xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนมองเหตุไม่บัญญัติ"ศาสนาประจำชาติ" ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2475

เผยแพร่:   โดย: "เซี่ยงเส้าหลง" และทีมข่าวการเมือง

•• หายหน้าไปหลายวัน -- มีเรื่องเก่า ๆ มาเล่าให้ฟังเป็น ข้อคิด ว่าควรหรือไม่ที่จะบัญญัติ “...พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ.” ไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 สืบเนื่องมาจาก “เซี่ยงเส้าหลง” ได้ยินข้อคิดจากผู้ใหญ่คนหนึ่งถ่ายทอดผ่านรายการ ยามเฝ้าแผ่นดิน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2550 ที่ผ่านมาในทำนอง “...ขอให้คิดให้ดี ๆ เราอาจจะทำความผิดใหญ่หลวงเป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกเมื่อปี 2482 เราเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย.” นับเป็นประเด็นที่ สะกิดใจ, ชวนคิด อย่างยิ่งพอ ๆ กับที่น่าจะ ค้นคว้าหาสาเหตุ ว่าเหตุไฉนไม่มีการบัญญัติ “...พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ.” มาตั้งแต่ครั้ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 จนเกือบจะกลายเป็น ประเพณี ไปแล้ว
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
•• ขอเริ่มต้นจากประเด็นแรก การเปลี่ยนชื่อประเทศ เมื่อ ปี 2482 นั้นเป็นที่ชัดเจนว่าเกิดจาก ลัทธิชาตินิยม ซึ่งต้องบอกว่าเป็น ลัทธิชาตินิยมเชิงลบ ซึ่งถ้าเลยเถิดไปอีกนิดจะเข้าข่าย ลัทธิคลั่งชาติ (เหมือน นาซี) ยุคนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม (หรือในขณะนั้นคือ นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกระหว่าง ปี 2481 - 2487 จุดประสงค์ที่แท้ของการเปลี่ยนชื่อประเทศมาจากความเชื่อที่ว่า “...คนเชื้อชาติไทยที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในบริเวณจีนตอนใต้ แหลมอินโดจีน ตอนเหนือของอินเดียและพม่า หากรวมตัวกันได้เมื่อไรจะยิ่งใหญ่ทัดเทียมมหาอำนาจอื่นในตะวันตก และญี่ปุ่น จึงต้องกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม.” การเปลี่ยนชื่อประเทศในครั้งนั้นมีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกจาก เปิดศึกอินโดจีนเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส, เป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งบรรดา ละครปลุกใจ, เพลงปลุกใจ ทั้งหลาย

•• แม้ในบันทึกประวัติศาสตร์จะถือว่า วันที่ 24 มิถุนายน 2482 คือวันเปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม เป็น ไทย โดยยึดถือตาม ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยรัฐนิยม ใช้ชื่อประเทศ, ประชาชน และสัญชาติ แต่ในทาง กฎหมาย แล้วต้องถือเอา วันที่ 26 สิงหาคม 2482 วันที่รัฐบาลในขณะนั้นเสนอ ร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญขนานนามประเทศ ต่อ รัฐสภา และผ่านวาระ 3 ในอีก 1 เดือนถัดมา

•• คำแถลงต่อรัฐสภาของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นระบุ เหตุผลหลัก ให้เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าเพื่อ ต่อต้านคนจีนในสยาม คำกล่าวตอนหนึ่งของ นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม มีบันทึกไว้ว่า “...การที่เราใช้คำว่าประเทศสยามนั้น นอกจากจะไม่ตรงกับเชื้อชาติของเราแล้ว ในต่อไปภายหน้าคนชาวต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศของเราก็อาจที่จะถือเอาสิทธิประเทศของเราเป็นประเทศของเขาก็ได้ คือเราเป็นชาวไทย เราก็อยู่ในประเทศสยาม ชาวจีนก็อยู่ในสยาม ถ้าหากว่าการที่อพยพของชาวต่างประเทศมากขึ้นในต่อไปข้างหน้าตั้งพันปี เราก็อาจจะไม่เข้าใจว่าประเทศสยามนี้เป็นของไทย หรือของจีน หรือของคนอื่น.” เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ก่อนหน้านั้นจะมี การถกเถียงอย่างหนัก ในคณะรัฐมนตรีตั้งแต่การประชุมนัด วันที่ 8 พฤษภาคม 2482 ที่มีการเสนอครั้งแรกเป็น วาระจร ตามมาด้วยนัด วันที่ 22 พฤษภาคม 2482, วันที่ 31 พฤษภาคม 2482 โดยในนัดหลังได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการรัฐนิยม (เริ่มแรกใช้ชื่อ คณะกรรมการธรรมนิยม) และนัดสุดท้าย วันที่ 23 มิถุนายน 2482 แต่พอในชั้นการประชุมพิจารณากฎหมายใน รัฐสภา ปรากฏว่า แทบไม่มีเสียงคัดค้าน ข้อถกเถียงที่ปรากฏในบันทึกการประชุมมีเพียงประเด็นเดียวที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงคือเรื่อง ตัวสะกด ของชื่อประเทศที่กำลังจะเปลี่ยนใหม่ว่าควรจะเป็น ไทย หรือ ไท การลงคะแนนในวาระแรกเฉียดฉิวมาก ไทย ชนะไปด้วยคะแนน 64 : 57 เสียง แต่พอในวาระที่ 3 ไทย จึงชนะไปอย่าง เอกฉันท์ พลิกความคาดหมาย

•• ถัดจากนั้นมามีการพิจารณาอย่างจริงจังถึงการจะกลับไปใช้ชื่อประเทศว่า สยาม อีกครั้งในชั้นของการร่างรัฐธรรมนูญ 3 ยุค ปี 2491, ปี 2504 และ ปี 2517 ยุคแรกชื่อประเทศใหม่ ไทย ยังคงชนะเฉียดฉิว 18 : 14 เสียง ยุคที่ 2 ซึ่งเป็นยุคคณะปฏิวัติของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แม้คะแนนเสียง ไทย จะชนะขาดลอยไปถึง 134 : 5 เสียง แต่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเป็นการอภิปรายโต้เถียงที่มี ลักษณะทางวิชาการสูงมาก ใช้เวลาอภิปรายเฉพาะประเด็นนี้ประเด็นเดียว 3 ครั้ง 3 วันประชุม โดยหัวเรี่ยวหัวแรงฝ่ายสนับสนุนให้กลับไปใช้ชื่อ สยาม ก็คือ พล.อ.แสวง เสนาณรงค์ (ขณะนั้นคือ พล.ต.แสวง เสนาณรงค์ ท่านผู้นี้ในเวลาต่อมาถือได้ว่าเป็น ทหารก้าวหน้า, ทหารประชาธิปไตย มากที่สุดคนหนึ่งแม้จะเป็น เลขานุการ ของ จอมพลถนอม กิตติขจร แต่ก็มีแนวคิดที่ไม่ตรงกับ จอมพลประภาส จารุเสถียร, พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านไม่เห็นด้วยกับ การปฏิวัติตนเอง 17 พฤศจิกายน 2514) ล่าสุดในยุคที่ 3 แม้จะมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสองสามคนหยิบยกขึ้นมาอภิปรายแต่ก็ ไม่ได้รับความสนใจ – ไม่เป็นประเด็นที่จะต้องลงมติ แต่ก็เพียงพอที่จะให้มี ข้อเขียน ในเชิง เล่าความหลัง และสนับสนุนชื่อ สยาม ออกมาจาก ท่านปรีดี พนมยงค์ ภายใต้ชื่อบทความขนาดยาวว่า ความเป็นมาของชื่อประเทศสยามกับประเทศไทย ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษากัน

•• ขอแทรกตรงนี้ว่าเมื่อ ท่านปรีดี พนมยงค์ ขึ้นมามีอำนาจหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ปี 2489 ท่านจริงจังอย่างมากกับ ชื่อภาษาอังกฤษ ของ ประเทศไทย, คนไทย ว่าควรใช้คำว่า Siam, Siamese จึงได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ทวี บุณยเกต ประกาศชื่อภาษาอังกฤษของประเทศไทยและคนไทยเสียใหม่เป็น Siam, Siamese แต่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนชื่อประเทศ Siam, Siamese ใช้อยู่ช่วงสั้น ๆ เมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมามีอำนาจเต็มอีกครั้งใน ปี 2492 ท่านก็ประกาศกลับไปใช้ Thailand, Thai อย่างเดิมอีก

•• ต้นคิดของการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม มาเป็น ไทย นอกเหนือจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วก็เห็นจะเป็นกุนซือสมองเพชรของท่าน หลวงวิจิตรวาทการ ผู้ประกาศแนวคิด ต่อต้านคนจีน ที่ฮือฮากันมากก็คราวในปาฐกถาองค์สำคัญเมื่อ กรกฎาคม 2481 ท่านบอกว่าคนจีนในสยามเป็น กาฝาก ยิ่งกว่า ยิวในยุโรป เหตุผลสนับสนุนการเปลี่ยนชื่อประเทศของท่านมี 4 ประการ ประการที่หนึ่งคือ ทำให้คนไทยมีสัญชาติกับบังคับไม่ตรงกัน (กล่าวคือ สัญชาติไทย – บังคับสยาม) ประการที่สองคือ ชื่อคนกับชื่อภาษาไม่ตรงกัน (กล่าวคือ คนสยาม - ภาษาไทย) ประการที่สามคือ ในประเทศเดียวกันเกิดปวงชนเป็น 2 พวก (กล่าวคือ ปวงชนชาวไทย – ปวงชนชาวสยาม) และประการสุดท้ายที่น่าจะถือว่าสำคัญที่สุด ความยิ่งใหญ่ของเชื้อชาติไทยที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก – ที่นับรวมกันแล้วได้ 36 ล้านคนในปี 2482 ในข้อสุดท้ายนี้ท่านอ้างอิงงานเขียนเรื่อง The Thai Race : Elder Brother of the Chinese ของ W.C. Dodd และงานวิจัยสำรวจอีกจำนวนหนึ่งของนักวิชาการอเมริกันที่เข้าไปสำรวจในจีนนาม George B. Cressey ที่พยายามบอกเล่าว่า มีคนไทยในจีนจำนวนมหาศาล และคนเหล่านั้นล้วน แปลกแยกจากจีน, ไม่ยอมรับจีน และประสงค์ที่จะ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคนไทยในสยาม นี่แหละคือแนวคิด ลัทธิชาติใหญ่, ลัทธิชาตินิยมเชิงลบ ใกล้เคียงกับ ลัทธิคลั่งชาติ แต่กำลังเป็นกระแสโลกในขณะนั้น

•• แม้จะไม้ได้แสดงออกอย่างเต็มที่ใน ปี 2482 แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ท่านปรีดี พนมยงค์ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม เป็น ไทย เพราะท่านไม่สนับสนุน ลัทธิชาติใหญ่, ลัทธิชาตินิยมเชิงลบ ที่ใกล้เคียงกับ ลัทธิคลั่งชาติ เพราะไม่เชื่อว่าจะเป็น การรวมพลังสร้างสรรค์ชาติอย่างยั่งยืน ขึ้นมาได้

•• นี่อาจจะเป็น คำตอบ ได้ว่าเหตุไฉนไม่มีการบัญญัติ “...พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ.” มาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ 2475 เป็นไปได้ไหมว่าเพราะไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ท่านปรีดี พนมยงค์ และไม่ใช่เหตุผลเพียงเพราะท่าน เกรงใจ หรือ รักษาน้ำใจ ของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ใน คณะราษฎร ที่เป็น มุสลิม อย่าง บรรจง ศรีจรูญ และ แช่ม พรหมยงค์ ผู้มีบทบาทในการแก้ปัญหา 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ “เซี่ยงเส้าหลง” เชื่อว่าเป็น หลักคิดที่แตกต่าง ด้านหนึ่งท่านไม่เชื่อในพลังสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนของ ลัทธิคลั่งชาติ อีกด้านหนึ่งท่านแม้จะเป็น พุทธศาสนิกชน แต่ก็ไม่ต้องการให้ประเทศหลุดเข้าไปสู่กับดัก ลัทธิคลั่งศาสนา เช่นกัน