแคลน หรือนำงบประมาณดังกล่าวไปแก้ปัญหาปากท้องจะดีกว่า

อย่างไรก็ดี หากพิจารณากันอย่างกลางๆ และความเป็นจริง “ยุทธศาสตร์ความมั่นคง” และแผนป้องกันประเทศ ก็ย่อมเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะหากเราไม่มีศักยภาพในการป้องกัน หรือประเทศมีภัยคุกคาม มันก็จะมีปัญหาตามมาแน่นอน ดังนั้น ทุกประเทศก็ต้องมีงบประมาณในการจัดซื้อและพัฒนาผลิตอาวุธของกองทัพ บางประเทศมีงบประมาณมหาศาลจำนวน 4 - 5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีก็มี

สำหรับประเทศไทยเชื่อว่า ปัญหาหลักไม่ใช่ว่าจะต้องซื้อเรือดำน้ำ ซื้อรถหุ้มเกราะ ซื้อเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงราคาแพงหรือไม่ แต่ปัญหาที่ถูกตั้งคำถามมาตลอดเวลา ก็คือ “มีการทุจริตหรือไม่” หรือ “ไม่คุ้มค่า” หรือไม่มีประสิทธิภาพต่างหาก จนทำให้เกิดความระแวงไม่ไว้ใจจากชาวบ้านมานาน ซึ่งก็ส่งผลให้หลายโครงการของรัฐที่แม้จะมีผลต่อการพัฒนาในอนาคตต้องหยุดลงด้วยความไม่ไว้ใจของสังคม

โดยเฉพาะกรณีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพที่ผ่านมาหลายครั้ง ที่มีความไม่ชอบมาพากลกลายเป็นธุรกิจของ “พ่อค้าอาวุธ” มี “ค่านายหน้า” ของ “บิ๊กในกองทัพ” และก็ได้เห็นอาวุธบางรายการที่ประจานความไร้ประสิทธิภาพในการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ยังจำไม่ลืม ก็คือ โครงการซื้อ “เรือเหาะ” ของกองทัพบก เครื่องตรวจวัตถุระเบิด “จีที200” รถหุ้มเกราะล้อยาง หรือแม้กระทั่งการจัดซื้ออาวุธจากจีนในอดีตก็เคยมีบทเรียนที่ “หลอน” มาแล้ว

ประเด็นนี้ต่างหากที่สร้างความกังวลให้กับสังคม นั่นคือ เรื่อง “ทุจริต” และความไม่คุ้มค่าไม่คุ้มราคากลายเป็นธุรกิจของ “นายหน้าค้าอาวุธ” กับนายทหารบางคนในกองทัพเท่านั้น เรื่องแบบนี้แหละที่ทำลาย และบดบังความสำคัญในเรื่องของความมั่นคงและยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่ต้องนำหน้ามาก่อน

คราวนี้ก็เช่นเดียวกันความ “ระแวง” ก็เกิดขึ้นอีกแบบช่วยไม่ได้ ยิ่งงานนี้ “พี่ใหญ่” ออกหน้ารับประกันนั่นแหละคือปัญหา เพราะหากกล่าวกันแบบตรงๆ คนที่ออกหน้ายิ่งไม่ค่อยน่าไว้ใจ ภาพในอดีตที่ถูกมองแบบ “สีเทาๆ” ในหลายเรื่อง มันก็กลับมาหลอนอีกครั้ง แม้ว่าเรื่องความลับ ความมั่นคงเป็นเรื่องที่ “ห้ามเถียง ห้ามถาม” ก็อาจจะใช่ แต่ความสงสัยมันย่อมต้องเกิดขึ้นห้ามกันไม่ได้ และในอนาคตหากเกิดปัญหาไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นตามมาก็ต้องแบกรับ “ความเสี่ยง” แบบเลี่ยงไม่พ้น !!
กำลังโหลดความคิดเห็น...