อมรรัตน์ ล้อถิรธร...รายงาน
โครงการซื้อ “รถหุ้มเกราะล้อยาง” จากประเทศยูเครนนับร้อยคัน มูลค่าหลายพันล้านของกองทัพบก ไม่เพียงสร้างความคาใจในความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อ แต่ยังเกิดคำถามต่อสมรรถนะ-ขีดความสามารถของรถหุ้มเกราะยูเครนรุ่น BTR-3E1 ด้วยว่า เหมาะสมต่อการใช้งานแน่หรือ? ในเมื่อไม่ทนทานต่อตะปูเรือใบ แต่ต้องนำไปใช้งานใน 3 จว.ภาคใต้ ไม่แค่นั้น ยังมีคำถามที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านทหาร-ความมั่นคงด้วยว่า ขณะนี้ไทยมีความจำเป็นต้องซื้อรถหุ้มเกราะจำนวนมากขนาดนี้จริงหรือ? ในเมื่อไม่มีแนวโน้มว่าไทยจะต้องผจญกับภัยคุกคามขนาดใหญ่ในอนาคตอันใกล้-ปานกลางแต่อย่างใด
คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายงานพิเศษ
ไม่เพียงเรื่องบ้านพักเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่สมาชิก สนช.ยกขึ้นมาอภิปราย จะกำลังเป็นประเด็นท้าทายคุณธรรมจริยธรรมของรัฐบาลสุรยุทธ์ในขณะนี้ แต่ยังมีอีกเรื่องที่น่าจะใหญ่กว่า และสะเทือนถึงภาพลักษณ์-เครดิตของรัฐบาลมากกว่า รวมทั้งเกี่ยวข้องกับงบประมาณหลายพันล้านของประเทศที่มาจากภาษีของประชาชนด้วยว่ารัฐบาลจะใช้เงินจำนวนนี้อย่างคุ้มค่าและโปร่งใสหรือไม่? นั่นคือ โครงการจัดซื้อรถหุ้มเกราะจากประเทศยูเครนนับร้อยคัน มูลค่าเกือบ 4 พันล้าน!
ความไม่ชอบมาพากลในโครงการดังกล่าว ถูกเปิดขึ้นจากการอภิปรายของนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สนช.เมื่อวันที่ 10 ต.ค.โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานตรวจสอบกิจการพิเศษ(สตพ.) ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)
โครงการจัดหารถหุ้มเกราะ 96 คัน มูลค่า 3,898 ล้านจากประเทศยูเครนนี้ ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุม ครม.เมื่อ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยเห็นชอบให้กองทัพก่อหนี้ผูกพันงบประมาณข้ามปีสำหรับโครงการนี้ ซึ่งน่าสงสัยว่า ก่อนที่ ครม.จะไฟเขียวงบเพื่อซื้อรถหุ้มเกราะจากยูเครนนี้ ครม.ได้ทราบถึงข้อร้องเรียนและความไม่โปร่งใสต่างๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งในแง่ขั้นตอนการคัดเลือกว่าจะซื้อรถหุ้มเกราะจากประเทศใด ซึ่งเกิดปัญหาว่า เหตุใดบริษัท เอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ของยูเครน ผู้ผลิตรถหุ้มเกราะรุ่น BTR-3E 1 ที่ไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกตั้งแต่ต้น จึงสามารถเข้าร่วมกระบวนการได้ทั้งที่พ้นระยะเวลาประกาศเชิญชวนของกองทัพบกแล้ว และที่สำคัญ บริษัทนี้ก็ได้รับคัดเลือกในที่สุด นายคำนูณ สิทธิสมาน เท้าความที่มาที่ไปของเรื่องนี้ตามเอกสารข้อมูลที่ได้จาก สตง.ให้ที่ประชุม สนช.-นายกฯ-ครม.ฟังเมื่อวันที่ 10 ต.ค.
“เรื่องนี้มีความเป็นมาตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.2550 คณะทำงานเลือกแบบยานเกราะล้อยางประกาศเชิญชวนเสนอข้อมูลยานเกราะล้อยางกำหนดให้ผู้ประสงค์เสนอข้อมูลให้นำแบบ รูป รายละเอียด คุณลักษณะเฉพาะ และรายการทดสอบมาตรฐานยานเกราะล้อยางของบริษัทผู้ผลิต พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบที่สมบูรณ์ ส่งให้คณะทำงานตั้งแต่วันประกาศ และจะปิดรับข้อมูลในวันที่ 16 พ.ค.2550 เวลา 16.30 น. โดยให้บริษัทผู้ผลิตยานเกราะล้อยางส่งผู้แทนเข้าฟังรายละเอียดและการพิจารณาการเลือกแบบในวันที่ 17 พ.ค.2550 เวลา 09.00-10.00 น. ตัดภาพไปถึงวันที่ 16 พ.ค.2550 มีผู้เสนอข้อมูลจำนวน 8 ราย(1.บ.ชัยเสรี (ประเทศไทย) 2.บ.พีเอแอสโซซิเอท (สิงคโปร์) 3.บ.ทีแอนด์แอลไทยแลนด์(ฟินแลนด์) 4.บ.ฮอว์กอายส์ อินเตอร์เทรด (แคนาดา) 5.บ.อินฟราคอนสตรักชัน (เกาหลี) 6.บ.บ.ล็อกซเล่ย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (อิตาลี) 7.บ.ลักกี้คอนซัลติ้ง (รัสเซีย) 8.บ.ณัติพล (จีน) โดยไม่มีบริษัท เอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้เสนอรถรุ่น BTR-3E1 ของประเทศยูเครน ไม่มีนะ ก็คือเกินเวลา 16.30 น.ไปแล้ว”
“พอวันที่ 17 พ.ค.2550 บริษัท เอ็นจีวีฯ ผู้เสนอรถรุ่น BTR-3E1 ของประเทศยูเครน ได้ส่งหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อท่านอดีต ผบ.ทบ.หรือ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น(พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) เนื่องจากไม่ทราบประกาศเชิญชวนของคณะทำงาน ที่ประชุมมีมติอนุญาตให้บริษัท เอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ นำเสนอผลงานได้ในวันที่ 21 พ.ค.2550 คือหลังจากที่คนอื่นเขาเสนอเสร็จไปแล้วตั้งแต่ 16 พ.ค.2550 เวลา 16.30น. คนที่มาเสนอทีหลังเนี่ย ในที่สุดปรากฎว่า คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์กองทัพบก (กมย.ทบ.) มีมติเห็นชอบรับรองยานเกราะล้อยางแบบ BTR-3E1 ของประเทศยูเครน ให้เป็นยุทโธปกรณ์มาตรฐาน ก็คือผู้ที่เสนอหลังสุดเกินกำหนด แล้วได้รับเลือก”
หลังเกิดกรณีบริษัท เอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ เข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกได้ทั้งที่พ้นกำหนดประกาศเชิญชวนแล้ว แถมได้รับคัดเลือกจากกองทัพบกว่าจะซื้อรถของยูเครนจากบริษัทดังกล่าวนั้น ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตรถหุ้มเกราะจากรัสเซียที่ร่วมเสนอตัวครั้งนี้ ร้องเรื่องนี้ต่อ สตง.(เมื่อ 28 มิ.ย.) ให้ตรวจสอบ หลังจากนั้นวันที่ 17 ก.ค.สตง.จึงได้มีหนังสือไปยังกองทัพบกให้ชี้แจงเรื่องนี้ ซึ่ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ได้มีหนังสือชี้แจงไปยัง สตง.เมื่อวันที่ 24 ส.ค. โดยอ้างว่า ประกาศเชิญชวนที่กำหนดว่า วันที่ 9-16 พ.ค.2550 นั้น ไม่ใช่ประกาศเชิญชวนเสนอราคา จึงยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดหา บริษัท เอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ จึงยังเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกได้ แต่เหตุผลดังกล่าว ค่อนข้างจะฟังไม่ได้ในสายตา สตง.
“ท่าน(พล.อ.สนธิ) บอกว่า ประกาศเชิญชวนทำการคัดเลือกฉบับที่พูดถึงที่มันหมดกำหนดวันที่ 16 พ.ค.เวลา 16.30น.ไม่ใช่ประกาศเชิญชวนเสนอราคาในขั้นตอนประกวดราคาตามกระบวนการจัดหาในกรอบระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการพัสดุ แต่เป็นประกาศเชิญชวนเพื่อเสนอข้อมูลประกอบการพิจารณา จึงถือว่ายังไม่เริ่มกระบวนการจัดหา การที่ให้มีการประกาศเชิญชวนก็เพื่อให้บริษัทอื่นๆ ที่ยังไม่เคยนำเสนอข้อมูล ให้มีโอกาสเข้ามาเสนอข้อมูลด้วย และท่านก็บอกว่า สำหรับรถหุ้มเกราะล้อยางรุ่น BTR-3E1 นั้นเนี่ย บริษัทได้ส่งหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมว่าไม่ทราบประกาศเชิญชวนของคณะทำงาน หลังจากปิดรับข้อมูล 1 วัน (17 พ.ค.) แต่บริษัทนี้ได้เคย คือกองทัพบกเคยได้รับการนำเสนอข้อมูลให้กองทัพทราบแล้วเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2549 จึงเป็นเหตุผลพอยอมรับได้ที่จะให้เข้ามาบรรยายสรุปในครั้งนี้ด้วย”
“ในประเด็นนี้ทีมสอบสวนหรือทีมของสำนักงานตรวจสอบกิจการพิเศษของ สตง.สรุปว่าอย่างไร นี่คือการสรุปในวันที่ 3 ต.ค.2550 สตง.เห็นว่า ขั้นตอนการประกาศเชิญชวนเสนอข้อมูลของคณะทำงาน(ของกองทัพบก) นั้น เงื่อนไขหรือกำหนดในการประกาศ ย่อมถือเป็น”สาระสำคัญ”ที่ผู้ออกประกาศและผู้ที่ต้องการเข้าเสนอข้อมูลต้องปฏิบัติตาม กรณีคณะทำงานยินยอมให้บริษัทเอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ที่ไม่ได้เสนอข้อมูลภายในระยะเวลาที่กำหนดเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก ย่อมเป็นการ “ไม่ปฏิบัติตาม” เงื่อนไขหรือข้อกำหนดในประกาศ อาจเป็นการ “เอื้อประโยชน์” และอาจทำให้บริษัทเอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้เปรียบผู้เสนอข้อมูลรายอื่น เนื่องจากทราบข้อมูลของคู่แข่ง”
นายคำนูณ ยังเปิดความไม่ชอบมาพากลต่อไปว่า ไม่เพียง สตง.จะรู้สึกไม่เคลียร์ในเหตุผลของกองทัพบกดังกล่าว แต่ยังมีจุดที่น่าสังเกตอีกว่า หนังสือร้องเรียนที่กองทัพบกอ้างว่า บริษัท เอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ ร้องเรียนกองทัพบกว่าไม่ทราบเรื่องประกาศเชิญชวนเมื่อวันที่ 17 พ.ค.นั้น เหตุใดจึงไม่มีการลงทะเบียนประทับรับเอกสารร้องเรียนจากหน่วยงานของกองทัพบกตามระบบราชการที่ควรเป็น จะบอกว่า เป็นความบกพร่องหลงลืม หรือว่า หนังสือร้องเรียนนี้ทำย้อนหลัง หรือมีใครไปตามให้บริษัท เอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ มายื่นเอกสารร้องเรียนหรือไม่?
และไม่ใช่แค่เรื่องความไม่โปร่งใสในกระบวนการคัดเลือกบริษัทผู้ผลิตรถหุ้มเกราะเท่านั้น แต่ สตง.ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า รถหุ้มเกราะของยูเครน อาจมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน
“เรื่องคุณสมบัติไม่เหมาะสม คณะทำงานของ สตง.ในเอกสารวันที่ 3 ต.ค.2550 ให้ความเห็นในประเด็นนี้ไว้ว่า 1.รถหุ้มเกราะยูเครนไม่ใช่รถที่ผลิตขึ้นใหม่ แต่เป็นรถที่พัฒนาขึ้นมาจากรถหุ้มเกราะล้อยางของประเทศรัสเซียในรุ่น BTR-70 ซึ่งได้ยุติการขายไปหลายปีแล้ว ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นรุ่น BTR-3E1 ทำให้รถที่พัฒนามีต้นทุนที่ต่ำกว่ารถที่ผลิตใหม่ อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรมทางกองทัพบกนะว่า ไม่ผิดในเงื่อนไขที่ประกาศไว้ ในเงื่อนไขที่ประกาศไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นรถใหม่เท่านั้น แต่ประเด็นคือ ถึงมันไม่ผิดเงื่อนไขที่ประกาศ สตง.เขาก็บอกว่า ถึงจะไม่ผิดเงื่อนไขที่ประกาศ แต่จะมีผลในแง่ความเหมาะสม ความทันสมัย อายุการใช้งาน และความได้เปรียบในเรื่องราคากับคู่แข่งรายอื่น ข้อ 2.ข้อนี้สำคัญมาก (รถหุ้มเกราะรุ่น BTR-3E1)ไม่สามารถทนตะปูเรือใบ และกระสุนปืนขนาด 7.62 มม.ได้”
“แน่นอนในเรื่องนี้ สตง.ก็ได้ให้ความเป็นธรรม คณะทำงานของ สตง.บอกว่า โดยคุณลักษณะทั่วไปของยานเกราะล้อยางไม่ได้กำหนดข้อนี้ไว้ในเกณฑ์การให้คะแนน แต่มีการกำหนดไว้เพียงให้เคลื่อนที่ได้อย่างสมดุลในทุกสภาพภูมิประเทศ โดยไม่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อกำลังคนบรรทุก และถึงแม้ว่าล้อยางจะชำรุดเสียหายไปบางส่วนไม่เกินครึ่งหนึ่งของจำนวนล้อยางทั้งหมด ก็จะต้องสามารถเคลื่อนที่ไปอย่างสมดุลและปลอดภัย ดังนั้นแม้ไม่ผิดเงื่อนไขที่กำหนด แต่ สตง.ก็ตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีผลในการนำไปใช้งานจริง ซึ่งข่าวจาก นสพ.รายงานว่า จะมีการส่งยานเกราะที่จัดซื้อบางส่วนไปปฏิบัติการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการวางตะปูเรือใบรถของเจ้าหน้าที่อยู่อย่างสม่ำเสมอ และมีการซุ่มดักโจมตีเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ อาจทำให้การใช้งานไม่สมประโยชน์ตามวัตถุประสงค์”
นี่ยังไม่รวมถึงประเด็นปลีกย่อยอีกหลายประเด็นที่กองทัพบกยังชี้แจงไม่เคลียร์ เช่น ขีดความสามารถในการบรรทุกกำลังพลของรถหุ้มเกราะรุ่น BTR-3E 1 ของยูเครนนั้น แท้จริงแล้วบรรทุกได้กี่คนแน่ เพราะครั้งหนึ่งเคยให้ข้อมูลว่า บรรทุกได้ 9 คน แต่ต่อมาเปลี่ยนใหม่บอกว่า บรรทุกได้ 11+2 คน ซึ่งตามสเปกกำหนดว่า ต้องบรรทุกได้ไม่น้อยกว่า 11 คน
นายคำนูณ ยังย้ำจุดยืนต่อการอภิปรายเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อรถหุ้มเกราะจากยูเครนด้วยว่า เรื่องการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์นั้น เป็นปัญหาสำหรับประเทศไทยมาโดยตลอด เพราะในการซื้อก็มีการแข่งขัน และคู่แข่งขันก็มักจะร้องเรียนกันไปมา และถึงแม้ประเทศไทยจะมีสตางค์น้อย แต่เมื่อจำเป็นต้องซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ก็ต้องซื้อ ซึ่ง สนช.ก็ไม่เคยติดใจงบการป้องกันประเทศหรือความมั่นคง รัฐบาลขอเท่าไหร่ ก็ให้เท่านั้น แต่กรณีการจัดซื้อรถหุ้มเกราะจากยูเครนครั้งนี้ หากรัฐบาลให้ความสำคัญและเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลตามที่ สตง.ตั้งข้อสังเกตจริงๆ ก็อยากให้ ครม.ทบทวนเรื่องนี้
ลองไปฟังความเห็นของฝ่ายต่างๆ ต่อการจัดซื้อรถหุ้มเกราะจากยูเครนกันบ้างว่า จะแนะนำรัฐบาลอย่างไร?
พล.อ.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 บอกว่า หน้าที่ของกองทัพคือป้องกันและพัฒนาประเทศ ดังนั้นต้องสร้างความพร้อมรบและความทันสมัยให้กองทัพ แต่การจะทำอะไรก็ตาม ต้องอยู่บนความสุจริตยุติธรรมและโปร่งใส ประชาชนจึงจะไว้ใจ หาไม่แล้ว ก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกอภิปรายดังเช่นเรื่องการจัดซื้อรถหุ้มเกราะจากยูเครน
“การสร้างความพร้อมรบของกองทัพ สร้างความทันสมัยมันก็ต้องดูเรื่องเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ ในเรื่องการติดต่อสื่อสาร เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะไปใช้ในการป้องกันประเทศหรือใช้ในการรบ ทีนี้ในขณะนี้ปัญหาคือ ประชาชนหรือสังคมเขาไม่ค่อยไว้ใจกองทัพ มันจึงเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นสิ่งที่กองทัพทำก็ต้องทบทวนตัวเอง เราจะทำยังไงให้กองทัพเป็นกองทัพของประชาชน แล้วประชาชนก็ไว้ใจกองทัพ กองทัพพูดอะไรเขาก็เชื่อ ..การจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อสร้างความทันสมัยให้กองทัพ เมื่อกองทัพไม่รอบคอบหรือไม่สร้างความโปร่งใสให้กองทัพ ประชาชนเขาก็ไม่เชื่อ ถ้าโปร่งใสแล้วทุกอย่างเขาก็ไม่วิจารณ์กองทัพหรอก เขาจะไม่มาพูดในสภา ขณะนี้สิ่งเหล่านี้มันหายไปน่ะ หลายเรื่อง คุณธรรม ความชอบธรรมอะไรในกองทัพ ค่อนข้างไม่อยู่กับร่องกับรอยน่ะ สรุปง่ายๆ กองทัพต้องมองตัวเองว่า อยู่บนความถูกต้อง อยู่บนความสุจริตยุติธรรม อยู่บนสิ่งที่ประชาชนต้องการให้กองทัพเป็นแล้วหรือยัง”
ขณะที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า ปกติแล้วความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการจัดซื้อนั้น มักจะปรากฏในลักษณะ short list คือพยายามจำกัดให้มีผู้เสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกแค่น้อยราย แต่กรณีซื้อรถหุ้มเกราะจากยูเครน ที่มีการเปิดให้บางบริษัทเข้าร่วมภายหลังได้นี้ แม้ในหลักการ อาจจะดูเหมือนเจตนาดี คือทำให้มีตัวเลือกมากขึ้น แต่ก็ต้องดูกระบวนการพิจารณาคัดเลือกด้วยว่า มีความเป็นธรรมหรือเข้าลักษณะเอื้อประโยชน์หรือไม่ ซึ่งส่วนตัวแล้วมองว่า เป็นเรื่องดีที่ สตง.ได้ตั้งข้อสังเกตการจัดซื้อครั้งนี้ และกองทัพก็ควรชี้แจง หากชี้แจงได้เคลียร์ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่เคลียร์ ก็ต้องทบทวน หรืออาจถึงขั้นยกเลิกโครงการได้
“กรณีที่ สตง.ได้มีการตรวจสอบในเรื่องการจัดซื้อจัดหารถหุ้มเกราะยูเครนนั้น ผมคิดว่าทางรัฐบาลควรจะนำข้อเท็จจริงและข้อสังเกตของทาง สตง.ไปประกอบการพิจารณา เพราะการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีมูลค่าสูง จำเป็นต้องจะต้องดำเนินการโดยรอบคอบ ..รถหุ้มเกราะมันมีความจำเป็น เพียงแต่กระบวนการจัดซื้อจัดหาก็ดี หรือเรื่องของสมรรถนะของรถ และรวมทั้งราคา เป็นเรื่องที่ควรจะสร้างความกระจ่าง ถ้าชี้แจงเคลียร์ได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ..ถ้าชี้แจงไม่เคลียร์ ก็ต้องทบทวน หรือถึงขั้นยกเลิกอยู่แล้ว ได้อยู่แล้ว ..ถ้าโปร่งใสก็ไม่มีอะไรที่จะต้องไปวิตกกังวลอะไร แต่ถ้าไม่โปร่งใส ก็ต้องระงับยับยั้ง เพราะนี่คือภาษีของประชาชน”
ด้าน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทหารและความมั่นคง แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงสมรรถนะของรถหุ้มเกราะจากยูเครนรุ่น BTR-3E 1 ว่า รถรุ่นนี้ออกแบบมานานแล้ว เคยใช้งานในประเทศอัฟกานิสถานและรัสเซีย ซึ่งพบปัญหาหลายอย่าง ทั้งในแง่เครื่องยนต์ การซ่อมบำรุง และขีดความสามารถ แต่ไม่แน่ใจว่า การพัฒนารถรุ่นนี้ในปัจจุบัน ทำให้ปัญหาต่างๆ ได้รับการปรับปรุงแค่ไหนแล้ว เพราะระบบตรวจสอบรถของประเทศในยุโรปตะวันออก ยังอยู่ในระบบปิด ไม่เหมือนรถในประเทศตะวันตก
“รถพวกนี้เป็นรถหุ้มเกราะขนาดเบา และราคาถูก และค่อนข้างจะออกแบบมานานแล้ว ปัญหาที่เขาค้นพบในอัฟกานิสถาน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของเกราะบาง เครื่องยนต์ที่มีปัญหา การซ่อมบำรุงเรื่องของอะไหล่และการบำรุง ซึ่งจริงๆ แล้วอาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกรัสเซีย-ยูเครน และในระบบยุโรปตะวันออก มีปัญหาเรื่องการซ่อมบำรุงเยอะ แต่ในกรณีรถชนิดนี้ ที่วงการยุทโธปกรณ์เขาค้นพบก็คือ ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องของเกราะที่บาง ทำให้ไม่สามารถที่จะทนทานต่อการทำลายรถถังขนาดย่อมๆ อย่างเช่น พวกอาร์พีจีหรือระเบิดทำลายรถถังได้ โดยเฉพาะทำให้เจ้าหน้าที่โดยสารเสียชีวิตค่อนข้างเยอะจากการถูกโจมตี อันนี้เป็นปัญหาสำคัญ ส่วนว่าถ้าจะแก้ไขปรับปรุง ขีดความสามารถต่อการทนทานต่อการถูกโจมตีมากน้อยขนาดไหนในรุ่นใหม่ๆ เราเองก็ไม่ทราบ เพราะรถเหล่านี้มันอยู่ในประเทศซึ่งระบบเขามันคนละระบบกับระบบตะวันตก การตรวจสอบการตรวจเช็คต่างๆ เหล่านี้มันไม่ค่อยได้เป็นไปตามระบบเปิดเท่าไหร่”
อ.ปณิธาน บอกด้วยว่า รถหุ้มเกราะซึ่งเป็นที่นิยมและได้มาตรฐานขององค์การนาโต้และมาตรฐานของประเทศตะวันตกมีอยู่ 3-4 ประเทศ คือ รถหุ้มเกราะของประเทศแคนาดา(มีบริษัทของแคนาดาเข้าร่วมเสนอตัวในโครงการนี้ด้วย) ,อังกฤษ และสหรัฐฯ ซึ่งราคาก็จะแพงหน่อย
อ.ปณิธาน พูดถึงความจำเป็นที่ไทยจะซื้อรถหุ้มเกราะในขณะนี้ด้วยว่า รถหุ้มเกราะแบบนี้ มักจะใช้ในสถานการณ์สงครามหรือการต่อสู้กับกองโจรที่มีอาวุธหนักมากกว่าที่กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ของเรามี และหากประเมินภัยคุกคามใหญ่ๆ ที่ไทยจะต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้หรือในระยะปานกลางก็แทบจะไม่มี ดังนั้นในแง่ความจำเป็นที่จะต้องซื้อรถหุ้มเกราะแบบนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้ สิ่งที่เร่งด่วนกว่าก็คือ ยุทโธปกรณ์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะยุทโธปกรณ์ประจำกายและอุปกรณ์สื่อสาร
ส่วนรถหุ้มเกราะนั้นไทยก็มีอยู่บางส่วนแล้ว สามารถหมุนเวียนมาใช้งานได้ แต่ถ้าจะซื้อเพิ่มจริงๆ ก็คงต้องพิจารณาว่า จำเป็นต้องซื้อจำนวนมากนับร้อยๆ คันหรือไม่ ยิ่งถ้าเป็นการซื้อเผื่อเพื่อเป็นอะไหล่ด้วยแล้วล่ะก็ อ.ปณิธานไม่แนะนำ เพราะหากทำเช่นนั้น ต้องระวังปัญหาที่จะตามมา เนื่องจากการถอดอะไหล่จากรถคันหนึ่งไปใส่อีกคันหนึ่ง นอกจากต้องผจญกับสิ่งที่ไทยไม่คุ้นเคยแล้ว อาจเจอกับอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานของโรงงานด้วย หากเป็นเช่นนั้น ไม่เพียงจะเกิดการ”เสียของ”จากรถที่สั่งมาเกินความต้องการ แต่ยังต้องทำใจกับปัญหาการใช้งานที่จะตามมาด้วย!!


