xs
xsm
sm
md
lg

นายกฯ เผยพบร้านอาหารในมาเลย์แหล่งทุนหนุนโจรป่วนใต้

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
“สุรยุทธ์” เผยพบข้อมูลที่มาของเงินที่สนับสนุนผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ พบเป็นร้านอาหารไทยในมาเลเซีย ชื่อ “ต้มยำกุ้ง” ที่อาศัยเงินบริจาคและเรียกค่าคุ้มครองจากนักธุรกิจในมาเลย์ ชี้ดับไฟใต้สำคัญต้องให้ประชาชนมาเป็นพวกรัฐมากขึ้น ย้ำไม่ใช่ “สงครามแย่งชิงประชาชน” แต่เป็นการขอความร่วมมือ


วันนี้ (21 พ.ย.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำข้อเสนอแนะรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ไม่ได้รับจาก คมช.ที่ได้รับเป็นข้อเสนอจากคณะที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ทำมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งมีอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาชี้แจงในช่วงเช้า (21 พ.ย.) นี้ ไม่ใช่ของ คมช. ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าบางส่วนทางรัฐบาลได้ทำไปแล้ว บางส่วนจะได้ดำเนินการต่อไป ในเรื่องของกรอบแนวความคิดคงเหมือนกันคือแนวทางสันติวิธีเป็นหลัก

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลส่งตัวแทนไปเจรจากับตัวแทนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะยังไม่มีคณะบุคคลใดๆที่แสดงออกมาว่าจะมาพูดจากับเรา ยังไม่มี เมื่อถามถึงกรณีที่จะให้มีการทำความจริงให้ปรากฏในกรณีวิสามัญฆาตกรรมที่สะบ้าย้อย กับกรือเซะ ตรงนี้เห็นด้วยหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการอยู่ คงต้องรอ เพราะเรื่องเกี่ยวกับหลักฐานการสืบสวนสอบสวนต้องใช้เวลา เพราะถ้าพูดไปก่อนจะทำให้เกิดความเสียหาย ขณะนี้เรียนได้ว่ากระทรวงวัฒนธรรมโดย รมต.แจ้งให้ทราบว่ากำลังดำเนินการอยู่ ส่วนจะออกเป็นสมุดปกขาวชี้แจงหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ คิดว่าคงไม่เป็นลักษณะอย่างนั้น ในเรื่องกระทรวงยุติธรรมอาจจะดำเนินการให้เห็นความโปร่งใส ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนของเราที่จะต้องหาทางทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นมาในส่วนเหล่านี้

ส่วนเรื่องการประชุม ครม.นัดพิเศษ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่การประชุม ครม.นัดพิเศษ เป็นการคุยกันแบบไม่มีวาระมากกว่า เพราะถ้ามีวาระมันเป็นเครื่องบีบบังคับที่จะทำให้เราจำเป็นจะต้องพิจารณาไปตามนั้น ถ้าไม่มีวาระก็หมายถึงเราคุยเรื่องอะไรก็ได้ สมมติว่าเราตั้งหัวข้อเรื่องการเมืองภายในประเทศ สถานการณ์ทางภาคใต้ทุกกระทรวงก็มีส่วนที่จะแสดงความคิดเห็น ถือเป็นการเปิดโอกาสในการระดมความคิด ซึ่งแต่ละกระทรวงอาจจะไม่มีเวลาคุยกันมากนัก ได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากขึ้น

ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นแนวความคิด หรือวิธีการที่จะประสานงานกัน ซึ่งอาจจะมีแนวความคิดอยู่แล้ว เพียงแต่ทำอย่างไรที่จะทำให้มันเกิดเอกภาพในการทำงานขึ้นมา และทำอย่างไรให้ปัญหาเรื่องงบประมาณเป็นไปได้อย่างราบรื่น สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารที่จะต้องมานั่งคุยกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาทางภาคใต้เวลานี้ดูเหมือนผู้ก่อเหตุไม่ต้องการให้คนไทยพุทธอยู่ในพื้นที่ ขณะเดียวกันต้องการกักขังไทย-มุสลิม ไม่ให้ติดต่อกับภาครัฐ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า คิดว่าสื่อคงต้องช่วยในส่วนนี้ที่จะสร้างความเข้าใจทั้งในส่วนของคนไทย-พุทธ และคนไทย-มุสลิมว่า มีคนที่เขาคิดไม่ดีพยายามที่จะทำตรงนี้ ทำอย่างไรที่เราจะหันมาช่วยเหลือและให้ความร่วมมือกัน เหมือนอย่างกรณีที่มีคนไทย-มุสลิมจากบันนังสตา มาเยี่ยมกลุ่มคนไทย-พุทธที่อพยพมาอยู่วัดในตัวเมืองยะลา ตรงนี้เป็นการแสดงออกที่เห็นถึงความร่วมมือของคนไทยไม่ว่าจะมีความเชื่ออะไร ตรงนี้คิดว่าสื่อน่าจะช่วยได้ว่าสิ่งที่เขาทำให้เกิดขึ้นนั้นมันไม่มีผลกระทบเลย

นายกฯ กล่าวถึงเรื่องที่ผู้ก่อความไม่สงบใช้แนวทางกดดันให้เจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่โดยใช้ประชาชนเข้ามาเป็นมวลชนในการทำงานว่า ตรงนี้เราแก้ไปแล้วคือใช้วิธีการเจรจา ไม่ได้มีการใช้กำลังและความรุนแรง โดยชี้แจงให้ฟังว่าสิ่งที่เขาอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้นมันไม่จริงอาจจะมีคนปล่อยข่าวว่าทำอย่างนู้น ทำอย่างนี้ แต่จริงๆ ไม่ใช่ ใครก็ไม่ทราบที่เป็นคนทำ เป็นวิธีการที่ทำให้เกิดความแตกแยก สื่อเองถ้ามีข้อมูลและพยายามสื่อข่าวในลักษณะสร้างความเข้าใจ สร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นก็จะเป็นประโยชน์

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า แนวทางสันติวิธี คือ การแก้ไขปัญหาโดยการพูดจากัน ซึ่งตนพูดมาตั้งแต่ต้นคงไม่ต้องบอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอีกแล้ว เพราะตนเป็นคนเปลี่ยนให้ใช้วิธีการพูดจาทำความเข้าใจกัน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามทั้งผู้ก่อเหตุ และประชาชนธรรมดา ซึ่งอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ตรงนี้เป็นส่วนที่อยากจะบอกพวกเราว่าสื่อเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง แทนที่จะเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วขยายความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนั้นออกไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า เวลานี้รัฐบาลรู้หรือยังว่าเรากำลังสู้กับอะไร และเขาต้องการอะไรกับสิ่งที่เขาดำเนินการ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่ามีคนที่เขาคิดไม่ดี ที่เขาคิดที่จะแบ่งแยกโดยใช้ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และความเชื่อทางประวัติศาสตร์ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาแต่เราต้องยืนอยู่บนความเป็นจริงว่าประเทศไทยเป็นของคนที่ต่างความเชื่อ และคนที่ต่างเชื้อชาติ เมื่อถามว่ามีแรงหนุนจากต่างชาติด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าไม่มี เท่าที่ตนได้มีโอกาสทำงานในช่วงหลังๆ นี้ เพียงแต่เราก็ปรับความเข้าใจกัน ประเทศเพื่อนบ้านกับประเทศมุสลิมทั่วโลก เขาก็เริ่มเข้าใจเรามากขึ้นว่าเราหาวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างไร หลังจากที่อาจจะใช้วิธีการที่มีความรุนแรงมากเกินไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ส่วนเรื่องเงินสนับสนุนผู้ก่อการร้าย นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตนคิดว่าเราสามารถจะติดตามได้ ไม่ได้เป็นเงินที่มากมาย เท่าที่ทราบเขามีเครือข่าย ร้านอาหารไทยในมาเลเซีย ที่เรียกว่า “ต้มยำกุ้ง” เขาอาศัยการบริจาค จากร้านอาหารเหล่านี้และใช้วิธีการเรียกค่าคุ้มครองจากนักธุรกิจภายในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อสายจีน ไทยพุทธ ไทยมุสลิม ก็ถูกเรียกค่าคุ้มครองทั้งสิ้น เมื่อถามว่าจะตัดท่อน้ำเลี้ยงตรงนี้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้ต้องค่อยๆ ทำ สิ่งที่สำคัญคือถ้าเราสามารถที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องได้ สร้างความเชื่อมั่นได้ ประชาชนก็จะมาให้ความร่วมมือกับฝ่ายรัฐมากขึ้น

วิธีการนี้คงไม่ได้แย่งชิง ตนพูดถึงความร่วมมือ ความเข้าใจ เราไม่ได้ทำสงคราม ตนเป็นทหาร แต่ไม่ชอบสงครามเลย ตนไม่ทำสงครามแย่งชิงประชาชน แต่ขอความเห็นใจ ความเข้าใจให้มาร่วมมือกันที่จะแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองของเรา

เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้ขบวนการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาภาคใต้ที่ปรับใหม่ หรือรองบประมาณเดินหน้าได้มากน้อยแค่ไหน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ที่จะประชุม ครม.นัดพิเศษกันในวันพฤหัสบดีนี้ จะลงในรายละเอียดว่ามีปัญหาเรื่องการบริหารอย่างไรบ้าง แต่ละกระทรวงลงไปทำงานแล้วมีข้อขัดข้องอย่างไรจะได้ปรับกัน เพราะมันน่าจะมีเอกภาพ มีศูนย์รวมในการนำนโยบายลงไปปฏิบัติ