นักวิชาการด้านสื่อ แนะบอร์ด-พนักงาน อสมท ถอยคนละก้าว เชื่อบอร์ดมีเจตนาดี แต่รุกเร็วเกินไป จนพนักงานกลัวโดนล้างบาง ขณะอดีตว่าที่ กทช.สงสัยเหตุป่วน เพราะ “ชิตณรงค์” บิดเบือนข้อมูล พร้อมย้ำ อสมท รับใช้สังคมน้อย ทั้งที่มีกำไรจากช่อง 3-ยูบีซี ถึงปีละ 3 พันล้านบาท ด้าน “อรวรรณ” รับปากจะลดการประจันหน้า เผยเจ็บปวดโดนลูกถาม “ประท้วงทำไม” แถมอ้างถูกเว็บผู้จัดการแฉประวัติ ลงเบอร์ส่วนตัว ฉุนจัดโดนแฟนรายการ “สนธิ” ถามเรื่องพบทักษิณที่นิวยอร์ก
เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง “ใคร...? ทำร้าย อสมท” ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน มีวิทยากรเข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายพิเชียร อำนาจวรประเสิรฐ อดีตว่าที่กรรมการกิจการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายพิรุณ ฉัตรวนิชกุล บรรณาธิการอำนวยการวิทยุ 105 เมกะเฮิรตซ์ อดีตผู้บริหารโอเพ่นเรดิโอ ในเครือแกรมมี่ นางดรุณี หิรัญรักษ์ คณบดีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นางอรวรรณ กริ่มวิรัตน์กุล ตัวแทนพนักงาน อสมท น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ และนางสาวรสนา โตสิตระกูล เลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ นักสื่อสารมวลชน โดยมี นายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ
นางดรุณี กล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เจ้าหน้าที่พนักงานของ อสมท ลุกขึ้นมาต่อต้านขับไล่รัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้ง โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ทั้งๆ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า อสมท ถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ และฝ่ายการเมืองมาตลอด แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ดังนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็ทำให้สังคมมองเช่นกันว่าใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นคิดว่ารัฐบาลชุดนี้พลาด เนื่องจากพอเข้าไปก็ปรับเปลี่ยนนโยบาย อสมท ทันที ถือว่าเร็วเกินไป โดยขาดการสื่อสารระหว่างบอร์ดกับพนักงาน ซึ่งอาจเป็นเพราะความเป็นมือใหม่ของบอร์ด แต่ตนก็คิดว่ายังไม่สายเกินไป อยากให้ อสมท ได้ทบทวน ไม่อยากเห็นสื่อมาฟาดฟันกันเอง อยากให้ปัญหาจบลงโดยเร็วที่สุด ซึ่งก็ดีใจที่ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว
“บอร์ดคงได้บทเรียนแล้ว ดิฉันเชื่อว่า บอร์ดทุกคนมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง เพราะหลายคนก็มีความรู้ความสามารถ แต่ก็มีบ้างบางคนที่ไม่เหมาะ ดังนั้น เมื่อทุกฝ่ายต้องการต่อสู้เพื่อบ้านเมืองเวลาที่มีเหลืออยู่ 1 ปี ก็ขอให้ อสมท ปฏิรูปให้เป็นสื่อของรัฐ เป็นสื่อสาธารณะที่เป็นประโยชน์ให้กับส่วนรวม ต้องเป็นอิสระ และไม่ถูกแทรกแซงจากการเมืองอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นอยากให้จบลงเร็วที่สุด” นางดรุณี กล่าว
นายพิเชียร กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าลักษณะ “ขิงก็ราข่าก็แรง” บอร์ดชุดใหม่ก็มีเจตนาดี ต้องการปฏิรูป อสมท ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการเมืองมาตลอด ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า อสมท ทำหน้าที่ในการปกป้องสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และระบอบประชาธิปไตยน้อยเกินไป โดยเฉพาะการต่อสู้กับรัฐบาลที่ผ่านมาแทบจะไม่ค่อยเห็นในรายการของ อสมท เหมือนกับสื่ออื่น ในส่วนของบอร์ด อสมท ที่เข้ามานั้นจังหวะก้าวรวดเร็วรุนแรงไป โดยไปเปลี่ยนแนวการทำงานของ อสมท จาก “สังคมอุดมปัญญา” เป็น “สัมมาปัญญา” ซึ่งไปกระตุกให้พนักงานคิดว่าจะเข้าล้างบาง เพราะในใจลึกๆ พนักงาน อสมท ก็ไม่ยอมรับบอร์ดเท่าที่ควร เนื่องจากมาจากรัฐบาลยึดอำนาจ ไม่ใช่ฉันทามติ จึงขอให้ทั้งสองฝ่ายถอยออกมาคนละก้าว เพราะการทะเลาะกันไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน
นายพิเชียร กล่าวต่อว่า ต้องดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของนายชิตณรงค์ คุณะกฤดาธิการ รองกรรมการผู้อำนวยการ อสมท หรือไม่ เกี่ยวกับการสื่อสารกับพนักงานเรื่องผลประโยชน์การจัดผังรายการไปทางหนึ่ง และสื่อสารกับผู้จัดผังรายการเป็นไปอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ อยากให้ อสมท คำนึงถึงวัตถุประสงค์หลัก คือ การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากกว่าการทำผลกำไรให้เกิดขึ้นกับองค์กร
“ครั้งนี้ต้องเปลี่ยนโจทย์ว่า ใครทำร้าย อสมท เป็นใครควรสร้างสรรค์ อสมท ให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาอสมท รับใช้สังคมน้อยเกินไป อสมท หลับๆ ตื่นๆ ก็ได้กำไรจากช่อง 3 และยูบีซี เฉลี่ยปีละ 3 พันล้านบาทอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นใครจะมาเป็นผู้บริหารก็ได้ แต่ต้องมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังควรเปิดโอกาสให้ผู้จัดรายย่อยเข้ามาใช้เวที อสมท มากขึ้น เพื่อขจัดการผูกขาด และอยากให้ทุกช่องใช้กรณีศึกษาของ อสมท กระตุ้นเตือนการทำรายการที่เป็นประโยชน์ให้มากขึ้น” นายพิเชียร กล่าว
ด้าน นายพิรุณ กล่าวว่า ปัญหา อสมท คงไม่เกิดขึ้น หาก นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายเรื่องสื่อให้ชัดเจนก่อนหน้านี้ โดยเชิญสื่อทุกแขนงมาคุยว่าจะรับกันได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา นายธีรภัทร์ ไม่เคยแถลงเรื่องสื่อเลย จึงขอเรียกร้องให้เชิญรัฐมนตรีมาคุยเรื่องจุดยืนของสื่อในเวทีนี้ ขณะที่บอร์ดที่ลาออกไปก็น่าจะหาสัดส่วนที่เหมาะสมเข้าไป เพราะหลายคนที่เป็นบอร์ดในขณะนี้ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้อยู่ในแวดวงและไม่ได้เข้ามาปฏิรูปอย่างแท้จริง แต่ถูกคัดเข้ามาตามโควตา บอร์ดน่าจะตั้งคนที่อยู่ในวงการและสร้างความโดดเด่นของ อสมท ขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่เคยทำสื่อมาก่อนเลย ดังนั้น การเข้ามาของบอร์ดชุดนี้จึงเป็นการซ้ำเติม อสมท ไม่ใช่การแก้ไขปัญหา
“ถ้าบอร์ดอ้างว่า เข้ามาในฐานะเจ้าของ ยิ่งชุ่ยเข้าไปใหญ่ ไม่ควรเลย ส่วนที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เรียกร้องให้พนักงานที่เคลื่อนไหวลาออก ผมเห็นว่า ขณะนี้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับ อสมท กำลังทำตัวยิ่งกว่าเป็นเจ้าของ อสมท ที่ผ่านมา สื่อถูกคุกคามจากภาครัฐมากพอแล้ว หากเราเป็นสื่อที่ถูกคุกคาม โดยไม่ใช่ภาครัฐ จะยิ่งแย่ ขณะนี้สื่อสามารถวิจารณ์รัฐบาลทหารได้ แต่กลับกลายว่าเราวิจารณ์สนธิ หรือเครือผู้จัดการไม่ได้เลย” นายพิรุณ กล่าว
ด้าน นายสมชาย กล่าวว่า อยากฝาก อสมท ให้ติดตามข้อมูลที่ยังถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะผังรายการบางรายการ ที่ทำให้ อสมท สูญเสียรายได้จากค่าโฆษณากว่า 140 ล้านบาท ซึ่งน่าจะมีการตรวจสอบ ไม่น่าจะใช่การประมาทเลินเล่อ นอกจากนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตรายการ พบว่า รายได้ที่เกิดขึ้นไม่สัมพันธ์กับต้นทุน โดยเฉพาะหลังจากที่ อสมท เข้าตลาดหลักทรัพย์ มีกำไรเพิ่มขึ้น แต่เมื่อพิจารณาแล้วก็พบว่ามีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้น ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากการขยายงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดกำไรกลับน้อยกว่าที่ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ ตนอยากให้มีองค์กรภาคประชาชนเข้ามาเป็นบอร์ดเพื่อปฏิรูป อสมท ให้มีความโปร่งใส
ส่วน นางอรวรรณ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวทำในนามตัวแทนพนักงาน และเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านของเรา เพื่อให้รัฐบาลเข้ามาดูแล เพราะที่ผ่านมา เราถูกแทรกแซงอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามาเพื่อปฏิรูปการเมือง เราจึงมั่นใจรัฐบาลและตัดสินใจยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อให้เกิดการปฏิรูปไปพร้อมๆ กัน แต่กลายเป็นว่า อสมท ไปปะทะกับอำนาจผลประโยชน์มหาศาล
“ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบครัวของดิฉันต้องถูกคุกคามจากการโทรศัพท์เข้ามาต่อว่าด่าทอ ที่น่าเสียใจและเจ็บปวดมาก คือ ลูกสาวคนเดียวถามว่า แม่แต่งชุดดำไปประท้วงทำไม ครูที่โรงเรียนให้มาบอกแม่หยุดประท้วงได้แล้ว ดิฉันเห็นว่า เป็นการคุกคามถึงคนในครอบครัวซึ่งไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ นอกจากนี้ เว็บไซต์ นสพ.ผู้จัดการ ยังได้นำประวัติส่วนตัวพร้อมเบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ของดิฉันไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ ผลที่ตามมา คือ การถูกคุกคามอย่างหนัก ขณะที่การจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ของนายสนธิ ที่ระบุว่า มีผู้ชม 15 ล้านคนทั่วประเทศ ยังได้ให้เกียรติพาดพิงถึงดิฉันในช่วงท้าย โดยการอ่านคำถามที่ถามจากประชาชน จ.นครนายก ว่า เห็นดิฉันเดินอยู่กับคุณทักษิณ (ชินวัตร) ที่สหรัฐอเมริกา วันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งนายสนธิที่เป็นนักสื่อสารมวลชนรุ่นใหญ่ ตอบว่า อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ผมก็ไม่รู้ ดิฉันจึงเห็นว่า นายสนธิ พยายามจะนำดิฉันเข้าไปสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นกับกลุ่มที่ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ นายสนธิ จะรับผิดชอบต่อชีวิตดิฉันอย่างไร ในฐานะที่นำดิฉันไปเป็นประเด็นการเมืองในความขัดแย้งระหว่างคนที่ไม่พอใจ พ.ต.ท.ทักษิณ” นางอรวรรณ กล่าว
นางอรวรรณ ได้แสดงหลักฐานหนังสือเดินทางและวีซ่า ที่เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา ล่าสุดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และหมดอายุวีซ่าในเดือนมีนาคม 2547 พร้อมกล่าวว่า วันที่ 18 กันยายนที่มีการอ้างถึงก็ยังไม่มีการประกาศยึดอำนาจ และทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ตลอด นักข่าวเอเอสทีวีที่ประจำอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ก็เห็นอยู่ทุกวัน จึงขอตั้งคำถามว่าเหตุใดนายสนธิจึงจงใจพูดเช่นนั้นต่อประชาชน 15 ล้านคนทั่วประเทศ ที่ นายสนธิ อ้างถึง นายสนธิจะรับผิดชอบคำพูดของตัวเองหรือไม่ หากเกิดผลกระทบต่อชีวิตของตน
“เหตุผลที่ทำให้พนักงานลุกขึ้นมา เกิดจากปรากฏการณ์ 3 ประการ คือ 1.พนักงานช็อกกับการเปลี่ยนแปลงจากการปฏิวัติที่ไม่มีโอกาสตั้งรับ และการลาออกของบอร์ดชุดเก่า ซึ่งทำให้ขวัญกำลังใจรวนเร และเกิดการวิตกในนโยบายขององค์กรในอนาคต 2.เมื่อมีบอร์ดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ เราก็ช็อกกับรักษาการที่ขาดการสื่อสารกับพนักงานภายใน และเลือกที่จะสื่อสารกับคนภายนอกองค์กรก่อน โดยเฉพาะที่เป็นแง่ลบ”
ส่วนประการที่ 3 นางอรวรรณ กล่าวว่า พนักงานเกิดการช็อกครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อรัฐมนตรีที่กำกับดูแลใช้อำนาจในการสั่งให้ไปทำข่าวกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมกับมีการแบ่งผลประโยชน์ในผังรายการ ผลการประชุมของบอร์ดวานนี้ (10 พ.ย.) พนักงานมีความผิดหวัง แต่ยืนยันว่า จะไม่มีการประจันหน้าซึ่งกันและกัน เพราะเรายอมรับว่า ต่อให้คน อสมท รวมกันให้ตายก็ล้มบอร์ดไม่ได้ แต่ที่ผ่านมา พนักงานเคยเสนอให้ประธานบอร์ด ควบตำแหน่งรักษาการไปก่อน เพื่อลดกระแสเสียดทานภายใน อสมท แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ดังนั้น การเคลื่อนไหวต่อไปของกลุ่มพนักงานจะขอหารือ และประชุมรับฟังเสียงส่วนใหญ่ ว่า จะรับสภาพการทำงานของนายพงษ์ศักดิ์ ที่ตกลงว่า จะรักษาการเพียง 3 เดือนได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยพนักงานรู้สึกพอใจที่บอร์ดจะยังคงนโยบายสังคมอุดมปัญญา และเดินหน้ารายการที่ดีมีประโยชน์ต่อไป และยืนยันที่จะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากฝ่ายใด” นางอรวรรณ กล่าว
นางอรวรรณ กล่าวด้วยว่า กรณีการทุจริตของบริษัท ไร่ส้ม อสมท กำลังกวาดบ้านของเราอยู่เรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ด้าน นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า การลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวของพนักงาน อสมท แม้จะช้าแต่ไม่สำคัญ เท่ากับลุกมาแล้ว ดีกว่าไม่ทำอะไร ซึ่งตนเฝ้ารอดูความอิสระในการปฏิรูปสื่อทั้งช่อง 5 ช่อง 9 และช่อง 11 เหตุที่ทุกคนพยายามเข้ามาหาผลประโยชน์ใน อสมท อาจเป็นเพราะมีชื่อที่ติดตลาดอยู่แล้ว และทุกคนพยายามเข้ามาหยิบชิ้นปลามันในผลประโยชน์มหาศาล
“การนำ นายสนธิ เข้ามาจัดรายการไม่ได้อยู่บนมาตรฐานที่ถูกต้อง เพราะหากย้อนไปนายสนธิเคยญาติดีกับรัฐบาลทักษิณในช่วงแรก และเข้ามาจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ซึ่ง อสมท ได้พยายามเขี่ยรายการอื่นทิ้งไป เพื่อเอาช่วงเวลาดังกล่าวมาให้นายสนธิ แต่เมื่อนายสนธิมีความขัดแย้งกับรัฐบาลทักษิณ จึงถูกเขี่ยออกไปจาก อสมท และขณะนี้นายสนธิญาติดีกับรัฐบาลชุดนี้ ก็จะถูกกลับเข้ามาใน อสมท แต่ถ้าในอนาคตมีความขัดแย้งกับรัฐบาลนี้แล้วจะถูกเขี่ยออกไปอีกหรือไม่ ดังนั้น อะไรคือมาตรฐานและความชัดเจนในการนำรายการต่างๆ เข้ามาใน อสมท”
นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า สถานีโทรทัศน์ที่ควรถูกปฏิรูป ขณะนี้ไม่ใช่ช่อง 9 แต่เป็นช่อง 5 และ ช่อง 11 ซึ่งรัฐบาลควรเข้าไปปฏิรูปอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นยิ่งกว่าแดนสนธยา พร้อมกับเตือน ว่า ขณะนี้วิชาชีพสื่อต้องระวัง อย่าติดกับ เพราะมีการใส่ร้าย การมีความเห็นที่แตกต่าง ถูกมองว่าอยู่ข้างระบอบทักษิณ เป็นตัวแทนระบอบทักษิณ คนในสังคมต้องยอมรับว่าไม่มีใครคิดเหมือนกัน แต่การที่เราคิดไม่เหมือนรัฐบาล เราจะถูกมองเป็นคลื่นใต้น้ำหรือไม่ เราควรเคารพความเห็นซึ่งกันและกัน ความเห็นที่แตกต่าง ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ขณะนี้การเมืองเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สื่อเองก็ถูกจับโยนเข้าไปในกระแส ทุกฝ่ายควรได้รับการตรวจสอบ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้ามาปฏิรูปสื่อ และขอให้บัญญัติมาตรา 40 ซึ่งเป็นประโยชน์เอาไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย
ส่วน นางสาวรสนา กล่าวว่า สังคมไม่ได้อะไรจากการทะเลาะกัน และประชาชนอยากให้ อสมท หยุดการโต้แย้ง และกลับมาทำประโยชน์ให้กับสังคม นำสังคมที่มีสติปัญญากลับมาอย่างแท้จริง อย่าคิดแต่ว่าจะทำให้ อสมท ขาดทุน เพราะเนื้อหารายการการที่ดีก็จะสามารถทำเงินให้องค์กรได้ด้วย
นายวสันต์ กล่าวว่า รู้จักนายพงษ์ศักดิ์มานานก็คงต้องบอกว่านายพงษ์ศักดิ์เป็นคนที่พี่น้องสื่อมวลชนนับถือเป็นอาจารย์ และเป็นคนที่ทำงานด้วยความตั้งใจและมีความปรารถนาดีต่อวงการสื่อมาตลอด 30-40 ปี จึงคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ น่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ผิดพลาดมากกว่า เพราะอาจารย์พงษ์ศักดิ์คงจะไม่มีประสงค์ร้ายต่อ อสมท อย่างแน่นอน เมื่อทราบปัญหาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องถอยคนละก้าว เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็หวังดีต่อ อสมท แค่อาจจะมองในมุมที่ต่างกัน อยากให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาคุยกันและหาทางแก้ปัญหาด้วยกันมากกว่า
นายวสันต์กล่าวต่อว่า คราวนี้นายพงษ์ศักดิ์เสียหายมาก ถ้าทางพนักงานมานั่งคุยกัน ไปขอโทษ ไปคุยกับอาจารย์พงษ์ศักดิ์ว่าจะทำกันยังไปต่อไป ไม่ควรมาตั้งป้อมตั้งค่ายกันอย่างนี้ จะทำอย่างไรที่จะมาแก้ปัญหาร่วมกัน น่าจะเป็นลักษณะนั้นมากกว่า อสมท น่าจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของสาธารณะเป็นหลัก ทั้งในฐานะที่เป็นสื่อของรัฐและมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือกระทรวงการคลังซึ่งนำเงินภาษีของประชาชนมา ทำอย่างไรให้เจริญก้าวหน้า มีเรตติ้งที่ดี การบริหารโปร่งใสตรวจสอบได้ พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรต่อไป ต้องหยุดทำร้าย อสมท กันทุกคน
สำหรับแถลงการณ์ฉบับที่ 6 ของพนักงาน อสมท นั้น นายวสันต์เห็นว่าไม่ควรใช้คำว่า "ดูถูกเหยียดหยาม" หรือคำพูดดูถูกคนที่เป็นครูบาอาจารย์
อนึ่ง กรณี นางอรวรรณ ระบุว่า เว็บไซต์ผู้จัดการ นำประวัติส่วนตัวและเบอร์โทรศัพท์มาเผยแพร่ ทำให้ครอบครัวถูกคุกคามนั้น นายนิรันดร์ เยาวภาว์ ผู้ดูแลเว็บไซต์ผู้จัดการ เปิดเผยว่า เท่าที่ได้ตรวจสอบเนื้อหาของข่าวทั้งหมดที่ทีมงานได้นำเสนอทางเว็บไซต์ผู้จัดการนั้น ไม่พบว่าได้มีการนำประวัติส่วนตัวหรือเบอร์โทรศัพท์ของนางอรวรรณออกเผยแพร่แต่อย่างใด เชื่อว่ากรณีที่นางอรวรรณกล่าวถึง น่าจะเป็นข้อมูลที่ผู้อ่านใส่เข้ามาในกระดานแสดงความคิดเห็นท้ายข่าวมากกว่า ซึ่งข้อมูลในส่วนนั้น ทีมงานเว็บไซต์ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดให้ผู้อ่านใส่ข้อมูลเข้ามาได้โดยอิสระเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หาก นางอรวรรณ เห็นว่า ข้อมูลดังกล่าวทำให้ได้รับความเสียหาย ก็สามารถคลิกปุ่มแจ้งลบได้
ทั้งนี้ นายนิรันดร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นางอรวรรณ คงไม่เข้าใจในระบบของเว็บไซต์ ซึ่งมีการเปิดให้ผู้อ่านใส่ข้อมูลแสดงความคิดเห็นเข้ามาได้โดยอิสระ จึงเข้าใจว่า เว็บไซต์ผู้จัดการจงใจเผยแพร่ข้อมูลเพื่อกลั่นแกล้ง ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว มีเว็บไซต์ข่าวหลายแห่งที่เปิดให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็นท้ายข่าวได้เช่นเดียวกัน และอาจจะมีการนำข้อมูลส่วนตัวของนางอรวรรณไปเผยแพร่ตามเว็บไซต์เหล่านั้นด้วยก็ได้


