อมรรัตน์ ล้อถิรธร...รายงาน
หลายคนคงแทบไม่อยากเชื่อว่า ท่ามกลางข่าวที่สะพัดเกี่ยวกับเหตุทุจริตก่อนเลือกตั้ง และหลากหลายพฤติกรรมที่ส่อว่าน่าจะขัด กม.เลือกตั้งอย่างชัดเจน กลับไม่ปรากฏว่า กกต.จะสามารถแจกใบแดงแก่ผู้สมัครคนใดได้แม้แต่คนเดียวในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง ทั้งที่บางเรื่องบางกรณีเหตุเกิดมานานกว่า 1 เดือนแล้ว อย่างกรณี"ทุจริตโคราช" และบางเรื่องได้กระทำการขัดต่อ กม.อย่างท้าทายและต่อเนื่อง จน กกต.อยากตั้งข้อกล่าวหาใจจะขาด อย่างกรณี”นายประแสง” แต่สุดท้าย นอกจาก กกต.จะจับไม่ได้ไล่ไม่ทันผู้สมัครอย่างนายประแสงแล้ว ยังถูกพรรคพลังประชาชนและนายประแสงเดินเกมตัดตอนความผิดให้พ้นตัวพ้นพรรคด้วย
เมื่อ 2-3 วันก่อน(18 ธ.ค.) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ได้แถลงยอดรับแจ้งเหตุทุจริตเลือกตั้งว่า ได้รับแจ้งแล้ว 529 เรื่อง แต่จากการตรวจสอบพบว่า เป็นเรื่องไม่มีมูลและไม่รับเป็นเรื่องร้องคัดค้าน 426 เรื่อง จึงเหลือเรื่องที่รับไว้ดำเนินการต่อ 103 เรื่อง โดยพื้นที่ที่มีการร้องเรียนมากสุดคือ กลุ่ม 6(กทม.-นนทบุรี-สมุทรปราการ) 132 เรื่อง ส่วนฐานความผิดที่ได้รับการร้องเรียนมากสุดก็คือ การแจกเงิน แจกทรัพย์สิน 328 เรื่อง
พูดถึงเรื่องการแจกเงินและแจกทรัพย์สินแล้ว มีเหตุอยู่ 2 กรณีที่สังคมจับตา และแม้แต่ กกต.เองก็เคยส่งสัญญาณว่า จะมีมติชี้ขาดว่าจะให้ใบเหลืองหรือใบแดงหรือไม่ก่อนที่การเลือกตั้ง 23 ธ.ค.จะมีขึ้น แต่สุดท้าย กกต.ก็ทำงานไม่สมราคาคุย เพราะไม่สามารถแจกใบเหลืองหรือใบแดงผู้สมัครได้แม้แต่คนเดียวก่อนเลือกตั้ง และการที่ กกต.เลือกที่จะไปสอยผู้สมัครหลังเลือกตั้ง ก็หมายความว่า เราต้องมาเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเลือกตั้งใหม่ในบางเขตที่โดนใบเหลืองหรือใบแดง
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดที่ทำให้ กกต.ตัดสินใจไม่แจกใบเหลืองใบแดงก่อนเลือกตั้ง จะเป็นเพราะ กกต.เล่นบทเพลย์เซฟ โดยอ้างว่าต้องทำอย่างรอบคอบ หรือเป็นเพราะสอบข้อเท็จจริงไม่ทันหรือติดกรอบข้อกฎหมายอย่างที่ กกต.อ้าง หรือเป็นเพราะ กกต.มือใหม่-ทำงานช้าอย่างที่บางฝ่ายมองก็ตาม ลองไปย้อนดู 2 กรณีที่น่าจะเข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน แต่ กกต.ก็ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ทั้งๆ ที่ทั้ง 2 กรณีนี้เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว นั่นคือ กรณีทุจริตที่โคราช และกรณีนายประแสง มงคลศิริ ที่ใช้ทั้งภาพ-เสียงและวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณหาเสียง!
สำหรับกรณีทุจริตที่โคราชนั้น เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยตำรวจที่โคราชได้เข้าตรวจค้นบ้านที่เปิดเป็นปั๊มน้ำมันของนายตี๋ แซ่เหล็ก ที่ ต.สระพระ อ.พระทองคำ หลังพบว่ามีชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านเดินทางเข้า-ออกบ้านดังกล่าวอย่างผิดปกติ หลังตรวจค้น นอกจากพบนายตี๋ ที่มีข่าวว่าเป็นหัวคะแนนของพรรคพลังประชาชนรับว่าเป็นเจ้าของปั๊มแล้ว ยังพบเงินสด 10,700 บาท และธนบัตรใบละ 100 บาทเย็บติดกับปฏิทินที่มีชื่อผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน 3 คน(นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด-นายประเสริฐ จันทรรวงทอง-นางลินดา เชิดชัย) พร้อมบัญชีรายชื่อชาวบ้าน 3 หมู่บ้านของ ต.สระพระจำนวน 3 ซอง ซองละ 200 ,300 และ 500 บาท รวมทั้งยังมีใบสมัครสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่มีชาวบ้านกรอกข้อมูลแล้วจำนวนหนึ่ง
ซึ่งนายตี๋อ้างว่า เงิน 10,700 บาทนั้น เป็นเงินที่ได้จากการขายน้ำมัน(แต่มีรายงานจากเจ้าหน้าที่สืบสวนของ กกต.โคราชว่า เงินดังกล่าวเป็นธนบัตรใหม่ทั้งหมด มีลักษณะเป็นปึก มีเชือกรัดของธนาคารและมีลักษณะเรียงหมายเลข จึงไม่น่าจะเป็นเงินที่ได้จากการขายน้ำมัน) ส่วนเงินที่เย็บติดกับปฏิทินชื่อผู้สมัคร ส.ส.นั้น นายตี๋อ้างว่า เป็นเงินที่เตรียมไว้จ่ายเป็นค่ารถที่ขนคนไปฟังการปราศรัยเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนเมื่อคืนวันที่ 12 พ.ย. ซึ่งจุดนี้ชุดสืบสวนของ กกต.โคราช ก็มองว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะถ้าเป็นเงินที่เตรียมไว้จ่ายค่ารถขนคนไปฟังปราศรัยจริง ไม่น่าจะมีการจ่ายข้ามวันหรือจ่ายย้อนหลัง เพราะส่วนใหญ่แล้วพรรคการเมืองจะจ่ายให้ทันทีที่ฟังปราศรัยเสร็จ จึงเป็นปริศนาว่า เงินดังกล่าวเป็นค่ารถขนคนไปฟังปราศรัยหรือเป็นเงินที่เตรียมไว้ซื้อเสียงหรือเป็นเงินที่เหลือจากการซื้อเสียง แต่ที่แน่ๆ ชุดสืบสวนของ กกต.โคราชพบว่า การปราศรัยของผู้สมัครพรรคพลังประชาชนมีขึ้นเมื่อคืนวันที่ 12 พ.ย.จริง!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าว่าแต่น่าจะเข้าข่ายทุจริตซื้อเสียง ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.(มาตราดังกล่าวระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใด...ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ จัดทำให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด...”) แม้แต่นักวิชาการด้านกฎหมายซึ่งเคยทำงานกับอดีต กกต.ชุดแรก(ชุดที่มีนายธีรศักดิ์ กรรณสูตร เป็นประธาน) อย่าง อ.คมสัน โพธิ์คง อาจารย์ประจำสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และอดีต ผอ.ฝ่ายวินิจฉัยด้านกิจการสืบสวนสอบสวนของ กกต.ยังฟันธงเลยว่า ต่อให้เงินที่พบที่บ้านนายตี๋ไม่ใช่เงินที่เตรียมซื้อเสียง แต่เป็นแค่ค่ารถที่ขนคนไปฟังการปราศรัยของผู้สมัคร ส.ส.ก็ถือเป็นความผิดตามมาตรา 53 ของกฎหมายเลือกตั้งแล้ว เพราะเป็นการจูงใจให้คนไปฟังปราศรัยและจูงใจให้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครพรรคนั้น ซึ่งบรรทัดฐานความผิดเช่นนี้ได้มีการวางมาตั้งแต่ กกต.ชุดแรกแล้ว และเคยให้ใบแดงผู้สมัครในลักษณะนี้มาแล้ว
“การจ่ายขณะนั้นจะกล่าวว่าเป็นการจ่ายเพื่อขนคนไปฟัง(ปราศรัย)ก็ตาม แต่มันมีลักษณะของการจูงใจเพื่อไปลงคะแนนอยู่ จูงใจเนี่ย ไม่จำเป็นจะต้องบอกว่า ไปใช้สิทธิไปเลือกวันนั้นก็ได้ เพียงแต่ว่าจูงใจเพื่อให้เขาเห็นค่าตอบแทนว่าได้รับมาจากผู้สมัครคนนี้ ซึ่งมันมีผลต่อการที่จะจูงใจให้เลือกคน โดยไม่จำเป็นต้องบอกให้ไปเลือกในวันนั้น แต่จ่ายเงินค่ารถเพื่อให้ไปฟัง มันมีลักษณะของการจ่ายในลักษณะจูงใจให้ไปฟังเพื่อหวังผลในคะแนนเลือกตั้งอยู่แล้ว เพราะโดยลักษณะของการกระทำ เขาห้ามไม่ให้ไปจ่ายเงินในลักษณะเช่นนี้ เข้าลักษณะของกฎหมายอยู่แล้ว”
คดีส่อทุจริตที่โคราชนี้ ไม่เพียงมีเงื่อนงำอะไรหลายอย่าง เช่น ตำรวจแจ้ง กกต.โคราชทราบเรื่องช้า โดยแจ้งหลังพบเหตุแล้วถึง 6 วัน แถมเมื่อตำรวจสอบปากคำนายตี๋แล้ว กลับมีการคืนของกลางคือเงินสดที่พบแก่นายตี๋ด้วย
ด้าน กกต.โคราช หลังได้ทราบเรื่องดังกล่าวและตรวจสอบแล้ว ได้มีมติส่งเรื่องนี้ให้ กกต.กลางวินิจฉัยตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. แต่ กกต.กลางกว่าจะพิจารณาเรื่องนี้ กว่าจะเรียกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 คนมาชี้แจงก็วันที่ 13 ธ.ค.แล้ว โดยผู้สมัครทั้ง 3 ต่างปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่รู้จักนายตี๋ พร้อมอ้างว่า น่าจะเป็นการกลั่นแกล้งจากคู่แข่ง!?!
ขณะที่ประธาน กกต.นายอภิชาต สุขัคคานนท์ เผยหลังจากผู้สมัครทั้ง 3 เข้าชี้แจงว่า กกต.ได้แจ้งข้อกล่าวหา 2 ข้อ คือ การแจกเงินเพื่อเป็นการจูงใจและการแจกเงินให้กับวัด แต่ทั้ง 3 คนปฏิเสธ พร้อมขอนำพยานมาให้ กกต.สอบเพิ่มอีก 1 คน ประธาน กกต.ยังบอกด้วยว่า ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง กกต.น่าจะมีมติในเรื่องดังกล่าวได้ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ราคาคุย!
ส่วนกรณี นายประแสง มงคลศิริ อดีต ส.ส.อุทัยธานี พรรคไทยรักไทย ที่สวมบทใหม่เป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนนั้น ได้เริ่มปฏิบัติการท้าทาย กกต.และกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการใช้ภาพและเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและ 1 ใน 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคฯ ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีจากกรณียุบพรรค) มาใช้ในการหาเสียงให้ตนเองตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. พร้อมมีการแจกจ่ายวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณแก่ประชาชนด้วย โดยนายประแสงได้ส่งหนังสือถึง กกต.ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.เพื่อยืนยันว่า ตนมีสิทธิกระทำการดังกล่าว เพราะเป็นสิทธิที่ตนและ พ.ต.ท.ทักษิณพึงมีตาม รธน. พร้อมออกตัวให้กับพรรคพลังประชาชนว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของตน แต่ยอมรับว่า พรรคฯ ได้ห้ามปรามตนแล้ว พร้อมยืนยันจะเดินหน้าหาเสียงด้วยวิธีดังกล่าวต่อไป
หลังนายประแสง ยื่นหนังสือถึง กกต.ในวันที่ 30 พ.ย.แล้ว กว่า กกต.จะพิจารณาเรื่องนี้และมีมติตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน ก็วันที่ 11 ธ.ค.แล้ว โดยประธาน กกต.บอกในวันดังกล่าวว่า คณะกรรมการสอบสวน 3 คนที่ตั้งขึ้นจะลงพื้นที่ จ.อุทัยธานีเพื่อสอบสวนเรื่องนี้ หากพบว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ก็อาจจะโดนใบเหลืองใบแดงได้ พร้อมคาดว่า จะสามารถสรุปเรื่องนี้ได้ก่อนเลือกตั้ง!?!
ด้านนายประแสงขู่ ถ้า กกต.ตัดสินว่าตนผิด จะฟ้องศาลปกครองเพื่อขอความเป็นธรรม จากนั้นนายประแสงก็เดินหน้าเคาะประตูบ้านประชาชน เพื่อยืนยันว่าการกระทำของตนที่ใช้ภาพ-เสียง พ.ต.ท.ทักษิณหาเสียงนั้นไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ไม่เท่านั้น วันที่ 14 ธ.ค.นายประแสงยังได้ท้าทาย กกต.ด้วยการนำรถปราศรัยที่ติดภาพ พ.ต.ท.ทักษิณบุกไปปราศรัยถึงหน้าสำนักงาน กกต.พร้อมแจกวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณแก่ผู้สนใจด้วย(วันเดียวกัน นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ได้ยื่นหนังสือเป็นรอบที่ 2 ให้ กกต.แจกใบแดงพรรคพลังประชาชน ฐานเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไปแล้ว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับในวีซีดีว่า เป็นผู้ชวนให้อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบพรรค มารวมกันแล้วตั้งพรรคใหม่คือพรรคพลังประชาชน แถมยังพูดชวนให้ประชาชนเลือกผู้สมัครพรรคพลังประชาชนด้วย)
ไม่เพียงนายประแสงจะใช้ภาพ-เสียง พ.ต.ท.ทักษิณหาเสียงในพื้นที่ที่ตนลงสมัครใน จ.อุทัยธานี แต่กลับบุกไปปราศรัยหาเสียงถึง จ.สุพรรณบุรี(16 ธ.ค.) สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน เพราะไม่เพียงทำให้การจราจรที่นั่นติดขัด แต่ยังสร้างความเดือดร้อนรำคาญจากเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการปราศรัย ชาวบ้านจึงแจ้งตำรวจ เมื่อตำรวจมาเตือนให้นายประแสงหยุด นายประแสงกลับตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้า จึงถูกตำรวจแจ้งความฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน แต่นายประแสงก็เล่นแง่ ด้วยการแจ้งความกลับตำรวจว่ากักขังหน่วงเหนี่ยว สุดท้ายเจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้นายประแสงประกันตัวออกมา
วันต่อมา(17 ธ.ค.) ที่ประชุม กกต.ได้มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหานายประแสง 2 ข้อหา 1.แจกวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณแก่ประชาชน ซึ่งวีซีดีถือเป็นทรัพย์สินที่คำนวณเป็นเงินได้ 2.เข้าข่ายหลอกลวงและจูงใจให้ประชาชนเข้าใจผิดในคะแนนนิยม เนื่องจากนายประแสง เป็นผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ลงสมัครใน จ.อุทัยธานี แต่กลับไปปราศรัยหาเสียงที่ จ.สุพรรณบุรี โดยรถปราศรัยก็บอกแต่เบอร์และพรรค ไม่ได้บอกว่าตนเป็นผู้สมัครใน จ.อุทัยธานีแต่อย่างใด
แต่จนแล้วจนรอด กกต.ก็ไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหานายประแสงได้ เพราะนายประแสงบอกว่าจะไม่มาพบ กกต.จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง แถมนายประแสงยังประกาศว่าจะล่องใต้ปราศรัยหาเสียง โดยตั้งเป้าไปปักธงชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยที่สะพานติณสูลานนท์ จ.สงขลา ก่อนเวลา 18.00น.วันที่ 22 ธ.ค. โดยตลอดเส้นทางจะแจกวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณและให้ข้อมูลกับชาวใต้ที่ยังไม่ได้รับทราบเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ขณะที่ กกต.ยืนยันว่า การแจ้งข้อกล่าวหานายประแสงนั้น เจ้าตัวต้องมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง เพราะ กกต.ไม่ใช่ศาล ที่จะใช้วิธีส่งหมายไปที่บ้านหรือที่พรรค แล้วถือว่ารับทราบ
โดย นายสุเมธ อุปนิสากร 1 ใน กกต.ยอมรับ(19 ธ.ค.)ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนของ กกต.ยังไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหานายประแสงได้ เพราะยังตามตัวไม่เจอ พยายามติดต่อทางโทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องรอให้เจ้าหน้าที่ติดต่อได้ก่อน หากเจอตัวแล้วและได้แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว แต่เจ้าตัวไม่ยอมรับทราบข้อกล่าวหา จุดนั้นจึงจะสามารถลงบันทึกได้ว่า นายประแสงไม่ยอมรับทราบข้อกล่าวหา แล้วจึงจะนำไปสู่การพิจารณาของ กกต.ตามหลักฐานที่มีอยู่ได้
ซึ่งจุดนี้ อดีต กกต.ชุดแรก นายยุวรัตน์ กมลเวชช ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการแจ้งข้อกล่าวหาหรือเรียกผู้สมัคร ส.ส.มาชี้แจงว่า ขึ้นอยู่กับระเบียบ กกต.ว่าเขียนอย่างไร ถ้าสมัยที่ตนเป็น กกต. สามารถออกคำสั่งเรียกให้มาได้ และใช้วิธีเดียวกับศาล คือนำคำสั่งส่งไปยังที่อยู่ของบุคคลนั้นๆ และว่า อย่าว่าแต่ กกต.จะใช้วิธีเดียวกับศาลเลย แม้แต่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย ก็ใช้วิธีเดียวกับศาลในการแจ้งไปยังลูกหนี้
“ผมจำได้ว่า ระเบียบสอบสวนของทางเราเนี่ย ถ้าเป็นใบเหลือง และไม่เกี่ยวกับผู้สมัคร เราก็ไม่ได้เอาผู้สมัครมา (ถาม-แต่ กกต.ชุดนี้บอก เราอยากจะแจ้งข้อกล่าวหาเขา แต่เขาไม่ยอมมา เราแจ้งผ่านสื่อไม่ได้ สมัยคุณยุวรัตน์เป็น กกต. ต้องให้ผู้สมัครมาพบ กกต.แบบนี้มั้ย?) การที่ให้มาพบ กกต.เนี่ย กกต.อาจออกคำสั่งได้นะ คำสั่งให้มา ถ้าเรียกแล้ว ไม่มา มีกฎหมายว่าขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่มันมีโทษ ผมว่าลงง่ายเลย (ถาม-ทีนี้คำสั่งจะให้เจ้าตัวทราบอย่างไร?) วิธีการก็คงจะใช้ของศาลน่ะ ติด ณ สถานที่อยู่ ติดอะไรต่างๆ เนี่ย มันมีนี่ ก็ถือว่าได้รับ(ทราบคำสั่งแล้ว)อย่างหนึ่ง เหมือนเรารับหมายศาลก็เหมือนกัน อย่าว่าแต่ศาลเลย ขนาดเจ้าหนี้ยังใช้ระบบของศาลเลย”
ด้านนายประแสง หลังทราบว่า กกต.มีมติจะแจ้งข้อกล่าวหาตน และให้สัมภาษณ์ทำนองว่าตนอาจจะได้ใบแดง ก็ได้ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.แต่ภายหลัง(19 ธ.ค.)นายประแสงก็ได้ถอนฟ้อง โดยอ้างว่า ได้รับการร้องขอจากผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนที่บอกว่า การฟ้องคดีกับ กกต.จะก่อให้เกิดความเสียหายและกระทบต่อการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ ตนจึงยอมเสียสละด้วยการถอนฟ้อง
ขณะที่การเลือกตั้งใกล้จะมีขึ้นอยู่รอมร่อ และ กกต.ก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทันนายประแสง เพราะรังแต่จะใช้วิธีรอให้นายประแสงมารับทราบข้อกล่าวหาเอง ปรากฏว่า นายประแสงก็ก้าวไปอีกขั้น ชนิดว่า กกต.และใครต่อใครก็คงคาดไม่ถึง เพราะวันนี้(21 ธ.ค.)หรือก่อนหน้าเลือกตั้งแค่ 2 วัน นายประแสงก็ชิงลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน ซึ่งเท่ากับส่งผลให้นายประแสงขาดจากการเป็นผู้สมัคร ส.ส.โดยปริยาย
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การลาออกของนายประแสงครั้งนี้ มิได้ถูกเปิดเผยโดยเจ้าตัว กลับเป็นการแถลงข่าวโดย นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคพลังประชาชน ที่บอกเพียงว่านายประแสงได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคแล้วทางไปรษณีย์ มีผลตั้งแต่วานนี้(20 ธ.ค.) แต่นายสุขุมพงศ์ไม่ยอมบอกว่านายประแสงขอลาออกด้วยเหตุผลใด นายสุขุมพงศ์ ยังปกป้องพรรคพลังประชาชนด้วยการลอยแพนายประแสงด้วยว่า กรณีที่นายประแสงได้แจกวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ทางพรรคฯ ได้เตือนไปแล้วหลายครั้ง พร้อมยืนยันว่า การลาออกของนายประแสง ไม่ได้เกิดจากผู้บริหารพรรคกดดันแต่อย่างใด!?!
...คงต้องจับตาว่าหลังเลือกตั้ง ที่ประธาน กกต.คุยนักคุยหนาว่ามีสำนวนทุจริตที่สอบคืบหน้าจนส่อว่าจะแจกใบแดงได้เป็นสิบๆ ใบนั้น หวยจะออกที่ใครบ้าง? กรณีทุจริตที่โคราชโดนหรือไม่? และจะทำอย่างไรกับนายประแสงที่ชิงลาออกหรือถูกทำให้ออกจากพรรคพลังประชาชนเพื่อตัดตอนความผิดแล้ว?


