xs
xsm
sm
md
lg

“ประยุทธ์” ซัดพวกอ้าง ปชต.อย่าชี้นำสังคมให้วุ่นวาย ยันพร้อมรับฟังทุกฝ่าย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ประยุทธ์” ชวนทุกฝ่ายการเมืองเลิกขัดแย้งแล้วร่วมมือประชาชนเดินหน้าประเทศไทย ซัดพวกเคลื่อนไหวโดยอ้างประชาธิปไตย เคยถามความต้องการของชาวบ้านหรือยัง ลั่นอย่าเอาความต้องการตัวเองมาชี้นำสังคมให้วุ่นวายอีก ยันรัฐบาลพร้อมรับฟังทุกภาคส่วน

วันนี้ (20 ม.ค.) เวลา 20.15 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่าปัจจุบันมีหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในภาคใต้ ในทุกมิติ ผมอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนได้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ ให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยได้รับทราบ จะได้ไม่เสียโอกาส พลาดสิทธิประโยชน์ ที่พึงจะได้รับไปอย่างน่าเสียดายเช่น

พี่น้องประชาชนที่รัก เราทุกคนต่างรู้ดี และต่างปรารถนาว่าสักวันหนึ่งระหว่างคนไทยด้วยกันเอง จะไม่มีอะไรติดค้างกันในใจ ไม่มีอดีตที่เจ็บปวด มีแต่อนาคตอันสดใส วันนี้เราก็ต่างเรียกร้องความปรองดอง ซึ่งจำเป็นต้องรับฟังทุกฝ่ายทั้งความเห็นตรง และความเห็นต่าง ทั้งจากนักกฎหมาย นักการเมือง ประชาสังคม ประชาชน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เพื่อจะหาคำตอบของประเทศให้ได้ว่า เราจะเดินหน้าประเทศไทยไปข้างหน้า และช่วยกันได้อย่างไร เจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ก็คือ อยากเห็นทุกฝ่าย รวมทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกับประชาชนทุกคนผลักดันประชาธิปไตยที่แท้จริงสู่สังคมไทย และนำพาบ้านเมืองสู่ความสงบสุข และสันติ เราเสียเวลากันมามากแล้ว เราต้องจับเข่าคุยกันแสดงความจริงใจ ความเสียสละ และแสดงความรักชาติ ซึ่งตนเชื่อว่ามีอยู่ในสายเลือดคนไทยทุกคน ได้ช่วยกันหาแนวทางเดินหน้าประเทศ ด้วยความปรองดองกันทุกมิติทั้งความคิด จิตใจ การบังคับใช้กฎหมาย และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่เป็นไปได้จริง แสดงให้ลูกหลานเห็นว่า ทุกปัญหามีทางออก ไม่ใช่ทุกทางออกจะมีแต่ปัญหา ต้องหาให้เจอและดำเนินการให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เรารู้ว่าไม่ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ แต่ก็ต้องเริ่มนับ 1 วันข้างหน้า ก็จะครบ 100 หรือสมบูรณ์ในที่สุด

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในระยะ 2 ปีกว่าที่รัฐบาล และ คสช. ได้ดำเนินการร่วมกับแม่น้ำทั้ง 5 สาย ในมิติที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละฝ่ายรับผิดชอบคู่ขนานกันไปพร้อมๆ กัน โดยไม่รีรอ แต่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างการรับรู้กันเป็นระยะๆ อีกทั้งเราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยง นำสิ่งที่แต่ละฝ่าย แม่น้ำแต่ละสายได้ทำไว้ ซึ่งแยกย่อยเป็นกิจกรรมย่อย ๆ หลายกิจกรรม เราจะนำกิจกรรมเหล่านั้นทั้งหมดมาจัดกลุ่ม จัดระเบียบ ร้อยเรียงเข้าด้วยกันภายใต้กรอบใหม่ที่ร่วมกันกำหนดขึ้น เพื่อให้เกิดความประสานสอดคล้อง ซึ่งจะเป็นการส่งเสริม หรือเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งกันและกันทั้งเรื่องของการปฏิรูป ของ สปท. การร่างยุทธศาสตร์ชาติ และงานความรับผิดชอบของ กรธ. เราจะเอาทุกอย่างที่กล่าวมานั้นมาต่อเป็นจิ๊กซอว์เดียวกันที่สมบูรณ์ เติมเต็มกัน เป็นภาพอนาคตประเทศไทย ที่เราอยากเห็นเป็นสิ่งที่พวกเราเป็นในวันนี้ ซึ่งก็สร้างไว้ให้กับลูกหลานในอนาคต โดยปัจจุบันนั้นมีสิ่งที่ทำแล้ว สำเร็จแล้ว เริ่มต้นแล้ว อาจจะต้องทำต่อ หรือยังไม่ได้ทำ จะริเริ่มไว้ เตรียมการไว้เพื่อส่งต่อ

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ต้องนำมาดำเนินการให้มีผลในทางปฏิบัติให้เร็วๆ โดยอาจจะบรรจุไว้ในแผนงานโครงการ มีงบประมาณรองรับชั้นต้น โดยจัดลำดับความเร่งด่วนให้ความสำคัญ ให้มีความชัดเจน และทุกฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน มีเป้าหมายร่วมกัน และมีการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนทั้งระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง และระยะยาว ที่จะสร้างความยั่งยืนในรัฐบาลต่อๆ ไป พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการร่างรูปแบบของการทำงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะจัดตั้งโดยรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับถาวร

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านประเทศและส่งต่อแผนงานโครงการที่รัฐบาลนี้ และ คสช. ได้เริ่มไว้แล้วไปรัฐบาลต่อไปอย่างไร้รอยต่อ จึงมีคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดองที่เรียกว่า ป.ย.ป. จัดตั้งโดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สำหรับดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมา จะเป็นการวางรากฐานการเตรียมการสู่อนาคต เพื่อให้มีการเดินหน้าประเทศ และการบริหารราชการแผ่นดินที่มีความต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่า จุดเริ่มต้นของความปรองดองนั้น ก็คือ ความเข้าใจ อาจจะนำมาซึ่งความร่วมมือ เพื่ออยู่อย่างสันติสุขในอนาคต สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากให้ทุกคนได้คิด อาจจะเป็นอุทาหรณ์ เพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกัน ดูอย่างง่ายๆ ก็คือ ที่ผ่านมานั้น ในยามที่พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ก็มักจะมีการรวมกลุ่ม ตั้งเวทีปิดถนนเรียกร้อง ต่อรองให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาเอาประชาชนเป็นตัวประกัน เอาความเดือดร้อนจากการจราจรเป็นเงื่อนไข เร่งรัดต้องให้มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะมีผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่หวังดี และไม่หวังดีต่อสังคมก็ตาม และอาจจะเป็นผู้ที่หวังผลทางการเมือง แบบนี้เป็นแนวทางที่ไม่ปรองดอง และนำมาซึ่งการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน

นายกฯ ยังกล่าวว่า ทุกปัญหาเราต้องร่วมมือกัน ว่าอะไรคือสาเหตุ รัฐ ประชาชน เอกชน เป็นอย่างไร เข้มแข็งเพียงพอหรือไม่ เอา 3 อย่างมาขัดแย้งกัน โดยสื่อ นักวิชาการ บางคน บางกลุ่ม ที่มีจิตเจตนาแอบแฝง เลือกข้าง หรืออาจจะมองแต่เพียงประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน โดยไม่สนใจว่าประเทศจะเป็นอย่างไร มีการพูดโดยไม่รับผิดชอบ ผู้ที่รับผิดชอบเดือดร้อน คือ รัฐบาล ประชาชน ประเทศชาติ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ของตนเองบ้าง ซึ่งอาจจะกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่เปิดโอกาส รัฐบาล ตนนั้นเปิดโอกาสตลอดเวลา ในคำแนะนำหรือการวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่สร้างความขัดแย้ง อันนั้นผมก็ยอมรับไม่ได้ เพราะสถานการณ์ต้องการความสงบเรียบร้อยในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเราก็ยังคงต้องดูแลอยู่บ้าง เพราะเรามีประสบการณ์กันมาแล้วนะครับ เมื่อพูดกันนอกกรอบไปเรื่อยๆ มันก็เกิดความขัดแย้งเช่นในอดีตขึ้นมาอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีต่างๆ เรื่องทางกฎหมายต่างๆ ก็อาจจะเป็นชนวนสร้างความขัดแย้งในสังคมของเรา ให้ประชาชน ให้สาธารณชน เกิดความไม่มีความสงบเรียบร้อย แล้วก็หลายคน บางคนก็อาจจะมุ่งหวังให้มีการลุกลาม บานปลาย โดยการสร้างการรับรู้อย่างผิดๆ ให้กับองค์กรโลก ประชาคมโลก ว่ารัฐบาลนี้จำกัดตามกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งๆ ที่เรามีกฎหมายอยู่ทุกฉบับ ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษแต่อย่างใด ก็สามารถจะทำได้ แต่ทุกคนไม่ร่วมมือ ทุกคนก็พยายามจะหาทางออก หาจุดอ่อนของกฎหมาย เพราะว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นความผิดที่นานาอารยประเทศ ต่างก็เห็นตรงกัน ว่าเป็นความผิด นะครับ การสร้างความเดือดร้อน การสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าอีกว่า เหล่านี้เป็นการกระทำของกลุ่มคนที่ไม่คิดจะเคารพกฎหมาย พอเจ้าหน้าที่เข้มงวดบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะใช้กฎหมายปกติ หรือกฎหมายพิเศษ ก็มักจะตีโพยตีพาย หาว่าจำกัดสิทธิละเมิดสิทธิมนุษยชนบ้าง เราคงไม่ต้องการให้บ้านเมืองไร้ขื่อแป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่าให้ใครใช้เพื่อเป็นการหวังผลทางการเมือง มุ่งประโยชน์ส่วนตน แล้วก็อ้างคำว่าประชาธิปไตย สร้างภาพ จอมปลอม ไม่จริงใจ แอบแฝง รวมทั้งสิทธิมนุษยชนที่อาจจะทำผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น สิทธิสาธารณะ

ขณะที่ประชาชนเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เขาปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ต้องพลอยได้รับผลกระทบ เดือดร้อน โดยมีแกนนำ กลุ่มบุคคล บุคคลไม่กี่คน ที่ยังจะคงทำลายประเทศของตนเอง ต่อไป อาจจะด้วยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ผมก็ได้แต่เพียงขอร้องให้ สังคม ประชาชน ทุกหมู่เหล่าได้ช่วยกันคิดว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เราจะยอมให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ทำอะไรก็ได้ ใช่หรือไม่ แล้วมากล่าวว่าทหารเข้ามาทำให้ประชาธิปไตยเสียหาย มันเสียหายตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเข้ามาแล้ว ผมคิดว่าที่เราเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในขณะนี้นั้น ได้แก้ปัญหาที่พวกท่านได้สร้างไว้มากมาย ก็ขอให้ยอมรับตนเองกันบ้าง คนดีก็มาก คนไม่ดีก็เยอะ

นายกฯ กล่าวปิดท้ายว่า สุดท้ายนี้ขอความร่วมมือประชาชน ผู้ที่รักประเทศชาติ ร่วมกับรัฐบาล ในการเดินหน้าประเทศตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ และสร้างการปรองดอง ในสิ่งที่ควรจะทำได้ โดยไม่ต้องบังคับ ไม่ออกนอกกรอบกฎหมาย อ้างประชาธิปไตย ก็คือ ปรองดอง ไม่มีความผิด เป็นไปไม่ได้ ตนว่าไม่ใช่ ไปหาตนเองให้เจอ ทั้งรัฐบาล ข้าราชการ ผู้กระทำผิดกฎหมาย นักการเมืองบางคน สื่อบางสำนัก โดยเฉพาะประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องการความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน อยู่ทั่วประเทศ ถามเขาหรือยังว่าที่เรียกร้องกันอยู่ทุกวันในกระบวนการปรองดอง ว่าเขาต้องการอย่างไร เข้ามีความคิดเห็นอย่างไร ตนจะรับฟังทุกภาคส่วน อย่าเอาความต้องการตัวเองมาชี้นำให้สังคมวุ่นวายอีกต่อไป รัฐบาลและ คสช. จะอำนวยความสะดวกในเรื่องเหล่านี้ ในเวทีที่เปิดการพูดคุย รับฟังความคิดเห็นนี้

คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 20 มกราคม 2560

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกท่าน นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ปีที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 20 มกราคม นี้ รวมเป็นระยะเวลาครบ 100 วัน ในการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ และปวงชนชาวไทยทุกคน จากการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และมีพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกเพศ ทุกวัย จากทั่วทุกมุมสโลก ซึ่งรวมไปถึงชาวต่างชาติ ต่างเดินทางมาแสดงความจงรักภักดี ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย และพร้อมใจกันถวายสักการะอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้นประมาณ 3 ล้านคน แม้ในหลวง รัชกาลที่ ๙ เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่พระเกียรติยศและศาสตร์พระราชาของพระองค์ ที่ได้พระราชทานไว้กับคนไทย ตลอดระยะเวลา 70 ปี จะยังคงอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป

ในการนี้ ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ได้ร่วมกันทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและสานต่อพระบรมราชปณิธาน ในการที่จะร่วมกันรู้รัก สามัคคี เดินหน้าประเทศ ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ตามวิสัยทัศน์ของเราก็คือ มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ยังอยู่ในขั้นวิกฤต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้มีพระราชหัตถเลขาเพื่อให้กำลังใจประชาชน ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ความว่า “ด้วยความรักและห่วงใย ขอเป็นกำลังใจในการร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนา เพื่อขวัญที่ดี จิตใจ และร่างกายที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความสุขและมั่นคงของชาติ” ซึ่งนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น แสดงถึงความรักความห่วงใยของพระองค์ ที่มีต่อพสกนิกรทรุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่สำคัญเป็นการสะท้อนถถึงความผูกพันระหว่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนคนไทยมากว่า 700 ปี

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวทางเพิ่มเติมให้กับรัฐบาล ในการทบทวนศาสตร์พระราชา ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่พระราชทานไว้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน มาพิจารณาดำเนินการอย่างเหมาะสม และให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อความสุขของประชาชน และความมั่นคงของชาติ ซึ่งผมได้สั่งการไปกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

ตลอดระยะเวลาที่เกิดอุทกภัยในครั้งนี้ รัฐบาลก็ได้สร้างกลไก การทำงานตั้งแต่ระดับชาติ ลงไปถึงระดับปฏิบัติ ในพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้การบริหารจัดการและการผลักดันการช่วยเหลือประชาชน ไปสู่ผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทันท่วงที และไม่ซ้ำซ้อน รวมทั้งการจัดกิจกรรมประชารัฐร่วมใจ ช่วยอุทกภัยภาคใต้ โดยการระดมความช่วยเหลือ จากผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ ส่วนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยา ผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม และบริหารโดยกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โดยการดำเนินการคล่องตัว และโปร่งใส ปัจจุบัน มียอดเงินบริจาครวมทั้งสิ้นเกือบ 500 ล้านบาท จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งรายงานจากหน่วยงาน ทั้งข่าวสารจากสื่อมวลสชนทุกแขนง ผมได้เห็นภาพแห่งความประทับใจ ในการร่วมมือในรูปแบบของประชารัฐ ซึ่งเป็นบการร่วมมืออย่างใกล้ชิด ระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน จิตอาสา ในการช่วยเหลือเกื้อกูล การแจกจ่ายแบ่งปัน และการที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในการที่จะนำพาสิ่งของบริจาคและความช่วยเหลือ ในทุกรูปแบบ ไปให้ถึงผู้ประสบภัยให้จงได้ ในโอกาสแรกๆ ที่เป็นไปได้ เพื่อสร้างรอยยิ้มบนคราบน้ำตา สะท้อนความรักความอื้ออาทร อันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยมาช้านาน หลายสถานประกอบการ หรือหน่วยงานราชการ ต่างก็เปิดประตูต้อนรับพี่น้องผู้ประสบภัยที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น ซึ่งผมก็ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย

ปัจจุบันมีหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในภาคใต้ ในทุกมิติ ผมอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนได้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ ให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยได้รับทราบ จะได้ไม่เสียโอกาส พลาดสิทธิประโยชน์ ที่พึงจะได้รับไปอย่างน่าเสียดายเช่น

1. มาตรยกเว้นภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายจริง ส่วนค่าซ่อมแซม หรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ ในการซ่อมแซมบ้านหรืออาคารหรือห้องชุด ไม่เกิน 1 แสนบาท และรวมค่าซ่อมแซม หรือค่าวัสดุ อุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์ไม่เกิน 3 หมื่นบาท ที่เป็นจค่าใช้จ่ายวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560

2. มาตรการพักชำระหนี้เป็นระยะเวลา 6 เดือน และมาตรบการให้สินเชื่อวงเงินฉุกเฉิน เพื่อฟื้นฟูกิจการ วงเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

3. มาตรการพักชำระหนี้เงินต้นของเกษตรกร ที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. เป็นระยะเวลา 1 ปี และงดคิดดอกเบี้ยปรับ

4. มาตรการสินเชื่อประชารัฐ เพื่่อประชาชน ของธนาคารออมสิน วงเงินครอบครัวละไม่เกิน 5 หมื่นบาท และสำหรับลูกค้าสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบจาภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ สามารถพักชำระหนี้เงินต้นได้ไม่เกิน 2 - 3 ปี

5.มาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตน ของสำนักงานประกันสังคมในการลดจ่ายเงินสมทบเหลือ 3% เป็นเวลา 3 เดือน ม.ค.- มี.ค. 60 โดยขยายเลื่อนเวลาส่งเงินสมทบ โดยไม่ลดสิทธิประโยชน์แต่อย่างใด และ 6.สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างแบบเคลื่อนที่ จำนวน 200 ศูนย์ ให้การบริการ ประกอบด้วย ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ช่างก่อสร้าง คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ ในการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม เหล่านี้เป็นต้น

ผมขอขอบคุณทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายที่ได้แสดงความมีน้ำใจ ขอบคุณทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้นำในพื้นที่ และหน่วยงานของทุกกระทรวงในพื้นที่ ที่ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลมาอย่างดียิ่ง ขอบคุณทุกคนได้มีส่วนร่วมแสดงน้ำใจ มีความขยัน อดทน เพื่อจะร่วมมือกันแสดงพลังประชารัฐที่แฝงอยู่ในเลือดเนื้อคนไทย พร้อมที่จะร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคไว้ด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เดือดร้อน

พี่น้องประชาชนที่รักครับ เราทุกคนต่างรู้ดี และต่างปรารถนาว่าซักวันหนึ่งระหว่างคนไทยด้วยกันเองจะไม่มีอะไรติดค้างกันในใจ ไม่มีอดีตที่เจ็บปวด มีแต่อนาคตอันสดใส วันนี้เราก็ต่างเรียกร้องความปรองดอง ซึ่งจำเป็นต้องรับฟังทุกฝ่ายทั้งความเห็นตรง และความเห็นต่าง ทั้งจากนักกฎหมาย นักการเมือง ประชาสังคม ประชาชน

ทั้งนี้ ก็เพื่อจะหาคำตอบของประเทศให้ได้ว่า เราจะเดินหน้าประเทศไทยไปข้างหน้า และช่วยกันได้อย่างไร เจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็คือ อยากเห็นทุกฝ่าย รวมทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกับประชาชนทุกคนผลักดันประชาธิปไตยที่แท้จริงสู่สังคมไทย และนำพาบ้านเมืองสู่ความสงบสุข และสันติ เราเสียเวลากันมามากแล้วนะครับ เราต้องจับเข่าคุยกันแสดงความจริงใจ ความเสียสละ และแสดงความรักชาติ ซึ่งผมเชื่อว่ามีอยู่ในสายเลือดคนไทยทุกคน ได้ช่วยกันหาแนวทางเดินหน้าประเทศ ด้วยความปรองดองกันทุกมิติทั้งความคิด จิตใจ การบังคับใช้กฎหมาย และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่เป็นไปได้จริง แสดงให้ลูกหลานเห็นว่า ทุกปัญหามีทางออก ไม่ใช่ทุกทางออกจะมีแต่ปัญหา ต้องหาให้เจอและดำเนินการให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เรารู้ว่าไม่ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ แต่ก็ต้องเริ่มนับ 1 วันข้างหน้าก็จะครบ 100 หรือสมบูรณ์ในที่สุด

ในระยะ 2 ปีกว่าที่รัฐบาล และ คสช. ได้ดำเนินการร่วมกับแม่น้ำทั้ง 5 สาย ในมิติที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละฝ่ายรับผิดชอบคู่ขนานกันไปพร้อมๆ กัน โดยไม่รีรอ แต่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างการรับรู้กันเป็นระยะๆ อีกทั้งเราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยง นำสิ่งที่แต่ละฝ่าย แม่น้ำแต่ละสายได้ทำไว้ ซึ่งแยกย่อยเป็นกิจกรรมย่อยๆ หลายกิจกรรม เราจะนำกิจกรรมเหล่านั้นทั้งหมดมาจัดกลุ่ม จัดระเบียบ ร้อยเรียงเข้าด้วยกันภายใต้กรอบใหม่ที่ร่วมกันกำหนดขึ้น เพื่อให้เกิดความประสานสอดคล้อง ซึ่งจะเป็นการส่งเสริม หรือเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งกันและกันทั้งเรื่องของการปฏิรูป ของ สปท. การร่างยุทธศาสตร์ชาติ และงานความรับผิดชอบของ กรธ. เราจะเอาทุกอย่างที่กล่าวมานั้นมาต่อเป็นจิ๊กซอว์เดียวกันที่สมบูรณ์ เติมเต็มกัน เป็นภาพอนาคตประเทศไทย ที่เราอยากเห็นเป็นสิ่งที่พวกเราเป็นในวันนี้ ซึ่งก็สร้างไว้ให้กับลูกหลานในอนาคต โดยปัจจุบันนั้นมีสิ่งที่ทำแล้ว สำเร็จแล้ว เริ่มต้นแล้ว อาจจะต้องทำต่อ หรือยังไม่ได้ทำ จะริเริ่มไว้ เตรียมการไว้เพื่อส่งต่อ

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ต้องนำมาดำเนินการให้มีผลในทางปฏิบัติให้เร็วๆ โดยอาจจะบรรจุไว้ในแผนงานโครงการ มีงบประมาณรองรับชั้นต้น โดยจัดลำดับความเร่งด่วนให้ความสำคัญ ให้มีความชัดเจน และทุกฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน มีเป้าหมายร่วมกัน และมีการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนทั้งระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง และระยะยาว ที่จะสร้างความยั่งยืนในรัฐบาลต่อๆ ไป พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการร่างรูปแบบของการทำงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะจัดตั้งโดยรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับถาวร

ทั้งนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านประเทศและส่งต่อแผนงานโครงการที่รัฐบาลนี้ และ คสช. ได้เริ่มไว้แล้วไปรัฐบาลต่อไปอย่างไร้รอยต่อ จึงมีคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดองที่เรียกว่า ป.ย.ป. จัดตั้งโดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สำหรับดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมา จะเป็นการวางรากฐานการเตรียมการสู่อนาคต เพื่อให้มีการเดินหน้าประเทศ และการบริหารราชการแผ่นดินที่มีความต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าจุดเริ่มต้นของความปรองดองนั้นก็คือ ความเข้าใจ อาจจะนำมาซึ่งความร่วมมือ เพื่ออยู่อย่างสันติสุขในอนาคต สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากให้ทุกคนได้คิด อาจจะเป็นอุทธาหรณ์ เพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกัน ดูอย่างง่ายๆ ก็คือ ที่ผ่านมานั้นในยามที่พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ก็มักจะมีการรวมกลุ่ม ตั้งเวทีปิดถนนเรียกร้อง ต่อรองให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาเอาประชาชนเป็นตัวประกัน เอาความเดือดร้อนจากการจราจรเป็นเงื่อนไข เร่งรัดต้องให้มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะมีผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่หวังดี และไม่หวังดีต่อสังคมก็ตาม และอาจจะเป็นผู้ที่หวังผลทางการเมือง แบบนี้เป็นแนวทางที่ไม่ปรองดอง และนำมาซึ่งการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน แนวทางที่ถูกต้องปรองดอง และยั่งยืน ซึ่งอาจจะบอกให้ทุกคนทราบ ก็คือ 1. ประชาชนทั่วไปต้องเข้าใจความเดือดร้อนของเกษตรกรเสียก่อน เมื่อเข้าใจกันก็พร้อมจะให้อภัยกัน ไม่โกรธกัน

2. การปิดถนนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะละเมิดสิทธิผู้อื่น ดังนั้น ผู้กระทำผิดโดยเฉพาะผู้อยู่เบื้องหลัง ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ยกเว้นไม่ได้ มิฉะนั้นเจ้าหน้าที่จะมีความผิดอีก เนื่องจากเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และหากปล่อยให้เกิดขึ้นก็จะเป็นตัวอย่างผิดๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย และ 3.เราต้องให้ความรู้กับพี่น้องเกษตรกร ถึงช่องทางการสื่อสารที่ถูกต้องกับผู้ที่รับผิดชอบ รัฐบาลปัจจุบัน มีโอไอเอส ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567 เป็นต้น จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อเป็นเครื่องมือของใคร ที่ไม่หวังดี และไม่ทำผิดกฎหมายอีก ทั้งเจตนา และไม่เจตนา ทั้งนี้ หากทำได้ตาม 3 ข้อ ผมเชื่อว่า ปัญหาก็จะไม่บานปลาย ไม่มีใครทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็เอาเวลาไปแก้ปัญหาดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วความเข้าใจก็จะเกิด ความปรองดองก็จะอยู่คู่สังคมไทยอยู่เสมอ พูดง่ายๆ การปรองดองก็คือการร่วมกันคิด ว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรต่อไปเมื่อเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ทหารไม่ได้เป็นผู้ขัดแย้งของใคร จะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ที่ผ่านมาเมื่อทุกอย่างติดล็อก จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ อาจจะมีการกล่าวอ้างกัน ทุกคนทราบดีแก่ใจ อยากให้พิจารณาให้ลึกซึ้ง

พี่น้องประชาชนที่รักครับ ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทในชีวิตและอารมณ์ของคนในสังคม ส่งผลให้คนไทยเรามักนิยมความหวือหวา ชอบความสะใจ ชอบตามกระแส อยากเด่นอยากดัง อยากได้เร็วๆ หรือมีความอดทนน้อย อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา และเข้าใจได้ สิ่งที่ทำหรือแสดงออกไป เป็นเพราะต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลเองไม่ได้ปิดกั้น พร้อมที่จะส่งเสริมตราบเท่าที่การกระทำเหล่านั้นไม่ละเมิดกฎหมาย ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี แต่หากเป็นต้นเหตุของปัญหา กระทบต่อผู้คนในสังคมและส่วนรวมแล้ว รัฐบาลก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม และไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ บางปัญหาที่ง่ายก็อาจจะแก้ไขได้โดยเร็ว บางปัญหาที่สลับซับซ้อนเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายกฎหมาย ก็ต้องมีการบูรณาการ การบูรณาการในเรื่องข้อกฎหมายหลายๆ ฉบับนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ต้องใช้เวลา ใช้ทั้งนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ตามแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ อันเป็นศาสตร์พระราชา ที่รัฐบาลนี้ยึดถือเป็นแนวทางในการบริหารประเทศเสมอมา เช่น ผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาร้องทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม ที่สามารถขจัดปัญหาได้ในระยะเวลาอันสั้น มากกว่าร้อยละ 90 ที่เหลือก็คงต้องค่อยหาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา ต้องช่วยกันอดทน

การแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศในปัจจุบัน ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างและเป็นธรรม รัฐบาล และ คสช.เต็มใจที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงความเห็นจากทุกฝ่าย ประสานความหวังให้เป็นหนึ่งเดียว และเป็นตัวกลางในการผนึกพลังประชารัฐ เพื่อนำความต้องการของเราให้เป็นความจริง เพราะอาจมีความต้องการ แต่ก็อ้างว่าทำกันไม่ได้ แล้วไม่เริ่มลงมือทำก็จะไม่เกิดประโยชน์ และผมก็เชื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ หากแต่เราทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาร่วมของพวกเราในทุกขั้นตอน เช่น 1. ประชาชนเสนอความต้องการ 2. รัฐบาลสนองตอบประชาชน ด้วยการกำหนดกติกา มาตรการ นโยบายสาธารณะ รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน อย่างมีธรรมาภิบาล ซึ่งทั้ง 2 ประการนั้น ต้องการจิตสำนึก และความร่วมมือเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น

สำหรับปัญหาสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบันที่ผมพอสรุปได้ ดังนี้ 1. การสร้างความขัดแย้ง การกระทำความผิด ละเมิด ไม่เคารพกฎหมาย การบิดเบือนข้อเท็จจริง การกล่าวอ้างหลักการประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน โดยดึงเอามาประเด็นเดียวกัน โดยมีผลประโยชน์ส่วนตนแอบแฝง ไม่จริงใจ ไม่ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวมยังมีอยู่ 2. การแก้ปัญหาประเทศในทุกมิติ เป็นการแก้ปัญหาที่เน้นการใช้จ่ายงบประมาณในมาตรการระยะสั้น และชั่วคราว ซึ่งเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การบังคับใช้กฎหมายทำไม่ได้มากนัก มีการอ้างสิทธิมนุษยชนโดยเอ็นจีโอบางกลุ่มที่ทำงานหวังผลด้านเดียว ไม่มองในแง่ประเทศชาติว่าจะเดินหน้าไปอย่างไรมีการค้านทุกเรื่อง รัฐบาล ข้าราชการ ก็จำเป็นต้องทำอย่างโปร่งใส และให้ประชาชนพึงพอใจด้วยความรู้ ความเข้าใจ เช่น ปัญหาเรื่องพลังงาน การใช้ที่ดิน การพัฒนา การแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยเพื่อจะรองรับอนาคตโดยไม่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน แต่กลับไปเน้นการลงโทษ ต้องแก้ไข

ในเรื่องของการพัฒนาด้านการเกษตร การบริหารจัดการน้ำให้พอใช้ โดยใช้ Agri-Map สำหรับบริหารจัดการเกษตรไทย โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเกษตรและด้านการพาณิชย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จำเป็นต้องคำนึงถึงสมดุลของทรัพยากรการผลิต ดิน น้ำ พืช ผลผลิต อุปสงค์ และอุปทาน รวมทั้งปัจจัยการผลิต ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการสินค้าเกษตรสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสามารถคาดการณ์ในอนาคตได้อย่างครบวงจร

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนน รถไฟ รถไฟฟ้า หรืออื่นๆ โดยอาจจะอ้างว่า ห้ามทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นอย่างเดียว ไม่ฟังเหตุผล เราก็จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ได้ เช่น กรณีปัญหาน้ำท่วม ที่ขาดการระบายน้ำ มีการก่อสร้างขวางเส้นทางน้ำ อะไรเหล่านี้ ติดขัดบ้านเรือนประชาชน เราจำเป็นต้องมีการพัฒนาความเชื่อมโยงทางกายภาพ เราถึงมีการพิจารณา แก้ปัญหา และการพิทักษ์ดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล โดยใช้ประโยชน์อย่างประหยัดและคุ้มค่า

3. การแก้ปัญหาความยากจน เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ หลายฝ่าย รวมทั้งประชาชน อาจจะยังไม่เข้าใจในระบบเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจขนาดใหญ่ในยุคใหม่ ที่ดีเพียงพอ ยังคงเอาหลักการใหญ่ พัฒนาองค์รวม มาตีกับเศรษฐกิจฐานราก ผู้มีรายได้น้อย กับคนรวย กับทุนนิยม เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้ว เป็นงานด้านเศรษฐกิจของโลกเสรี ที่เป็นประชาธิปไตย ก็ต้องเป็นอย่างนี้ทุกประเทศ สำคัญที่เราจะเชื่อมโยง เกื้อกูลอย่างไร หลายฝ่ายอาจจะมาโจมตีเป็นส่วนๆ มันก็เป็นไปไม่ได้ ที่จะกลับมาที่เดิม ย้ำเท้าอยู่กับที่ พัฒนาอะไรไม่ได้เลย ใช้งบประมาณช่วยผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร อาชีพอิสระ ไปทีละปัญหา ทีละปีๆ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ไม่ได้ใช้ในการสร้างมูลค่า ความเข้มแข็งเพิ่มเติม ใช้เพียงมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประชาชนก็ไม่เข้มแข็ง ประเทศก็ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน

ทุกปัญหาเหล่านี้ เราต้องร่วมมือกัน ว่าอะไรคือสาเหตุ รัฐ ประชาชน เอกชน เป็นอย่างไร เข้มแข็งเพียงพอหรือไม่ เอา 3 อย่างมาขัดแย้งกัน โดยสื่อ นักวิชาการ บางคน บางกลุ่ม ที่มีจิตเจตนาแอบแฝง เลือกข้าง หรืออาจจะมองแต่เพียงประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน โดยไม่สนใจว่าประเทศจะเป็นอย่างไร มีการพูดโดยไม่รับผิดชอบ ผู้ที่รับผิดชอบเดือดร้อน คือ รัฐบาล ประชาชน ประเทศชาติ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ของตนเองบ้าง ซึ่งอาจจะกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่เปิดโอกาส รัฐบาล ผมเองนั้นเปิดโอกาสตลอดเวลา ในคำแนะนำหรือการวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่สร้างความขัดแย้ง อันนั้นผมก็ยอมรับไม่ได้ เพราะสถานการณ์ต้องการความสงบเรียบร้อยในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเราก็ยังคงต้องดูแลอยู่บ้าง เพราะเรามีประสบการณ์กันมาแล้วนะครับ เมื่อพูดกันนอกกรอบไปเรื่อยๆ มันก็เกิดความขัดแย้งเช่นในอดีตขึ้นมาอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีต่างๆ เรื่องทางกฎหมายต่างๆ ก็อาจจะเป็นชนวนสร้างความขัดแย้งในสังคมของเรา ให้ประชาชน ให้สาธารณชน เกิดความไม่มีความสงบเรียบร้อย แล้วก็หลายคน บางคนก็อาจจะมุ่งหวังให้มีการลุกลาม บานปลาย โดยการสร้างการรับรู้อย่างผิดๆ ให้กับองค์กรโลก ประชาคมโลก ว่า รัฐบาลนี้จำกัดตามกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งๆ ที่เรามีกฎหมายอยู่ทุกฉบับ ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษแต่อย่างใด ก็สามารถจะทำได้ แต่ทุกคนไม่ร่วมมือ ทุกคนก็พยายามจะหาทางออก หาจุดอ่อนของกฎหมาย เพราะว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นความผิดที่นานาอารยประเทศ ต่างก็เห็นตรงกัน ว่าเป็นความผิด นะครับ การสร้างความเดือดร้อน การสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น

เหล่านี้เป็นการกระทำของกลุ่มคนที่ไม่คิดจะเคารพกฎหมาย พอเจ้าหน้าที่เข้มงวดบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะใช้กฎหมายปกติ หรือกฎหมายพิเศษ ก็มักจะตีโพยตีพาย หาว่าจำกัดสิทธิละเมิดสิทธิมนุษยชนบ้าง เราคงไม่ต้องการให้บ้านเมืองไร้ขื่อแป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่าให้ใครใช้เพื่อเป็นการหวังผลทางการเมือง มุ่งประโยชน์ส่วนตน แล้วก็อ้างคำว่าประชาธิปไตย สร้างภาพ จอมปลอม ไม่จริงใจ แอบแฝง รวมทั้งสิทธิมนุษยชนที่อาจจะทำผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น สิทธิสาธารณะ

ขณะที่ประชาชนเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เขาปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ต้องพลอยได้รับผลกระทบ เดือดร้อน โดยมีแกนนำ กลุ่มบุคคล บุคคลไม่กี่คน ที่ยังจะคงทำลายประเทศของตนเอง ต่อไป อาจจะด้วยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ผมก็ได้แต่เพียงขอร้องให้ สังคม ประชาชน ทุกหมู่เหล่าได้ช่วยกันคิดว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เราจะยอมให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ทำอะไรก็ได้ ใช่หรือไม่ แล้วมากล่าวว่าทหารเข้ามาทำให้ประชาธิปไตยเสียหาย มันเสียหายตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเข้ามาแล้ว ผมคิดว่าที่เราเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในขณะนี้นั้น ได้แก้ปัญหาที่พวกท่านได้สร้างไว้มากมาย ก็ขอให้ยอมรับตนเองกันบ้าง คนดีก็มาก คนไม่ดีก็เยอะ

สุดท้ายนี้ผมขอความร่วมมือประชาชน ผู้ที่รักประเทศชาติ ร่วมกับรัฐบาล ในการเดินหน้าประเทศตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ และสร้างการปรองดอง ในสิ่งที่ควรจะทำได้ โดยไม่ต้องบังคับ ไม่ออกนอกกรอบกฎหมาย อ้างประชาธิปไตย ก็คือ ปรองดอง ไม่มีความผิด เป็นไปไม่ได้นะครับ ผมว่าไม่ใช่ ไปหาตนเองให้เจอ ทั้งรัฐบาล ข้าราชการ ผู้กระทำผิดกฎหมาย นักการเมืองบางคน สื่อบางสำนัก โดยเฉพาะประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องการความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน อยู่ทั่วประเทศ ถามเขาหรือยังว่าที่เรียกร้องกันอยู่ทุกวันในกระบวนการปรองดอง ว่า เขาต้องการอย่างไร เข้ามีความคิดเห็นอย่างไร ผมจะรับฟังทุกภาคส่วน อย่าเอาความต้องการตัวเองมาชี้นำให้สังคมวุ่นวายอีกต่อไป รัฐบาล และ คสช. จะอำนวยความสะดวกในเรื่องเหล่านี้ ในเวทีที่เปิดการพูดคุย รับฟังความคิดเห็นนี้ ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...