xs
xsm
sm
md
lg

การเมืองเรื่องไม่สนุก ของนักสวาปามผลประโยชน์พลังงาน

เผยแพร่:   โดย: "เซี่ยงเส้าหลง" และทีมข่าวการเมือง


ใครว่าการเมืองเป็นเรื่องไม่สนุก ? ในเมื่อไม่สนุกเหตุไฉนตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่านักเลือกตั้ง นายทุนธุรกิจต่างพอใจจะทุ่มเทเงินทองซื้อประเทศ เพื่อจะได้ไปนั่งกระหยิ่มยิ้มย่องใช้อำนาจรัฐ และทำทุกท่าเพื่อรักษาอำนาจดังกล่าวนั้นไว้

หรือ สมัคร สุนทรเวช เพิ่งมาเริ่มเข้าใจใหม่เอาในวัย 72 ขวบว่า การเมืองเป็นเรื่องไม่สนุก ต่อเมื่อพรรคการเมืองที่ตนสังกัดไม่อยู่ในอำนาจรัฐ และกำลังถูกโดดเดี่ยวจากสังคมคนที่มีข้อมูลและรู้ทัน

สังคมการเมืองไทยขยับเข้าใกล้มาตรฐานการ จับนักการเมืองมา “เปลือย”ต่อสาธารณะ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วยการบังคับจับเปลื้อง สังคมพากันรุมจ้องตรวจสอบไฝฝ้าราคีถึงเนื้อใน .. การเปลือยยุคใหม่ไม่ใช่การโป๊วับ ๆ แวม ๆ พอเป็นพิธีเช่นเมื่อยุคก่อนปี 2544 แบบที่นักการเมือง ประกาศโชว์ทรัพย์สินเอาหน้า แต่เบื้องหลัง ซุกโคตรสมบัติฝากลูกเมียคนใช้

และการถูกจับเปลือยทางการเมืองยุคใหม่ มิใช่มุกหาเสียงเชย ๆ เรียกความเห็นใจแหกปากฟ้องชาวบ้านว่าตนถูกจับแก้ผ้า ถูกจับขังเดี่ยวในห้องแคบ ๆ 4 คูณ 4 ให้ข้าวกินมื้อละถ้วยกับอีกอย่าง เหมือนกับที่สุดยอดกุนซือนักวางกลยุทธ์แห่งแดนบุรีรัมย์งัดขึ้นมาใช้เมื่อหลายวันก่อน

.....................

ข้อมูลของ โสภณ สุภาพงษ์ เรื่องกำไรก๊าซน้ำมันและหุ้นทับซ้อน ที่เพิ่งตีพิมพ์ เป็นอีกหนึ่งกระบวนการจับนักการเมืองมาเปลือย โดยเฉพาะนักการเมืองกลุ่มอำนาจเก่า ที่พยายามดิ้นรนหาทางกลับมาสู่อำนาจอีกรอบ โดยมี สมัคร สุนทรเวช อาสานำทัพทวงคืน

นักการเมือง (และเทคโนแครต) ซึ่งนั่งเป็น คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมีอำนาจควบคุมกำหนดการแปรรูป และราคาหุ้น กำหนดราคาน้ำมันและ ราคาก๊าซฯ ได้ใช้ช่องทางอำนาจดังกล่าว สั่งให้แปรรูปขายหุ้นของ ปตท. สู่ตลาด และ ก็ใช้อำนาจเดียวกันกำหนดราคาน้ำมัน

ปตท. รวมถึงบริษัทในกลุ่มพลังงาน ก็เลยกำไรเละ.. ยังความร่ำรวยให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นผู้กำกับนโยบาย ดังกล่าวกันอิ่มแปล้..บนความทุกข์ยากของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และใช้แก๊ซหุงต้ม ..เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้อำนาจหน้าที่อย่างชัดเจน

ขออธิบายความเสริมต่อจากบทความของ โสภณ สุภาพงษ์ เพื่อความเข้าใจชัดเจนขึ้น คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กำเนิดขึ้นจาก พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดโครงสร้างคณะกรรมการฯ ตามบัญญัติไว้ในมาตรา 5 ซึ่งมาจาก ตำแหน่งทางการเมือง 13 ตำแหน่ง และข้าราชการประจำอีก 6 ตำแหน่ง ดังนี้

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย และยังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม –คลัง-ต่างประเทศ-เกษตรและสหกรณ์-คมนาคม-พาณิชย์-มหาดไทย -วิทยาศาสตร์ ฯ-อุตสาหกรรม

กลุ่มข้าราชการประจำประกอบด้วย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และอธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน เป็นกรรมการ และให้เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ

การเมืองเป็นเรื่องไม่สนุกแน่ สำหรับนักการเมืองที่ถูกจับได้ไล่ทัน ว่าใช้อำนาจปล้นสมบัติชาติ แถมกำหนดให้ประชาขนผู้ใช้น้ำมันและก๊าซเป็นผู้ควักกระเป๋าสร้างความร่ำรวยให้ตนเองและพวกพ้อง

..................................

หาก สมัคร สุนทรเวช อยากได้ข้อมูลว่า นักการเมืองอำนาจเก่าคนไหน ที่ใช้อำนาจเพื่อกระโยชน์ตนเอง ปล้นสมบัติชาติขายปตท.-และปล้นเงินจากกระเป๋าประชาชน น่าจะสอบถามไปยัง วิเศษ จูภิบาล อดีต กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. และ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ผู้รู้วงในการพลังงานของประเทศนี้ดีที่สุดคนหนึ่ง เฉพาะบัญชีทรัพย์สินที่แสดงไว้รวมคู่สมรส สองสามีภรรยาเข้าข่ายเป็นเป็นนักเลงหุ้น- มีหุ้น ๆ ดี ๆ ในมือหลายตัว หรือหาก สมัคร สุนทรเวช อยากจะรู้เรื่อง กองทุนฝรั่งหัวดำ ที่เข้ามาถือหุ้น ปตท. และกลุ่มพลังงาน ว่าเป็นของใครบ้าง ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ไถ่ถามพร้อมกันไปเลย

ไหน ๆ พรรคพลังประชาชนได้ประกาศจะสานนโยบายเก่าของพรรคไทยรักไทย ก็น่าจะประกาศให้ชัดไปเลยว่า จะสานต่อนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (ชั้นดี) โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานต่อไป เพราะก่อนนี้ มีผู้พยายามจะปล่อยข่าวสร้างกระแส อธิบายปกป้องตนเองบอกว่า การแปรรูป กฟผ. แพ้คดีต่อศาลปกครองสูงสุดนั้น ไม่ได้ผิดพลาดตรงนโยบาย แต่ไป พลาดตรงเทคนิค เพราะมีชื่อของ โอฬาร ไชยประวัติ นั่งเก้าอี้ในเครือชินคอร์ป หากไม่ติดตรงจุดนี้ก็จะแปรรูป กฟผ. ไปได้แล้ว

ขอบอกกับผู้ปล่อยข่าวที่ยังมุ่งมั่นแปรรูปรัฐวิสาหกิจว่า ความผิดพลาดทางเทคนิคตรงนี้ จะไปโทษศาลท่านไม่ได้หรอก เพราะมันเห็นตำตา

โอฬาร ไชยประวัติ นั่งเป็นกรรมการ ปตท. ในยุคแปรรูป และ กระโดดข้ามมาเป็นกรรมการจัดตั้ง บมจ.กฟผ.ถูกจัดวางให้ทำภารกิจการแปรรูปด้านพลังงานโดยเฉพาะ ....ก่อนจะเป็นคณะกรรมการแปรรูป กฟผ. เพียง 3 เดือน โอฬาร ไชยประวัติ เป็น ประธานกรรมการตรวจสอบ ปตท. และ ต่อมาหลังจากที่เข้าไปเป็นกรรมการจัดตั้งบมจ.กฟผ. แล้วก็ถูกส่งเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ บมจ.ไทยออยล์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของปตท. บังเอิญอย่างยิ่งที่ ไทยออยล์ มีบริษัทลูก ชื่อว่า บริษัทไทยออยล์พาวเวอร์ รับผลิตไฟฟ้าที่มีสัญญาจำหน่ายให้กับ บมจ.กฟผ. เป็นระยะเวลา 25 ปี

จึงขอแนะนำต่อ สมัคร สุนทรเวช และพวก ที่ยังมุ่งมั่นสานต่อนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน ว่า หากมีโอกาสเป็นรัฐบาลรอบหน้า ขอให้เอากรณีการแพ้คดีศาลปกครองเป็นบทเรียน อย่าได้เอาคนที่มีบทบาททับซ้อนไปนั่งทำงาน อย่างกรณี โอฬาร ไชยประวัติ ที่เกิดผิดพลาดมาแล้ว – สังคมไทยไม่ได้โง่อย่างที่หลายคนเข้าใจหรอก !

.....................

รัฐบาลฤาษีเลี้ยงเต่าแม้จะช้าไป.. แต่ยังดีกว่าไม่มา อย่างน้อยที่สุดสำหรับเรื่องปัญหานี้ก็ได้มีการพยายามจะป้องกันแก้ไขด้วยการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขณะนี้อยู่ในขั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา ใกล้ส่งให้ สนช.พิจารณา ซึ่งคาดว่าคงจะพิจารณาได้ทันก่อนรัฐบาลหมดวาระ

เนื้อหาปรับแก้กฎหมายเดิม กำหนดลักษณะต้องห้าม ของผู้ที่มาดำรงตำแหน่งกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติโดยมีสาระสำคัญ สองประการ

1. กำหนดห้ามมิให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ถือหุ้นหรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในนิติบุคคล ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับด้านพลังงาน เว้นแต่เป็นข้าราชการประจำที่ได้รับมอบหมาย จากทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง (ร่างมาตรา 3 เพิ่มเป็นมาตรา 5/1) แปลเป็นไทย ห้ามรัฐมนตรีทั้ง 13 ตำแหน่งที่มานั่งกำกับ มีหุ้นในบริษัทพลังงานโดยเฉพาะ ปตท. แต่นั่นเองสำหรับนอมินี กองทุนฝรั่งหัวดำที่มาถือก็ไม่รู้จะไปตรวจสอบเอาท่าไหนต่อ

2. กำหนดบทเฉพาะกาล ให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่มิได้เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 5/1 ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัตินี้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ร่างมาตรา 4) แปลเป็นไทย เปิดช่องให้รัฐมนตรีใหม่รัฐบาลหน้าที่มีหุ้นทับซ้อนลักษณะดังกล่าวโยกหุ้น-ขายหุ้นให้เสร็จ

เป็นการออก กฎหมายวัวหายล้อมคอก ที่หมายความต่อว่า ความเสียหาย ที่ได้ขายสมบัติชาติ-ปตท. ให้นักการเมืองอำนาจเก่าและฝรั่งหัวดำไปนั้น...รัฐบาลนี้คงทำอะไรไม่ได้..และยังหมายความว่า การที่ประชาชนชาวไทยจำต้อง ควักกระเป๋าจ่ายค่าน้ำมันและก๊าซเพื่อ ยังความร่ำรวยให้กับนักการเมือง เหล่านั้น..ให้ถือเป็นกรรมของประชาชนเอาก็แล้วกัน !!


กำลังโหลดความคิดเห็น...