xs
xsm
sm
md
lg

จาก ฝ่าหลุนกง ถึง ยุวสงฆ์ แห่งพุกามประเทศ

เผยแพร่:   โดย: "เซี่ยงเส้าหลง" และทีมข่าวการเมือง


เหตุการณ์ในพม่ายังไม่สงบจริงหรอก ..ทุกอย่างยังอยู่ในเกม แม้จะมีภาพข่าวรายงานว่าถนนในย่างกุ้งสงบเงียบ...นี่เป็นการต่อสู้ซึ่งมีหลายอย่างเปลี่ยนไปจากยุค 8/8/88 ขอฟันธงแนะนำว่า ไม่ควรถือหุ้น SPDC (สภาเพื่อการพัฒนาและสันติภาพแห่งรัฐ) อีกต่อไป เพราะนับจากนี้ แนวโน้มราคาจะร่วงลงเรื่อย ๆ บรรดาผู้ที่เคยคิดว่าจะใช้ทฤษฎี พัวพันอย่างหิวโหย หรือ Constructive Engagement หวังดีจนน้ำลายไหล ขอให้ทบทวน

ลักษณาการของการเมืองพม่านับจากนี้ มีปัจจัยเรื่อง เศรษฐกิจเป็นตัวแปรหลัก ไม่เพียงแต่ราคาน้ำมันและข้าวของอุปโภคบริโภคที่กระทบต่อคนในเมืองเท่านั้น ยังมีเหตุซ้ำเติมจากธรรมชาติที่เรียกว่า ทุพภิกขภัย ตลอด 2 ปีมานี้ ประเทศอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน น้ำแข็งหิมาลัยละลายเร็ว เกิดปัญหา น้ำท่วมซ้ำซากต่อเนื่องตลอดเวลา ฐานการผลิตด้านการเกษตรและสังคมชนบทเองก็ตกอยู่ในภาวะประสบภัยอดอยากยากแค้นไม่แพ้ในเมือง

ประวัติศาสตร์โลกตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้ปกครองตั้งอยู่ไม่ได้หากประชาชนทุกข์เข็ญเต็มเมือง เชื้อไฟความไม่พอใจทางการเมือง-อำนาจปกครอง ที่ไหม้สุมขอนกันมาตั้งแต่ปี 1988 นาน ๆ เจอะลมพัดก็ลุกเป็นเปลวขึ้นมาที กำลังจะปะทุลุกโชนเป็นไฟกองใหญ่เพราะ ปัจจัยเศรษฐกิจบวกเข้าไป

.....................................

การประท้วงใหญ่ในพม่า ครั้งแรกของศตวรรษที่ 21 ฉายภาพว่า ฝ่ายต่อต้านมี เทคนิค-กลยุทธ์-วิธีการ ที่ยกระดับขึ้น การใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ การจัดขบวนนำของกลุ่มสงฆ์ที่มีการจัดองค์กรภายใน การสื่อสารระหว่างเมืองที่มีประสิทธิภาพมาก ก่อนหน้านี้ทหารพม่ามักจะเล็งเป้าหมาย “จับแกนนำ” เป็นหลัก จับได้เป็นจบเกม แต่สำหรับการทำงานของสงฆ์พม่า กลับใช้วิธี ซ่อนแกนนำรวมอยู่ในขบวน แอบบัญชาการเงียบ ๆ ถึงขนาดที่มีข่าวทหารพม่าต้องปลอมตัวเข้าแทรกซึมเพื่อกำหนดเป้าให้ได้ผ่านไป 4-5 วัน แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงต้องเปลี่ยนมาใช้วิธี กวาดใหญ่ทั้งแผง-บุกเข้าวัด ลากออกจากวัด ซึ่งเป็นวิธีที่อ่านได้ว่า จนแต้ม หาทางอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ชาวไทยซึ่งเคยชินกับวัตรปฏิบัติของสงฆ์ไทยอาจจะไม่เข้าใจ วัฒนธรรมพม่า มองว่า สงฆ์ไปยุ่งการเมืองทำไม? ขอให้เข้าใจว่า สถานะของสงฆ์ในพม่าสูงมาก ชาวพม่าเป็นชาวพุทธที่ยังคงขนบประเพณีทางศาสนาเอาไว้อย่างเคร่งครัด .. พระสงฆ์ซึ่งได้รับการเคารพอย่างสูง ต่างจากธรรมเนียมไทยตรงที่มี บทบาท-หน้าที่ คล้ายดั่ง ผู้นำ ผู้เสียสละ ผู้ปกป้องประชาชน ภาพที่ พระสงฆ์โหนท้ายรถสองแถว จีวรปลิวในเมืองพม่าอาจจะขัดตาคนไทย แต่นั่นเป็นธรรมเนียมของเขา ถ้ามีที่ว่างด้านในสงฆ์นั่งได้ หากที่ไม่ว่างคนเต็ม สงฆ์ก็ต้องออกมาโหนท้ายรถ หรือต้องปีนขึ้นไปนั่งบนหลังคา เพื่อคงสถานะ ผู้ถูกยกขึ้นเคารพ ในอีกทางหนึ่งก็เป็น ผู้เสียสละ พร้อมๆ กัน

ระหว่างที่ตกเป็น อาณานิคมอังกฤษ พระสงฆ์พม่าได้จัดตั้ง องค์กรสงฆ์ขึ้นมาต่อสู้ เรียกร้องเอกราชมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพสูงมากเพราะใกล้ชิดลึกลงถึงประชาชนในหมู่บ้าน นั่นเป็นบทบาททางการเมืองของสงฆ์พม่ายุคใหม่ หลังเหตุการณ์ 8/8/88 ได้เริ่มมีการก่อตั้งองค์กรต่อต้านรัฐบาลทหาร-เรียกร้องประชาธิปไตยขึ้นในหมู่สงฆ์ เช่น องค์กรยุวสงฆ์ ที่เรียกตัวเองว่า All Burma Young Monks' Union มีการเดินขบวนหลายครั้งระหว่าง 1997-99 และได้รวมตัว ยกระดับเป็น All Burma Monks Alliance Group ขึ้นมาจนถึงขนาดมีการยกทหารไปกระทืบปราบปรามหลายครั้งก่อนหน้า แต่ไม่เป็นข่าวใหญ่เช่นครั้งนี้

โครงสร้างของสถาบันสงฆ์พม่าไม่เหมือนไทย ที่มีลำดับชั้นลดหลั่นคล้ายฝ่ายปกครอง ทหารพม่าเพิ่งจะมีการตั้ง เถระผู้ใหญ่ 48 รูปขึ้นมาปกครอง นัยว่า เพื่อจะดูแลสงฆ์ได้สะดวก แต่แท้จริงทำไม่ได้ ลักษณะการปกครองแยกย่อยตามลัทธิ-นิกาย สงฆ์ไทยใหญ่ ไทยลื้อไม่รวมกับองค์กรสงฆ์พม่า นอกจากนั้นลักษณะการปกครองยังคงเหนียวแน่นกับ สายลูกศิษย์-อาจารย์ เป็นหลัก เทียบให้เข้าใจง่ายแบบไทย ๆ เช่น สายสวนโมกข์ สายหลวงปู่มั่น ฯลฯ ในทำนองนั้น

............................

พม่าจะมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงเช่นไร เทียบเคียงปัจจัยแวดล้อมที่ใกล้เคียงที่สุด คงต้องใช้ ตัวแบบของเกาหลีเหนือ ซึ่งมี “ลูกพี่” คนเดียวกันมาจับ

เกาหลีเหนือเคยยิงขีปนาวุธเล่น ข้ามถึงทะเลญี่ปุ่น แล้วก็เดินหน้าโครงการอาวุธนิวเคลียร์จนคาบสมุทรเกาหลีร้อนอยู่พักใหญ่ แต่ที่สุดหลังจาก ลูกพี่-จีน ออกมาร่วมวงเจรจา จนที่สุดเกาหลีเหนือ ก็ยอมตามแนวทาง เลิกนิวเคลียร์-แลกอาหาร ในที่สุด

แต่กรณีพม่า มีความแตกต่างเล็กน้อยตรงที่ ที่สุดแล้ว จีนคงจะไม่ยอม ให้มีการ เปลี่ยนขั้วอำนาจปกครอง เหมือนกับที่ตะวันตกต้องการและเพิ่งจะแพลมไต๋ออกมาผ่าน วอชิงตันโพสต์ วันเสาร์ที่ผ่านมา อ้างแหล่งข่าวในทำเนียบขาวบอกว่า วอชิงตัน กำลังคุยกับ ปักกิ่ง และยังบอกว่าเจรจาเรื่องรัฐบาลใหม่ในพม่าด้วย

จีนยุคนี้ ไม่เหมือน จีนยุคราชวงศ์ชิง ที่จำยอม ตัดแบ่งประเทศให้กับมหาอำนาจเรือปืน เป็นส่วนๆ หากเป็นจีนซึ่งสั่งสมประสบการณ์และบทเรียนความเจ็บช้ำในอดีตที่มีเหลือเฟือ กรณีเทียบเคียงฝ่ายต่อต้านเป็นลัทธิ-ความเชื่อ ซึ่งจากประวัติศาสตร์โลกผู้ปกครองที่เผชิญหน้ากับฝ่ายต่อต้านลักษณะนี้รับมือได้ยากมาก...

……………

หากยังจำได้กรณี นิกายฝ่าหลุนกง ส่งตรงมาจากอเมริกา เมื่อช่วงปี 2540-2543 ถึงกับมีสาวกนับหมื่น ออกมาแสดงออกหน้าจัตุรัสเทียนอันเหมิน ในครั้งนั้นกระแสข่าวหลักพร้อมใจกันประโคม เสรีภาพในความเชื่อ-การนับถือศาสนา ใช้มาตรฐานทางสังคมเสรีประชาธิปไตยมากดดัน แต่ที่สุด จีน ซึ่งมีประสบการณ์ในอดีตมากมายเกี่ยวกับขบวนการลัทธิ-นิกายใช้ วิธีเด็ดขาด จับ - ขัง - จับ - ขัง จนที่สุด ฝ่าหลุนกง ก็หมดฤทธิ์ในการสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล

ย้อนไปในประวัติศาสตร์ ผู้ปกครองจีนกี่ยุคกี่สมัยมาแล้วที่ ต้องสูญอำนาจ - สิ้นราชวงศ์เพราะลัทธินิกาย เช่น เมื่อประมาณ 700 ปีมาแล้วครั้งสมัยปลายราชวงศ์หยวน (มองโกล) ซึ่งกดขี่ชาวฮั่นทุกวิถีทาง ป้องกันการลุกฮือขนาดที่ให้ 3 ครอบครัวมีมีดเล่มเดียว ก็บังเกิดกลุ่มก๊กการรวมตัวของชาวบ้านขึ้นมา ในลักษณะสมาคม นับถือลัทธินิกายบูชาแสงสว่าง เรียกว่า พรรคบัวขาว - ไป๋ เหลียน เจี้ยว ที่สุดก็ระดมชาวฮั่นขับไล่มองโกลไป และสถาปนา ราชวงศ์ หมิง (แสงสว่าง)ขึ้นมาปกครอง

ใกล้ลงมา ยุคราชวงศ์ชิง (แมนจู) ปกครอง มีชาวฮั่นไม่น้อยที่ไม่ชอบแมนจู รวบรวมกำลังขึ้นเพื่อขับไล่ออกไปมีคำขวัญว่า ฟื้นหมิงต้านชิง ขึ้นมา...จนได้มีลัทธินิกายหนึ่งเป็นสมาคมลับเรียกว่า ไป้ซั่งตี้ฮุ่ย (สมาคมนับถือพระเจ้า) ยึดคำสอนศาสนาคริสต์เป็นหลัก เทิดทูนพระเจ้า รวบรวมชาวนาให้นับถือนิกายดังกล่าวนี้ ยึดครองพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศจีนได้ ประวัติศาสตร์เรียกเหตุการณ์นั้นว่า กบฏไท่ผิง ...หลังยุคไท่ผิงเล็กน้อย ได้เกิด กบฏนักมวย - อี้เหอถวน ต้านทั้ง ชิงและฝรั่งหัวแดง ผูกใจผู้คนให้เข้าร่วมได้ด้วย ความเชื่อลัทธิเต๋าผสานไสยศาสตร์ เชื่อมั่นอยู่ยงคงกระพัน มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัดห้ามสูบฝิ่น กินเหล้า มีศรัทธามุ่งมั่นที่จะปลดปล่อยประเทศจีนออกไป มีกำลังกล้าแข็งมาก ฯลฯ

……………

รัฐบาลจีนบทเรียนในอดีตมาโชกโชนจึงไม่ปล่อยให้ ฝ่าหลุนกง เติบโต - ตัดไฟเสียแต่ต้นลม และเชื่อแน่ว่า รัฐบาลปักกิ่งก็คงจะเข้าใจสภาพการณ์หนักอกหนักใจของ รัฐบาลทหารพม่าที่เนปีย์ดอ ได้เป็นอย่างดี – เพราะที่สุดแล้ว จีนในฐานะลูกพี่ มีบทบาทสูงที่จะเจรจาต่อรองกับตะวันตกและชาวโลก .. จะกำหนดท่าที จุดยืน และเป้าหมาย แค่ไหน - อย่างไร !

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น หากว่า พระสงฆ์ - นิสิตนักศึกษา ประชาชนชาวพม่า แสดงพลังพร้อมใจกันปฏิเสธผู้ปกครองอย่างพร้อมเพรียง ที่สุดแล้วอำนาจปกครอง ก็จะตั้งอยู่ไม่ได้ แม้จะมีลูกพี่ใหญ่ - หรือมีประสบการณ์มากมายแค่ไหน..เพราะที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่แน่นอนที่สุดย่อมมาจากเนื้อใน

ปัจจัยภายในที่ถึงพร้อม ทั้งคุณภาพ - ปริมาณ - จังหวะเวลา เป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด – ปัจจัยภายนอกเป็นแค่ส่วนเสริมเท่านั้น

……………
กำลังโหลดความคิดเห็น...