xs
xsm
sm
md
lg

ปรองดองสูตร “พี่ใหญ่” จับนักการเมืองจูบปาก “ใคร” ได้ประโยชน์ !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เมืองไทย 360 องศา



หากจะบอกว่ามีความคืบหน้าก็คงไม่มีใครเถียงหรือเถียงไม่ออก สำหรับแนวคิดสำหรับการสร้าง “ความปรองดองแห่งชาติ” ครั้งใหม่ โดยคราวนี้แม้จะว่ามีการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการในชื่อยืดยาว ว่า คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่สังเกตให้ดีคนที่เป็น “หัวเรือใหญ่” ออกโรงแบบเต็มกำลังงานนี้กลับเป็น “พี่ใหญ่ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ก่อนหน้านี้ มีการเปิดเผยแนวทางออกมาให้เห็นว่า จะเชิญทุกพรรคการเมือง ทุกกลุ่ม มาลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่า ต่อไปนี้จะเลิกขัดแย้ง เลิกทะเลาะกัน ร่วมกันมองไปข้างหน้าเพื่อบ้านเมือง

แนวทางดังกล่าวของเขา บอกว่า หลังจากที่คณะกรรมการชุดต่างๆ ที่เป็นชุดย่อยๆ อีก 4 ชุด ที่มาจากองค์กรและหลายหน่วยงาน เพื่อเชื่อมโยงกับแนวทางการปฏิรูป เช่นกรรมการที่มาจากคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งหากฟังจาก สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขา ป.ย.ป. บอกว่า จะมีการปรับเปลี่ยนการทำงานของวิปสามฝ่าย เพื่อขับเคลื่อน ขณะเดียวกัน ก็จะมีการตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกฯ หรือ พีเอ็มดียู โดยอาจอำนาจตามมาตรา 44 แต่งตั้งโดยจะระดมคนจากภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วย มีสำนักงาน มีงบประมาณของตัวเอง ซึ่งบทบาทของ พีเอ็มดียู ที่ว่านี้จะตรวจสอบติดตามและประเมินผลการทำงานของ ป.ย.ป. และรายงานตรงต่อนายกฯ แต่ที่สำคัญ คือ พีเอ็มดียู นี้ จะไม่ล้ำเส้นรองนายกฯเป็นการปลดล็อกเป็นการปิดทองหลังพระเพื่อให้เกิดบูรณาการ

เอาเป็นว่าพอแค่นี้ก่อนเดี๋ยวจะเวียนหัวมึนงงกันไปมากกว่านี้ รอให้มีการแต่งตั้งและได้เห็นหน้าตาของคณะกรรมการที่ว่านี้ก่อนว่าเป็นใครกันบ้าง

แต่สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ย้ำถึงแนวทางเรื่องการปรองดอง ว่า จะให้ทุกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมพูดคุยแสดงความคิดเห็นว่าจะสร้างความปรองดองในสังคมไทยได้อย่างไรบ้าง รวมไปถึงกลุ่มต่างๆ สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ด้วย อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่า จะไม่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับการอภัยโทษและนิรโทษกรรม แตจะทำให้ทุฝ่ายพอใจและอยู่ร่วมกันได้โดยอาจออกมาในลักษณะการลงนาม “เอ็มโอยู” หรือทำบันทึกความเข้าใจ

ขณะที่ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรียกว่า เป็นการให้ “สัจจวาจา” อะไรประมาณนั้น แต่ก็เป็นความหมายเดียวกัน หรือเป็นการจงใจพูดให้น้ำหนักกับเอ็มโอยูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่นเอง

อย่างไรก็ดี เท่าที่สังเกตจะเห็นว่า มาจนถึงวันนี้รายชื่อคณะกรรมการเพื่อสร้างความปรองดองในชื่อย่อ ป.ย.ป. ที่ก่อนหน้านี้บอกว่าจะมีการแต่งตั้งมาตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา แต่จนถึงวันที่ 17 ม.ค. ก็มีการรายชื่อ หรือมีการแต่งตั้งกันออกมาบางส่วน

แน่นอนว่า หากพูดถึงเรื่องสามัคคีปรองดอง เชื่อว่า แทบทุกคนในสังคมย่อมเห็นด้วย ไม่อยากให้มีความขัดแย้ง แต่คำถามก็คือ การตั้งคณะกรรมการที่เรียกชื่อว่า ป.ย.ป. รวมไปถึงไปไกลแบบที่มีสำนักงานมีทีมงานไม่ต่ำกว่า 10 คณะ มีงบประมาณเป็นของตัวเอง ตามวิธีการที่คิดกันในเวลานี้ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า ยังมึนและยังไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ามันจะเป็นผลสำเร็จตามเป้าหมายได้หรือไม่ สรุปก็คือมันจะได้ประโยชน์ “คุ้มค่า” หรือเปล่า

และที่สำคัญ ก็วิธีการแบบนี้มันสามารถเกิดขึ้นได้จริง เกิดการปรองดองแบบยั่งยืนได้จริงหรือเปล่า รวมทั้งมีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องให้แต่ละพรรคการเมือง รวมไปถึงนักการเมือง กลุ่มการเมืองต้องมาลงนามบันทึกความเข้าใจว่าต่อไปจะไม่ขัดแย้งกันอีกแล้ว

ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าเชื่อว่าสังคมต้องการมากกว่า ก็คือ “เส้นทางปฏิรูป” ข้างหน้าว่าจะมีการความชัดเจน และเกิดขึ้นตรงตามความต้องการได้หรือไม่ สิ่งนี้ต่างหากที่สมควรผลักดัน มากกว่าความปรองดองด้วยวิธีการดังกล่าว ในบางมุมพูดไปเหมือนกับการขัดคอ ขัดขวางเหมือนกับว่าไม่อยากให้บ้านเมืองมีความสงบสุข แต่เป็นเพราะมองเห็นความเป็นจริงว่าที่ผ่านมา มันไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น มันเป็นเพียงแค่มีคนละเมิดกฎหมาย และพยายามใช้อำนาจรัฐ ใช้กลไกรัฐเบียดบังหาประโยชน์ใช้อำนาจโดยมิชอบต่างหากจนเกิดความวุ่นวาย เพราะมีคนในสังคมอีกกลุ่มหนึ่งรู้ทันและทนไม่ได้แล้วออกมาขัดขวางขับไล่

คำถามก็คือเป็นไปได้หรือไม่ ที่พรรคเพื่อไทยจะ “จูบปาก” ปรองดอง กับพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมยืนยันว่า ต่อไปจะไม่มีความขัดแย้งทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง หรือให้ พวก นปช. มาลงนามเลิกทะเลาะกับ พวก กปส. มันจะเป็นไปได้หรือไม่ หรือมีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องหาทางให้พวกเขามาให้สัญญาดังกล่าว ที่สำคัญแล้ว มันมีประโยชน์อะไรกับสังคมส่วนรวมหรือไม่ หรือว่ามีประโยชน์ “เฉพาะส่วนบุคคล” เท่านั้นเพราะเริ่มมีเสียงนินทาหนาหูเข้ามาเรื่อยๆ ว่า มี “พี่ชาย” บางคนกำลัง “คิดการใหญ่” หวังให้สองพรรคใหญ่มา “จูบปาก” ตั้งรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้งหรือเปล่า

หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีคนจากพรรคเพื่อไทยหลายคนที่ออกมาอวยสนับสนุนแนวทางปรองดองครั้งนี้ อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล หรือแม้แต่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จาก นปช. ก็ไม่ขัดข้องเพียงแต่ขอพูดไว้เชิงแบบว่าขอให้มีกรรมการที่เป็นกลาง น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะยอมรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่า จะนำหน้าปรองดองได้ แบบนี้ต่างหากที่น่าจับตา !!
กำลังโหลดความคิดเห็น...