xs
xsm
sm
md
lg

ถอยทางยุทธวิธี ปิดฉากภารกิจยึดอำนาจ - มุ่งสู่ภารกิจใหม่ (ของใคร?)

เผยแพร่:   โดย: "เซี่ยงเส้าหลง" และทีมข่าวการเมือง

.
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธาน คมช. ได้พูดประโยคสำคัญเกี่ยวกับการยึดอำนาจต่อสาธารณะ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการไขปริศนาคาใจเปลาะใหญ่ ช่วยให้สังคมได้มองปรากฏการณ์ทางการทหารและการเมืองเบื้องหน้ากระจ่างขึ้น

คำพูดที่ให้สัมภาษณ์รายการข่าวยามเช้าทางสถานีวิทยุ 101 MHz. เช้าตรู่ในวันครบ 1 ปีเต็มการยึดอำนาจที่บอกว่า ...

“19 ก.ย.2549 ไม่มีใครเป็นวีรบุรุษ เพราะมีผู้ร่วมวางแผนการทำรัฐประหารยศพันเอกอีก 2 รายเท่านั้น ยึดอำนาจกันอยู่ 3 คน ส่วนกองกำลัง เป็นการทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา วันนี้เมื่อปีที่แล้ว ตนกำลังร่างแถลงการณ์ ร่างอยู่คนเดียว”

ยึดอำนาจกัน 3 คน ส่วน กองกำลัง เป็นการทำตามคำสั่ง ผู้บังคับบัญชา

ชัดเจน ตรงไปตรงมา...เพื่อขยายความให้ชัดขึ้น สามารถอธิบายต่อได้ว่าไม่ว่าจะเป็น พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร หรือ พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา มีฐานะเป็น กองกำลัง ที่เคลื่อนเข้ามาปฏิบัติการครั้งนั้นตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ก็คือ ผบ.ทบ.ในเวลานั้น – เท่านั้น

ประโยคที่เน้นว่า “ไม่มีวีรบุรุษ” จะเป็นการพูดแบบกว้าง ๆ หรือจะ ส่งสัญญาณ ถึงใครโดยตรงก็ตามที แต่คำสัมภาษณ์ในวาระสำคัญครั้งนี้ เป็นคำพูดอันเกิดจากโลกทัศน์ของนายทหาร ที่เติบโตมาจากผู้บังคับหน่วย กองร้อย กองพัน กองพล จนถึงเป็นผู้บัญชาการกองทัพ .. การรบมีผู้บัญชาการสูงสุดหนึ่งเดียว ซึ่งแน่นอนว่า โลกทัศน์ของทหารอาชีพ ย่อมแตกต่างจากคนอาชีพอื่นหรือผู้สังเกตอยู่วงนอก... อย่างน้อยที่สุด ระยะที่ผ่านมาก็มีผู้มองคนละด้านกับ พล.อ.สนธิ มุมมองต่อ 2 นายพล ก็คือส่วนหนึ่งของการร่วมเป็นร่วมตาย ร่วมก่อการที่เสี่ยงต่อการแปรสถานภาพมาเป็นกบฏ

คำสัมภาษณ์ของ พล.อ.สนธิ ต้องการส่งสารให้สังคม และผู้วิจารณ์ ซึ่งใช้ฐานคิดต่างจากทหารคิดเสียใหม่ ตามแบบที่พล.อ.สนธิ คิด..ก็คือ 2 นายพลที่กุมกำลังจากทัพภาค 1 และ 3 เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกองกำลังที่ต้องปฏิบัติเมื่อมีคำสั่ง-เท่านั้น

..........................

หลังส่งโผทหารพร้อมจะก้าวลงจากตำแหน่ง ดูภายนอกว่า พล.อ.สนธิ ผ่อนคลายลงมาก ... การให้สัมภาษณ์ยิ้มหัวแบบทีเล่นทีจริงกรณี อาบังออกแขกโรงยี่เก ที่บอกว่า ลิเกนั้นแสดงเป็นตอน ๆ ....ขอให้สังเกตว่ามีการย้ำในคำสัมภาษณ์อีกรอบว่า “แสดงเป็นตอน ๆ” และยังมีคำว่า เขียนบทตอนใหม่ รวมอยู่ด้วย ... มองผาด ๆ เหมือนกับพูดล้อเล่นเอาสนุก เหมือนไม่ซีเรียสถือสากับบทวิจารณ์ของ ธีรยุทธ บุญมี

มองในทางจิตวิทยา คนที่หมกมุ่นครุ่นคิดในเรื่องใด ก็มักจะหลุดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

คำสัมภาษณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่อง ลับ-ลวง-พราง หรือล้อกันเล่นเอาสนุก แต่เป็น คำพูดที่หล่นออกมาจากจิตใต้สำนึก ของผู้บัญชาการทหารบกที่กำลังจะลงจากตำแหน่งในอีก 10 วันข้างหน้า

ทหารอาชีพนั้น ถูกฝึกให้ถือภารกิจ อันตรงกับภาษาอังกฤษว่า Mission เป็นที่ตั้ง หากยังจำได้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ครั้งรับตำแหน่งใหม่ ๆ ได้อธิบายความเป็นทหารกับภารกิจว่า ..ทันทีที่ได้รับภารกิจก็เริ่มนับถอยหลัง...

กระบวนคิดของ พล.อ.สนธิ นายทหารรบพิเศษไม่ได้ต่างจากเบเร่ต์แดงรุ่นพี่.. ภารกิจยึดอำนาจ ที่ตั้งขึ้นย่อมมีจุดสิ้นสุด และได้ยืนยันไปแล้วว่า จะสิ้นสุดเมื่อมีรัฐบาลใหม่

ภารกิจหน้าที่จะจบเป็นเรื่อง ๆ ตอน ๆ ไป – นี่เองที่สะท้อนออกมาผ่านบทสัมภาษณ์ว่าด้วยยี่เกตอนใหม่

....................

หลักคิดของ พล.อ.สนธิ มองจากโลกทัศน์ของทหารรบพิเศษ...ภารกิจ ยึดอำนาจ กับ สืบอำนาจ หรือ ปล่อยวางอำนาจ นั้น เป็นคนละเรื่อง คนละช่วงตอน .. ดังนั้น การจัดทัพกระบวนพล บุคลากรของแต่ละภารกิจย่อมไม่เหมือนกัน .. กระบวนคิดที่ว่า พล.อ.สพรั่ง, พล.อ.อนุพงศ์ เป็นแค่กองกำลังภายใต้บังคับบัญชาซึ่งสามารถเข้าใจได้ในมุมมองของทหาร

เมื่อมองจากมุม พล.อ.สนธิ ทั้ง 2 นายพล เป็นแค่ส่วนหนึ่งของขบวนภารกิจยึดอำนาจ ที่มีตนเป็นผู้บัญชาการสูงสุด วางแผนเอง เขียนแถลงการณ์เองเบ็ดเสร็จ... เมื่อเสร็จภารกิจก็จบไป ไม่เกี่ยวกับภารกิจใหม่ ...หรือหากจะมีภารกิจใหม่ ก็จะเลือกพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

ก่อนจะถึงปมปัญหาว่า ภารกิจตอนใหม่คืออะไร ? ระหว่าง สืบอำนาจ วางมือถอยจากอำนาจ หรือ ตั้งป้อมคุมเชิง น่าจะให้ความสนใจบทจบของภารกิจแรก-คือภารกิจการยึดอำนาจเสียก่อน

อันว่าการถอยทัพไม่ว่าจะเป็นทัพในศตวรรษที่ 14 หรือยุคใหม่มีจุดร่วมประการสำคัญคือ ต้องเป็นขบวน เป็นระเบียบพร้อมแปรเปลี่ยนตลอดเวลา เมื่อพลิกตำรามองจาก หลักสูตรของหน่วยราบ ที่เน้นคล่องตัวมีประสิทธิภาพอย่างหน่วยรบพิเศษนั้น กองร้อยอาวุธเบาและหมวดอาวุธหนัก เมื่อจะถอยต้องโดยยึดหลัก การถอยตามยุทธวิธี ซึ่งประกอบด้วย หลักสูตรการถอนตัว การรบหน่วงเวลา และ การถอย

ปกติแล้วในการถอย จะต้องไม่ให้ข้าศึกรู้ตัว จึงมีการถอนกำลังบางส่วนออกในลักษณะ ลวง และ พราง คงกำลังส่วนน้อยเอาไว้ไม่เกิน 1 ใน 3 และกำลังพล 1 ใน 2 ของหมวดอาวุธหนัก.. เพื่อให้กำลังส่วนใหญ่นำโดยผู้บังคับกองร้อย ถอนตัวในรูปแถวตอน อย่างเป็นระเบียบเป็นขบวนล่วงหน้า ไปก่อน และผู้ที่จะรับหน้าที่บังคับบัญชาส่วนที่เหลืออยู่เพื่อหน่วงเวลาข้าศึกก็คือ รองผู้บังคับกองร้อย ...แต่สำหรับภารกิจยึดอำนาจต่างจากการรบจริงเพราะ ข้าศึกรู้ล่วงหน้าแล้วว่าถึงเวลาถอย ...แถมผู้บัญชาการเบอร์ 1 ก็เกษียณอายุ-ขาลอยอย่างเป็นทางการทันทีที่ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2550

ภารกิจถอนตัวจากการยึดอำนาจ กับ ภารกิจใหม่(ถ้ามี) จึงจำเป็นต้องถูกกำหนดเอาไว้ก่อน 1 ตุลาคม 2550

ไม่ใช่เมื่อวันที่หมดวาระไปพร้อม ๆ กับรัฐบาลใหม่ !!

ขบวนทัพ ที่หมายถึง อำนาจในการรบ ของ คมช.นั้นสิ้นสุดลงหลัง 1 ตุลาคม เพราะถูกเงื่อนเวลาของระบบราชการทหาร บังคับให้ถอนตัว ปรับเปลี่ยนโยกย้ายไปหมดสิ้น - - ที่เหลือเป็นการคงกำลังหน่วงเวลา ตามกล ลวง และ พราง เพื่อให้ภารกิจยึดอำนาจเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์รอส่งมอบ เท่านั้น

ภารกิจยึดอำนาจ ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เสร็จสิ้นไปแล้ว ... เจ้าตัวนำขบวนไพร่พล ขุนพลข้างกายซ้ายขวาถอนจากสนามรบไปแล้ว .. และบางส่วนของขุนพลที่เคยร่วมภารกิจเดิมกำลังจะถูกส่งไปรับภารกิจใหม่ ที่ยังเหลือในสมรภูมิเป็นแค่ กองกำลังหน่วงเวลาอันเป็นส่วนหนึ่งของ การถอยร่นในทางยุทธวิธี รอคอยการถอนกลับอย่างสมบูรณ์

..........................

แต่ที่ยังไม่ชัดเจนคือภารกิจใหม่ ที่ทับซ้อนเหลื่อมเวลากันอยู่ !!!

การแต่งตั้งนายทหารประจำปีรอบนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะ ผบ.ทบ. มีส่วนสำคัญในการกำหนดก็จริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะตามขั้นตอนมีผู้เกี่ยวข้องการการพิจารณาอีกหลายระดับ ทิศทาง-ภารกิจของกองทัพขึ้นกับสถานการณ์ความมั่นคงภายในภายนอก และเหตุทางการเมืองเฉพาะหน้าเป็นสำคัญ

ภารกิจของชาติ ภารกิจของส่วนรวมถือเป็นหลัก ... แต่นั่นเองจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การกำหนดตัวบุคคลรับไม้ต่อไป มีน้ำหนักของภารกิจซ่อนเร้นของผู้บังคับบัญชาคนเดิมแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน

ทั้งที่โดยหลักการแล้ว การกำหนดตัวบุคคลบังคับบัญชากองทัพ ควรยึดภารกิจส่วนรวมของกองทัพเป็นสำคัญ มิใช่ กำหนดขึ้นจากภารกิจ (ใหม่) ส่วนตนของใครคนใดคนหนึ่งมาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณา !

เมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว อ่านกันไม่ยากหรอกว่า ผู้มีอำนาจพิจารณายึดสิ่งใดเป็นปัจจัยสำคัญ .. การระวังหลัง ต่างจาก การสืบทอดอำนาจ อย่างแน่นอน !!

และเผลอ ๆ ยังจะอ่านต่อไปถึง ภารกิจใหม่ ของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่า บทยี่เกบทใหม่ที่เขียนเสร็จแล้ว – เป็นแบบไหน เช่นไรด้วย !!

............................
กำลังโหลดความคิดเห็น...